เวียดนามทำอย่างไร ? ลดราชการ 1 ใน 5 ดัน และดัน GDP โต ไทยจะทำตามได้ไหม ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
เวียดนามทำอย่างไร ? ลดราชการ 1 ใน 5 ดัน และดัน GDP โต ไทยจะทำตามได้ไหม ?

มีแต่คนสั่งงาน ไม่มีคนทำงาน ราชการไทยอุ้ยอ้าย-ล่าช้า นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ จากการมีข้าราชการจำนวนมากเกินความจำเป็น ทำให้ต้องใช้งบประมาณมหาศาลไปกับบุคคล จนเริ่มมีกระแสที่รัฐบาลประกาศทั้งนโยบายลดจำนวนข้าราชการ 

แต่ก่อนที่ไทยจะเริ่ม เวียดนามทำสำเร็จมาแล้วด้วยการลดราชการถึง 1 ใน 5 เวียดนามทำอย่างไร และเทียบกับไทยแล้ว แผนคล้ายกันอย่างไรบ้าง ? 

ข้าราชการไทยมีเยอะแค่ไหน ?

ไทยมีจำนวนข้าราชการพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ข้อมูลจากปี 2567 ระบุว่าประเทศไทยมี ข้าราชการในระบบสูงถึง 1.75 ล้านคน เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีอยู่ราว 1.3 ล้านคน หากนับรวมกำลังคนภาครัฐทั้งหมด ทั้งที่เป็นข้าราชการและไม่ใช่ข้าราชการ ตัวเลขจะพุ่งสูงถึง 3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 2.8 ล้านคนในปี 2560

จำนวนบุคลากรที่มหาศาลนี้นำมาซึ่งภาระงบประมาณ โดยในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลไทยต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายให้บุคลากรภาครัฐรวมสูงถึง 1.42 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 30% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด (3.788 ล้านล้านบาท) งบประมาณส่วนนี้แบ่งเป็น:

  • ค่าตอบแทนโดยตรง หรือเงินเดือน 852,000 ล้านบาท

  • ค่าใช้จ่ายแฝง 572,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญและค่ารักษาพยาบาล 

ที่น่ากังวลคือ ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา งบบุคลากรภาครัฐของไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 80% จากเดิม 1.09 ล้านล้านบาทในปี 2564 

รัฐบาลเองได้เปิดเผยแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยโครงการ "เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด" หรือ เออร์ลี่รีไทร์ (Early Retire) โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2570 โดยมีจุดเน้นและยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น การปรับลดตำแหน่งที่ไม่จำเป็น มุ่งเป้าไปที่กลุ่มงานธุรการ เสมียน หรือพนักงานพิมพ์ ที่จะทดแทนด้วยระบบดิจิทัล ใช้ Ai เข้ามาทำงานมากขึ้น, ปรับเกณฑ์อายุผู้เข้าร่วม เพียง 40 ปีก็ร่วมโครงการได้ 

ไปถึงการปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล นำระบบประกันสุขภาพเข้ามาทดแทนสวัสดิการเดิมสำหรับข้าราชการใหม่ เพื่อคุมวงเงิน และจะใช้หลักการสมัครใจ เน้นมาตรการจูงใจแทนการบังคับ เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายในระบบราชการ

แต่ก่อนที่ไทยกำลังจะเริ่ม มีประเทศเพื่อนบ้านที่ทำสำเร็จมาแล้ว ในปีที่ผ่านมานี้เองคือ เวียดนาม ผ่านการปฏิรูประบบราชการ และออกเป็นกฎหมายใหม่ที่บังคับใช้ในช่วงปี 2567-2568

เวียดนามทำได้อย่างไร ?

