โลกแบ่ง 4 ขั้วเศรษฐกิจ "พาณิชย์" แนะไทยลดพึ่งพาสหรัฐฯ-จีน

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกแบ่ง 4 ขั้วเศรษฐกิจ "พาณิชย์" แนะไทยลดพึ่งพาสหรัฐฯ-จีน

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ บรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” หัวข้อ "ยุทธศาสตร์การค้า การลงทุน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก" จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า



สรุปข่าว

ไทยรับศึกหนัก! สหรัฐฯ จ่อขึ้นภาษีมาตรา 301 คดีแรงงานบังคับ ก.ค.นี้ พาณิชย์แนะรุกตลาดใหม่ แอฟริกา-ละตินอเมริกา

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ บรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” หัวข้อ "ยุทธศาสตร์การค้า การลงทุน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก" จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า



ปัจจุบันสถานการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งและความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ได้ส่งผลให้โลกเกิดการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีโลกาภิวัตน์ (Globalization) เหมือนในอดีตอีกต่อไป  โดยโลกจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสหรัฐฯ กลุ่มจีน กลุ่มยุโรป และกลุ่มที่เป็นกลางอย่างประเทศไทย ซึ่งทำให้การค้าขายจะจำกัดอยู่ภายในกลุ่มของตนเองมากขึ้น


การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม ผู้ประกอบการไทยจึงต้องทำความเข้าใจและเลือกกลุ่มที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อหาโอกาสทางการค้า  


โดย ดร.กิริฎา เน้นย้ำว่า เนื่องจากเราค่อนข้างเป็นกลาง เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะไปเจาะแต่ละกลุ่มได้ โดยทางกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะทำหน้าที่ “เปิดประตู” เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยเข้าถึงได้ในทุกกลุ่มการค้า


อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการที่สหรัฐฯ นำมาตรการภาษีใหม่มาใช้คือ มาตรา 301 (Section 301) ซึ่งเป็นกฎหมายการค้าที่สหรัฐฯ ใช้กล่าวหาประเทศคู่ค้าและลงโทษด้วยการขึ้นภาษีนำเข้า ปัจจุบันไทยถูกกล่าวหาใน 2 คดี ได้แก่


1.คดีแรงงานบังคับ (Forced Labor) สหรัฐฯ กล่าวหาไทยและประเทศอื่นรวม 60 ประเทศว่า ไม่มีมาตรการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ เบื้องต้นสหรัฐฯ ประกาศจะเก็บภาษีนำเข้าจากไทย และประเทศอื่นอีก 45 ประเทศในอัตรา 12.5% ส่วนอีก 14 ประเทศจะถูกเก็บในอัตรา 10% ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) และคาดว่าจะมีการประกาศผลตัดสินสุดท้ายภายในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 นี้


2. คดีกำลังการผลิตส่วนเกิน ที่กล่าวหา 16 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยว่า มีการลงทุนมากเกินไปจากการสนับสนุนของภาครัฐ ทำให้มีกำลังการผลิตเหลืออยู่มากเกินความต้องการ


ทั้งนี้ ไทยได้ชี้แจงต่อสหรัฐฯ ว่ากำลังร่างกฎหมายป้องกันการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่สภาในปี พ.ศ. 2570 พร้อมยืนยันว่าไทยไม่มีการอุดหนุนการลงทุนจนเกิดการลงทุนเกินตัว และไม่ได้มีกำลังการผลิตส่วนเกินต่ำตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนในคดีที่ 2 นั้นยังต้องจับตาดูต่อไป เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้ประกาศอัตราภาษีออกมา ซึ่งหากมีการตัดสินทั้งสองคดี ภาษีจะถูกจัดเก็บเพิ่มซ้อนทับกันขึ้นไป



ดร.กิริฎา เสนอแนะแนวทางรับมือว่า ไทยจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงทางการค้า โดยลดการพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันส่งออก  21% หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมด และลดการนำเข้าจากจีน 

ที่ปัจจุบันนำเข้าสูงถึง 25% หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของการนำเข้าทั้งหมด พร้อมทั้งเร่งรุกตลาดใหม่ๆ เช่น แอฟริกา ละตินอเมริกา โดยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ปัจจุบันที่มีกับ 18 ประเทศ และเตรียมบังคับใช้อีก 3 ฉบับในปี 2570  ได้แก่


1.ไทย-เอฟต้า (Thai-EFTA) ข้อตกลงกับกลุ่มสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ได้แก่ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์ ฟินแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะช่วยให้ภาษีนำเข้าสินค้าไทยลดลงเกือบเป็น 0% เพิ่มโอกาสในการส่งออกได้มากขึ้น 


2.ไทย-ภูฏาน (Thai-Bhutan) คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ประมาณเดือนมกราคม 2570 ซึ่งภูฏานเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการผลิตในไทย


3.ไทย-ศรีลังกา (Thai-Sri Lanka): สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย เนื่องจากปัจจุบันศรีลังกามีความต้องการสินค้ากลุ่มนี้สูง แต่มีการเก็บภาษีนำเข้าในระดับที่สูงมาก การมี FTA จะช่วยลดอุปสรรคดังกล่าวลง


นอกจากนี้ พบว่า กลุ่มธุรกิจที่รับการส่งเสริมการลงทุนจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในไทย (BOI) กำลังเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยอันดับ 1 คือ Data Center (ราว 20-30 แห่ง) 

รองลงมา คือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรม AI, สาธารณูปโภค, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) สูง ที่จะเกิดประโยชน์กับคนไทย

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN