สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. เตรียมปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติกรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และเปิดทางให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังมีศักยภาพสามารถทำงานต่อได้
นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการ สคร. เปิดเผยว่า สคร.อยู่ระหว่างจัดทำร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเสนอขยายอายุสูงสุดของกรรมการรัฐวิสาหกิจจาก 65 ปี เป็น 70 ปี และผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจจาก 60 ปี เป็น 65 ปี
กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้กรรมการรัฐวิสาหกิจมีอายุไม่เกิน 65 ปี ขณะที่เกณฑ์ผู้บริหารสูงสุดมีข้อจำกัดด้านอายุ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ สคร.ต้องการปรับให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป
สรุปข่าว
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. เตรียมปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติกรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และเปิดทางให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังมีศักยภาพสามารถทำงานต่อได้
นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการ สคร. เปิดเผยว่า สคร.อยู่ระหว่างจัดทำร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเสนอขยายอายุสูงสุดของกรรมการรัฐวิสาหกิจจาก 65 ปี เป็น 70 ปี และผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจจาก 60 ปี เป็น 65 ปี
กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้กรรมการรัฐวิสาหกิจมีอายุไม่เกิน 65 ปี ขณะที่เกณฑ์ผู้บริหารสูงสุดมีข้อจำกัดด้านอายุ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ สคร.ต้องการปรับให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป
ดึงผู้บริหารประสบการณ์สูง อยู่ในระบบนานขึ้น
เหตุผลสำคัญของการปรับเกณฑ์คือ การเปิดทางให้ผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์สูงสามารถเข้ามาช่วยบริหารรัฐวิสาหกิจได้ต่อเนื่อง โดยไม่ถูกตัดโอกาสเพียงเพราะถึงเพดานอายุตามกฎหมายเดิม
สคร.ยกตัวอย่างว่า บุคลากรในหลายวิชาชีพยังสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจนถึงอายุประมาณ 70 ปี จึงเห็นว่าเกณฑ์ของรัฐวิสาหกิจควรได้รับการทบทวนให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันเช่นกัน
ในมุมธุรกิจ ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะรัฐวิสาหกิจไทยจำนวนมากดำเนินธุรกิจและลงทุนในกิจการขนาดใหญ่ ตั้งแต่พลังงาน การเงิน คมนาคม ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน การรักษาผู้บริหารที่มีประสบการณ์จึงอาจช่วยสร้างความต่อเนื่องในการบริหารและการตัดสินใจลงทุนระยะยาว
ไม่ใช่แค่เพิ่มอายุ สคร.เล็งปรับวาระกรรมการด้วย
การแก้กฎหมายรอบนี้ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องอายุ โดย สคร.ยังทบทวนเกณฑ์การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจด้วย
ประเด็นนี้มีรายละเอียดที่ควรแก้จากข้อมูลเดิมเล็กน้อย คือ รายงานล่าสุดระบุว่า สคร.กำลังพิจารณา ลดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งกรรมการสะสมจากไม่เกิน 8 ปี เหลือ 6 ปี ไม่ใช่ขยายให้ยาวกว่า 8 ปี เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการรักษาผู้มีประสบการณ์กับการเปิดทางให้เกิดการหมุนเวียนบุคลากรใหม่
อายุเพิ่ม แต่ต้องผ่านประเมิน-ตรวจสุขภาพ
อีกด้านหนึ่ง การเปิดทางให้กรรมการและผู้บริหารทำงานได้นานขึ้นย่อมตามมาด้วยคำถามเรื่องประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล
แนวทางของ สคร.จึงไม่ได้หมายถึงการต่ออายุการทำงานโดยอัตโนมัติ แต่เตรียมเพิ่มกลไกตรวจสอบ โดยเฉพาะการ ประเมินผลการปฏิบัติงานและตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ดำรงตำแหน่งยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะการขยายเพดานอายุโดยไม่มีระบบประเมินที่เข้มแข็ง อาจนำไปสู่ข้อกังวลเรื่องการปิดโอกาสผู้บริหารรุ่นใหม่ รวมถึงลดการหมุนเวียนของบุคลากรในระดับสูง
ดังนั้น การรักษาประสบการณ์ของผู้บริหารรุ่นเก่าจึงต้องเดินคู่กับระบบวัดผลงาน ความโปร่งใส และการเปิดพื้นที่ให้บุคลากรรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมารับช่วงต่อ
เตรียมเปิดรับฟังความเห็น ก่อนชง ครม.
การแก้ไขกฎหมายยังไม่ถือเป็นข้อยุติ เพราะต้องเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย
สคร.ตั้งเป้าเดินหน้ากระบวนการอย่างรวดเร็วในลักษณะ Quick Win และ เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาหลักการภายในประมาณ 3 เดือน โดยมีเป้าหมายให้เห็นความคืบหน้าของกฎหมายในปี 2570
ดังนั้น ขณะนี้ยังเป็น “ข้อเสนอแก้กฎหมาย” ไม่ใช่เกณฑ์ใหม่ที่มีผลบังคับใช้แล้ว
จาก “เกษียณตามอายุ” สู่ “อยู่ต่อด้วยผลงาน”
การขยายอายุ CEO รัฐวิสาหกิจจาก 60 เป็น 65 ปี และกรรมการจาก 65 เป็น 70 ปี จึงมีความหมายมากกว่าการเลื่อนอายุเกษียณ
ในด้านหนึ่ง ไทยกำลังเผชิญสังคมสูงวัย ขณะที่ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งยังมีศักยภาพและประสบการณ์ที่องค์กรสามารถใช้ประโยชน์ได้
แต่อีกด้านหนึ่ง รัฐวิสาหกิจก็จำเป็นต้องสร้างผู้บริหารรุ่นใหม่และเปิดทางให้เกิดการแข่งขันด้านความสามารถ หากตำแหน่งระดับสูงถูกครองเป็นเวลานานเกินไป ก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเปลี่ยนผ่านองค์กร
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “CEO ควรทำงานถึง 60 หรือ 65 ปี” แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้คนมีประสบการณ์สามารถอยู่ต่อได้เมื่อยังสร้างผลงาน ขณะเดียวกันต้องไม่ปิดประตูคนรุ่นใหม่
หากออกแบบระบบประเมินและธรรมาภิบาลได้ดี การแก้กฎหมายครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแนวคิดจาก “เกษียณตามอายุ” ไปสู่ “ทำงานต่อบนพื้นฐานของความสามารถและผลงาน” ในรัฐวิสาหกิจไทย