เวียดนามใช้วิธีการปรับโครงสร้างองค์กรขนานใหญ่ (Restructuring) โดยใช้หลักการ "หนึ่งหน่วยงานทำหลายหน้าที่ และแต่ละหน้าที่ต้องมีหน่วยงานหลักรับผิดชอบเพียงแห่งเดียว" มาตรการที่สำคัญ ได้แก่:

  • การยุบรวมกระทรวง: ปรับลดจำนวนกระทรวงและหน่วยงานระดับกระทรวงจาก 25 แห่ง เหลือเพียง 17 แห่ง

  • การยุบหน่วยงานย่อย: เวียดนามสั่งยุบกรม (General Departments) ทั้งหมด 13 แห่ง, ยุบกองและหน่วยงานเทียบเท่า 519 แห่ง (ลดลง 77.6%), และยุบหน่วยบริการสาธารณะอีกกว่า 203 แห่ง

  • การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น: มีการยุบเลิกระบบบริหารระดับอำเภอ (District-level) และลดจำนวนหน่วยบริหารระดับชุมชน (Commune-level) จาก 10,035 แห่ง เหลือเพียง 3,321 แห่ง หรือลดลงถึง 67%

ความสำเร็จและผลลัพธ์ที่ได้ จากการดำเนินงานอย่างเฉียบขาดทำให้เวียดนามสามารถปรับลดตำแหน่งงานในภาครัฐได้มากกว่า 22,000 ตำแหน่งในระดับส่วนกลาง และรวมกว่า 145,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง:

  • ประหยัดงบประมาณ: ช่วยลดรายจ่ายประจำได้ถึงปีละ 1.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.9 หมื่นล้านดอง)

  • เศรษฐกิจเติบโต: GDP ของเวียดนามพุ่งจาก 346 พันล้านดอลลาร์ในปี 2563 เป็น 510 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 ขยับขึ้นเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน และอันดับ 32 ของโลก สูงถึง 8% 

  • ความยั่งยืนทางการคลัง ที่หนี้สาธารณะลดลงจาก 44.3% เหลือเพียง 35% ของ GDP ในปี 2564

สรุปข่าว

ไทยเตรียมเปิดโครงการเกษียณก่อนกำหนดในปี 2570 เพื่อลดภาระงบประมาณบุคลากรที่สูงถึง 1.42 ล้านล้านบาท โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและ AI แทนตำแหน่งงานธุรการพร้อมปรับสวัสดิการรักษาพยาบาลเป็นระบบประกัน ขณะที่เวียดนามปฏิรูปสำเร็จจากการยุบโครงสร้างกระทรวงและท้องถิ่นครั้งใหญ่จนลดพนักงานได้กว่า 145,000 ตำแหน่ง ช่วยประหยัดงบประมาณได้ปีละ 1.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยหลักคือเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่และการออกกฎหมายรองรับอย่างเป็นระบบเพื่อขับเคลื่อนภาครัฐให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

มีแต่คนสั่งงาน ไม่มีคนทำงาน ราชการไทยอุ้ยอ้าย-ล่าช้า นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ จากการมีข้าราชการจำนวนมากเกินความจำเป็น ทำให้ต้องใช้งบประมาณมหาศาลไปกับบุคคล จนเริ่มมีกระแสที่รัฐบาลประกาศทั้งนโยบายลดจำนวนข้าราชการ 

แต่ก่อนที่ไทยจะเริ่ม เวียดนามทำสำเร็จมาแล้วด้วยการลดราชการถึง 1 ใน 5 เวียดนามทำอย่างไร และเทียบกับไทยแล้ว แผนคล้ายกันอย่างไรบ้าง ? 

ข้าราชการไทยมีเยอะแค่ไหน ?

