
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด “AI แบบรู้สร้างกับตลาดแรงงานในอาเซียน: ความเสี่ยงที่สำคัญ ผลกระทบที่จำกัด และความพร้อมที่แตกต่าง” (Generative AI and labour markets in ASEAN: Significant exposure, limited disruption, uneven preparedness) ระบุว่า ผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Generative AI) ที่มีต่อภูมิภาคอาเซียนยังมีความหลากหลายและไม่เท่าเทียมกัน เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศในอาเซียนมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ประชากร โครงสร้างการจ้างงาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ความสามารถทางเทคโนโลยี และตลาดแรงงาน ในขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลในวงกว้าง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ที่ล้วนส่งผลต่อตลาดแรงงาน
ILO ประเมินว่า นับถึงปี 2568 การจ้างงานราวร้อยละ 22.9 ของทั้งหมดในอาเซียน หรือเทียบเท่าแรงงานเกือบ 80 ล้านคน กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Gen AI) อย่างไรก็ตาม มีแรงงานราวร้อยละ 3.3 ของทั้งหมด หรือประมาณ 11.7 ล้านคนที่ทำงานในกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ราวร้อยละ 67 ของการจ้างงานอยู่ในกลุ่มอาชีพที่ไม่มีการระบุความเสี่ยงเกี่ยวกับ Gen AI และนับถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการเลิกจ้างครั้งใหญ่
ในบรรดาสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศที่มีข้อมูล นับรวม “ติมอร์-เลสเต” พบว่า “สิงคโปร์” มีสัดส่วนแรงงานที่มีความเสี่ยงจาก Gen AI มากกว่าระดับเล็กน้อย (minimal) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด คิดเป็นร้อยละ 42.2 ของการจ้างงานทั้งหมด โดยนับรวมทั้งความเสี่ยงระดับต่ำ (low), ระดับปานกลาง (moderate), ระดับมีนัยสำคัญ (significant) และระดับสูง (high) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงโครงสร้างอาชีพที่เน้นทักษะสูงในสิงคโปร์ ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดการ ผู้บริหาร และผู้มีทักษะเฉพาะ มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 64 ของแรงงานที่ได้รับจ้างงานทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการทางการเงินและประกัน เทคโนโลยีสารสนเทศและภาคบริการ
ส่วนอันดับรองลงมา คือ “ฟิลิปปินส์” สัดส่วนแรงงานที่มีความเสี่ยงทั้ง 4 ระดับดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 28.1 ของแรงงานทั้งหมด สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามด้วย “อินโดนีเซีย” ที่ร้อยละ 21.7 ต่อด้วย “เวียดนาม” ร้อยละ 20.8 และ “ไทย” ร้อยละ 20.6

เมื่อแยกระหว่างเพศหญิงและชาย พบว่า แรงงานหญิงมีแนวโน้มจะทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงจาก Gen AI สูงกว่าแรงงานชายอย่างชัดเจน โดยในปี 2568 ผู้หญิงในอาเซียนราวร้อยละ 4.8 ทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงจาก Gen AI ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าผู้ชายที่มีความเสี่ยงจากเรื่องนี้ราวร้อยละ 2.3 ซึ่งช่องว่างระหว่างทั้ง 2 เพศสะท้อนชัดที่สุดในไทยและฟิลิปปินส์ เนื่องจากผู้หญิงมีแนวโน้มทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงจาก Gen AI สูงมากกว่าผู้ชายประมาณ 3-4 เท่า ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มอาเซียนก็มีความแตกต่าง แต่ไม่สูงเท่า
ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนถึงการกระจุกตัวของผู้หญิงในอาชีพด้านธุรการ ดูแลสำนักงาน และอาชีพเฉพาะทางบางประเภทที่มีความเสี่ยงต่อ Gen AI มากกว่า ขณะที่ผู้ชายส่วนใหญ่อยู่ในสายอาชีพที่ใช้แรงงานและสายปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ดังนั้น Gen AI อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานหญิงและชายแตกต่างกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางเพศและการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ผู้หญิงยังคงมีสัดส่วนไม่มากนักในหลาย ๆ อาชีพที่เกี่ยวข้องกับ STEM หรือสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ รวมถึง AI ทั้งการออกแบบและการกำกับดูแลระบบ ที่อาจจำกัดการเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการใช้งานเทคโนโลยี AI
สำหรับความเสี่ยงจาก Gen AI ต่อแรงงานรุ่นใหม่ อายุ 15-24 ปี และแรงงานผู้ใหญ่ อายุ 25 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่ในหลายประเทศ แรงงานรุ่นใหม่มีแนวโน้มทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงมากกว่าผู้ใหญ่เล็กน้อย ความแตกต่างนี้ชัดเจนที่สุดในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งการจ้างงานแรงงานรุ่นใหม่ที่มีความเสี่ยงจาก Gen AI สูง มีสัดส่วนร้อยละ 4.0 และ 4.6 ตามลำดับ เทียบกับแรงงานวัยผู้ใหญ่ที่เสี่ยงแบบเดียวกันในสัดส่วนร้อยละ 3.2 และ 3.9
สรุปข่าว