ไทยมีจำนวนข้าราชการพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ข้อมูลจากปี 2567 ระบุว่าประเทศไทยมี ข้าราชการในระบบสูงถึง 1.75 ล้านคน เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีอยู่ราว 1.3 ล้านคน หากนับรวมกำลังคนภาครัฐทั้งหมด ทั้งที่เป็นข้าราชการและไม่ใช่ข้าราชการ ตัวเลขจะพุ่งสูงถึง 3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 2.8 ล้านคนในปี 2560

จำนวนบุคลากรที่มหาศาลนี้นำมาซึ่งภาระงบประมาณ โดยในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลไทยต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายให้บุคลากรภาครัฐรวมสูงถึง 1.42 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 30% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด (3.788 ล้านล้านบาท) งบประมาณส่วนนี้แบ่งเป็น:

  • ค่าตอบแทนโดยตรง หรือเงินเดือน 852,000 ล้านบาท

  • ค่าใช้จ่ายแฝง 572,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญและค่ารักษาพยาบาล 

ที่น่ากังวลคือ ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา งบบุคลากรภาครัฐของไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 80% จากเดิม 1.09 ล้านล้านบาทในปี 2564 

รัฐบาลเองได้เปิดเผยแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยโครงการ "เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด" หรือ เออร์ลี่รีไทร์ (Early Retire) โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2570 โดยมีจุดเน้นและยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น การปรับลดตำแหน่งที่ไม่จำเป็น มุ่งเป้าไปที่กลุ่มงานธุรการ เสมียน หรือพนักงานพิมพ์ ที่จะทดแทนด้วยระบบดิจิทัล ใช้ Ai เข้ามาทำงานมากขึ้น, ปรับเกณฑ์อายุผู้เข้าร่วม เพียง 40 ปีก็ร่วมโครงการได้ 

ไปถึงการปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล นำระบบประกันสุขภาพเข้ามาทดแทนสวัสดิการเดิมสำหรับข้าราชการใหม่ เพื่อคุมวงเงิน และจะใช้หลักการสมัครใจ เน้นมาตรการจูงใจแทนการบังคับ เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายในระบบราชการ

แต่ก่อนที่ไทยกำลังจะเริ่ม มีประเทศเพื่อนบ้านที่ทำสำเร็จมาแล้ว ในปีที่ผ่านมานี้เองคือ เวียดนาม ผ่านการปฏิรูประบบราชการ และออกเป็นกฎหมายใหม่ที่บังคับใช้ในช่วงปี 2567-2568

เวียดนามทำได้อย่างไร ?

เวียดนามใช้วิธีการปรับโครงสร้างองค์กรขนานใหญ่ (Restructuring) โดยใช้หลักการ "หนึ่งหน่วยงานทำหลายหน้าที่ และแต่ละหน้าที่ต้องมีหน่วยงานหลักรับผิดชอบเพียงแห่งเดียว" มาตรการที่สำคัญ ได้แก่:

  • การยุบรวมกระทรวง: ปรับลดจำนวนกระทรวงและหน่วยงานระดับกระทรวงจาก 25 แห่ง เหลือเพียง 17 แห่ง

  • การยุบหน่วยงานย่อย: เวียดนามสั่งยุบกรม (General Departments) ทั้งหมด 13 แห่ง, ยุบกองและหน่วยงานเทียบเท่า 519 แห่ง (ลดลง 77.6%), และยุบหน่วยบริการสาธารณะอีกกว่า 203 แห่ง

  • การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น: มีการยุบเลิกระบบบริหารระดับอำเภอ (District-level) และลดจำนวนหน่วยบริหารระดับชุมชน (Commune-level) จาก 10,035 แห่ง เหลือเพียง 3,321 แห่ง หรือลดลงถึง 67%

ความสำเร็จและผลลัพธ์ที่ได้ จากการดำเนินงานอย่างเฉียบขาดทำให้เวียดนามสามารถปรับลดตำแหน่งงานในภาครัฐได้มากกว่า 22,000 ตำแหน่งในระดับส่วนกลาง และรวมกว่า 145,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง:

  • ประหยัดงบประมาณ: ช่วยลดรายจ่ายประจำได้ถึงปีละ 1.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.9 หมื่นล้านดอง)

  • เศรษฐกิจเติบโต: GDP ของเวียดนามพุ่งจาก 346 พันล้านดอลลาร์ในปี 2563 เป็น 510 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 ขยับขึ้นเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน และอันดับ 32 ของโลก สูงถึง 8% 

  • ความยั่งยืนทางการคลัง ที่หนี้สาธารณะลดลงจาก 44.3% เหลือเพียง 35% ของ GDP ในปี 2564

ทำไมเวียดนามถึงทำสำเร็จ ?

ปัจจัยที่ทำให้เวียดนามประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ความบังเอิญ อาจสรุปได้เป็น 4 ข้อคือ 

 1. เจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ (Political Will): การปฏิรูปได้รับการผลักดันอย่างสูงสุดจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์และโปลิตบูโร โดยมีคำสั่งที่ชัดเจนและเด็ดขาด

2. กรอบกฎหมายที่ชัดเจน: ออกกฤษฎีกา (Decrees) ถึง 21 ฉบับเพื่อกำหนดหน้าที่และอำนาจของหน่วยงานใหม่ ทำให้การทำงานไม่ซ้ำซ้อนและไม่มีความคลุมเครือในการปฏิบัติ

3. รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้บุคลากรเห็นถึง "ประโยชน์ส่วนรวม" มากกว่า "ประโยชน์ส่วนตน"

4. มาตรการจูงใจที่ครอบคลุม มีนโยบายรองรับทั้งการเกษียณก่อนกำหนด การปรับเปลี่ยนสายงาน การรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent Retention) และการฝึกอบรมทักษะใหม่ให้กับเจ้าหน้าที่ที่ยังอยู่


แล้วอดีตราชการเวียดนามเกษียณแล้วไปทำอะไรบ้าง ?

จากบทความของ Vietnam News เรื่อง Leaving the comfort zone, new paths for former civil servants มีบทสัมภาษณ์ของอดีตข้าราชการหลายคน ที่เล่าเส้นทางใหม่ หลังออกจากราชการ โดยหลายคนได้ออกไปทำธุรกิจของตนเอง จนมีคำกล่าวว่า ภาคเอกชน ที่ไม่ใช่ภาครัฐกำลังเฟื่องฟู และเปิดประตูให้อดีตพนักงานของรัฐมีส่วนร่วมในรูปแบบใหม่ ๆ 

ทั้งข้าราชการของเวียดนามเองก็ชี้ว่า ทุกวันนี้บริษัทเอกชน ได้การลงทุนจากต่างประเทศ มีเงินเดือน การแข่งขันพร้อมสวัสดิการที่น่าสนใจ ทำให้ภาครัฐไม่ใช่เส้นทางเดียวสู่ความมั่นคงอีกต่อไป

แต่ถึงอย่างนั้น บริบทของไทย ที่การลงทุนลดลง หลายประเทศถอนโรงงานออกนั้น ก็อาจจะเทียบกับไทยได้ยาก ถึงเส้นทางของข้าราชการ หากเลือก early retire 

อีกทั้ง แค่การลดข้าราชการ ก็อาจจะยังไม่พอ เพราะเวียดนามปฏิรูประบบไปพร้อมๆ กับการกำจัดคอร์รัปชันไปด้วย กวาดล้างทุจริตในวงกว้าง ทั้งข้าราชการ และเอกชนที่ติดสินบน มีการลงโทษที่จริงจัง ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของระบบ และกล้าที่จะเข้ามาลงทุนมากขึ้นด้วย 

จากบทเรียนของเวียดนาม แม้ไทยจะมีแผนปฏิรูปข้าราชการแล้ว อาจไม่ใช่แค่การลดจำนวนคน แต่ลดอย่างไรให้คนในระบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคนที่ออกจากระบบไปก็ยังมีเส้นทางต่อไปได้ ไปถึงหากลดเพียงจำนวน แต่ระบบยังเต็มไปด้วยการทุจริต คอร์รัปชันนั้น ก็อาจจะยัง สำหรับการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีได้

ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม

ที่มารูปภาพ : AFP