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด “AI แบบรู้สร้างกับตลาดแรงงานในอาเซียน: ความเสี่ยงที่สำคัญ ผลกระทบที่จำกัด และความพร้อมที่แตกต่าง” (Generative AI and labour markets in ASEAN: Significant exposure, limited disruption, uneven preparedness) ระบุว่า ผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Generative AI) ที่มีต่อภูมิภาคอาเซียนยังมีความหลากหลายและไม่เท่าเทียมกัน เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศในอาเซียนมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ประชากร โครงสร้างการจ้างงาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ความสามารถทางเทคโนโลยี และตลาดแรงงาน ในขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลในวงกว้าง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ที่ล้วนส่งผลต่อตลาดแรงงาน
ILO ประเมินว่า นับถึงปี 2568 การจ้างงานราวร้อยละ 22.9 ของทั้งหมดในอาเซียน หรือเทียบเท่าแรงงานเกือบ 80 ล้านคน กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Gen AI) อย่างไรก็ตาม มีแรงงานราวร้อยละ 3.3 ของทั้งหมด หรือประมาณ 11.7 ล้านคนที่ทำงานในกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ราวร้อยละ 67 ของการจ้างงานอยู่ในกลุ่มอาชีพที่ไม่มีการระบุความเสี่ยงเกี่ยวกับ Gen AI และนับถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการเลิกจ้างครั้งใหญ่
ในบรรดาสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศที่มีข้อมูล นับรวม “ติมอร์-เลสเต” พบว่า “สิงคโปร์” มีสัดส่วนแรงงานที่มีความเสี่ยงจาก Gen AI มากกว่าระดับเล็กน้อย (minimal) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด คิดเป็นร้อยละ 42.2 ของการจ้างงานทั้งหมด โดยนับรวมทั้งความเสี่ยงระดับต่ำ (low), ระดับปานกลาง (moderate), ระดับมีนัยสำคัญ (significant) และระดับสูง (high) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงโครงสร้างอาชีพที่เน้นทักษะสูงในสิงคโปร์ ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดการ ผู้บริหาร และผู้มีทักษะเฉพาะ มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 64 ของแรงงานที่ได้รับจ้างงานทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการทางการเงินและประกัน เทคโนโลยีสารสนเทศและภาคบริการ
ส่วนอันดับรองลงมา คือ “ฟิลิปปินส์” สัดส่วนแรงงานที่มีความเสี่ยงทั้ง 4 ระดับดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 28.1 ของแรงงานทั้งหมด สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามด้วย “อินโดนีเซีย” ที่ร้อยละ 21.7 ต่อด้วย “เวียดนาม” ร้อยละ 20.8 และ “ไทย” ร้อยละ 20.6

เมื่อแยกระหว่างเพศหญิงและชาย พบว่า แรงงานหญิงมีแนวโน้มจะทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงจาก Gen AI สูงกว่าแรงงานชายอย่างชัดเจน โดยในปี 2568 ผู้หญิงในอาเซียนราวร้อยละ 4.8 ทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงจาก Gen AI ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าผู้ชายที่มีความเสี่ยงจากเรื่องนี้ราวร้อยละ 2.3 ซึ่งช่องว่างระหว่างทั้ง 2 เพศสะท้อนชัดที่สุดในไทยและฟิลิปปินส์ เนื่องจากผู้หญิงมีแนวโน้มทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงจาก Gen AI สูงมากกว่าผู้ชายประมาณ 3-4 เท่า ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มอาเซียนก็มีความแตกต่าง แต่ไม่สูงเท่า
ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนถึงการกระจุกตัวของผู้หญิงในอาชีพด้านธุรการ ดูแลสำนักงาน และอาชีพเฉพาะทางบางประเภทที่มีความเสี่ยงต่อ Gen AI มากกว่า ขณะที่ผู้ชายส่วนใหญ่อยู่ในสายอาชีพที่ใช้แรงงานและสายปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ดังนั้น Gen AI อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานหญิงและชายแตกต่างกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางเพศและการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ผู้หญิงยังคงมีสัดส่วนไม่มากนักในหลาย ๆ อาชีพที่เกี่ยวข้องกับ STEM หรือสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ รวมถึง AI ทั้งการออกแบบและการกำกับดูแลระบบ ที่อาจจำกัดการเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการใช้งานเทคโนโลยี AI
สำหรับความเสี่ยงจาก Gen AI ต่อแรงงานรุ่นใหม่ อายุ 15-24 ปี และแรงงานผู้ใหญ่ อายุ 25 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่ในหลายประเทศ แรงงานรุ่นใหม่มีแนวโน้มทำงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงมากกว่าผู้ใหญ่เล็กน้อย ความแตกต่างนี้ชัดเจนที่สุดในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งการจ้างงานแรงงานรุ่นใหม่ที่มีความเสี่ยงจาก Gen AI สูง มีสัดส่วนร้อยละ 4.0 และ 4.6 ตามลำดับ เทียบกับแรงงานวัยผู้ใหญ่ที่เสี่ยงแบบเดียวกันในสัดส่วนร้อยละ 3.2 และ 3.9

รายงานระบุด้วยว่า การนำ AI มาใช้ในการทำงานกำลังเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สม่ำเสมอในกลุ่มอาเซียน ทั้งนี้ การนำ AI มาใช้มักจะค่อย ๆ แพร่หลาย มากกว่ามีการใช้ในระบบเศรษฐกิจแบบเท่าเทียมกัน การนำ AI มาใช้งานมักเริ่มต้นในอาชีพและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีแบบเข้มข้น ซึ่งความสามารถด้านดิจิทัลและทักษะเสริมต่าง ๆ ได้รับการพัฒนามาดีแล้ว ก่อนที่จะแพร่หลายในวงกว้างมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ขนาดของบริษัทก็มีผลเช่นกัน โดยบริษัทขนาดใหญ่มักเป็นผู้นำในการใช้งาน AI ส่วนการใช้ในบริษัทขนาดเล็กยังคงจำกัด เนื่องจากบริษัทใหญ่มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างหลายด้าน
การใช้ Gen AI ในกลุ่มอาเซียนก็ยังไม่เท่าเทียมกัน แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนของผู้ใช้งาน Gen AI เพิ่มขึ้นในทุกประเทศช่วง 6 เดือนหลังของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกของปีเดียวกัน ซึ่งการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมากในสิงคโปร์และเวียดนาม ที่ร้อยละ 2.3 ส่วนประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่า อาทิ ไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 ส่วนมาเลเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 ตามด้วยฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 ด้านอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2

การจ้างงานที่ได้รับผลกระทบจาก Gen AI มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอาเซียน ระหว่างปี 2560-2568 จำนวนแรงงานในสายอาชีพที่มีความเสี่ยงจาก Gen AI ทั้งในระดับต่ำ ปานกลาง มีนัยสำคัญ และสูง เพิ่มขึ้นจากประมาณ 66 ล้านคน ในปี 2560 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.9 ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมดขณะนั้น มาอยู่ที่ 74 ล้านคนในปี 2565 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.2 และแตะระดับ 80 ล้านคนในปี 2568 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.9 ของผู้มีงานทำทั้งหมด ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า อาชีพเหล่านี้มีความเสี่ยงอยู่แล้วก่อนกระแสบูมของ Gen AI อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า Gen AI ทำให้จำนวนผู้มีงานทำลดลง หรือเป็นตัวขับเคลื่อนการจ้างงาน
ข้อมูลของ ILO สะท้อนการเพิ่มขึ้นในส่วนอาชีพที่ Gen AI อาจเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งรวมถึงการใช้ระบบอัตโนมัติหรือการเสริมศักยภาพให้กับงานบางอย่างในอาชีพต่าง ๆ ซึ่งยังคงต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์ การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และทักษะเสริมอื่น ๆ หมายความว่า การนำ AI มาใช้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ดังนั้น การที่ AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดการใช้แรงงาน และทำให้เกิดผลกระทบต่อการจ้างงานที่ชัดเจนมากขึ้น จะเกิดขึ้นเมื่อมีการบูรณาการเข้ากับกระบวนการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา

สำหรับแนวโน้มการจ้างงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงจาก AI แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและกลุ่มอายุ ขึ้นอยู่กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในอาเซียน กรณีของไทยมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่ฟิลิปปินส์มีสัดส่วนการจ้างงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงลดลงตั้งแต่ปี 2566 ส่วนเวียดนามกลับมีสัดส่วนการจ้างงานในอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงจาก AI เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจและโครงสร้างของแต่ละประเทศเป็นตัวกำหนด
นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างสำหรับแรงงานรุ่นใหม่ ทั้งฟิลิปปินส์และไทย การจ้างงานคนรุ่นใหม่ในอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงจาก Gen AI ลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับการจ้างงานคนรุ่นใหม่โดยรวม ผิดกับเวียดนามที่แนวโน้มการจ้างงานคนรุ่นใหม่และการจ้างงานโดยรวมในอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงจาก Gen AI กลับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในภาวะ “ไม่เรียน ไม่ทำงาน ไม่ฝึกอบรมทักษะ” (Not in Education, Employment, or Training-NEET) แต่อาจสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการจ้างงาน ทางเลือกด้านการศึกษาที่แตกต่าง หรือการปรับเปลี่ยนสายงาน

ความแพร่หลายของ Gen AI ทั่วอาเซียนเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทด้านทักษะดิจิทัลที่ไม่เท่าเทียมกันของแต่ละประเทศสมาชิก กรณีของ “สิงคโปร์” และ “มาเลเซีย” มีระดับทักษะดิจิทัลขั้นสูงในหลายด้าน ส่วนประเทศอื่น ๆ ยังคงเผชิญกับช่องว่างที่สำคัญ อาทิ การแก้ปัญหา การสร้างเนื้อหาดิจิทัล และทักษะการสื่อสาร ขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมต้องการมากกว่าทักษะทางเทคนิคด้าน AI เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีทักษะดิจิทัล ทักษะทางสังคมและอารมณ์ ซึ่งจะช่วยให้แรงงานและบริษัทต่าง ๆ สามารถปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีและกระบวนการทำงานที่เปลี่ยนไปได้
ขณะที่ความเสี่ยงของตลาดแรงงานและความพร้อมด้าน AI อาจไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป กรณี “สิงคโปร์” เป็นเพียงประเทศเดียวของอาเซียนที่มีความเสี่ยงจาก AI มากสุด และมีความพร้อมสูงสุด โดยมีระบบนิเวศ AI ที่แข่งขันได้ในระดับโลก จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขั้นสูง ความพร้อมของบุคลากร และแนวทางการบูรณาการของภาครัฐ ส่วนอีกหลาย ๆ ประเทศความเสี่ยงและความพร้อมอาจเป็นไปคนละทิศละทาง ยกตัวอย่าง “ฟิลิปปินส์” อยู่ในอันดับ 2 ในแง่ความเสี่ยงจาก AI แต่มีความพร้อมในอันดับ 4 ส่วน “ไทย” มีความเสี่ยงในอันดับ 3 แต่มีความพร้อมในอันดับ 2
รายงานฉบับนี้เสนอแนะให้อาเซียนใช้การกำกับดูแลที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งรวมถึงการพัฒนาทักษะอย่างครอบคลุม ทั้งการยกระดับทักษะ (upskill) และเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ (reskill) โดยให้ความสำคัญกับผู้หญิงและคนรุ่นใหม่ รวมถึงการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และรายย่อย
- “มาเลย์” แข่ง “สิงคโปร์” ดึง Data Center
- มาเลเซียปรับกฎใหม่หนุนระบบนิเวศรถ EV
- ระวังไทยถูกแซงหน้า? "เวียดนาม-ฟิลิปปินส์" ขึ้นแท่นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง!
- เวียดนามทำอย่างไร ? ลดราชการ 1 ใน 5 ดัน และดัน GDP โต ไทยจะทำตามได้ไหม ?
- ไทย–มาเลเซีย เห็นพ้อง เปิดประตูการค้า-ท่องเที่ยว เร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน
ที่มาข้อมูล : ILO Generative AI and labour markets in ASEAN (ก.ค. 2569)
ที่มารูปภาพ : TNN
