CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลกจากจีน กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดการผลิตในสหรัฐฯ ผ่านโมเดลใหม่ที่ไม่ต้องเข้าไปถือครองโรงงานโดยตรง แต่ใช้วิธีให้สิทธิเทคโนโลยีแก่ฟอร์ด มอเตอร์ เพื่อผลิตแบตเตอรี่ภายในประเทศ
เมิ่ง เซียงเฟิง รองประธาน CATL เปิดเผยว่า โรงงานแบตเตอรี่ของฟอร์ดในรัฐมิชิแกน ซึ่งใช้เทคโนโลยีของ CATL เริ่มเดินสายการผลิตเซลล์แบตเตอรี่แล้ว ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจต่างประเทศของบริษัทจีน จากเดิมที่เน้นส่งออกสินค้า ไปสู่การส่งออกองค์ความรู้ สิทธิบัตร และระบบการผลิต
อย่างไรก็ตาม สถานะล่าสุดของโรงงานยังอยู่ในช่วงทดลองผลิต ไม่ใช่การผลิตเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ โดยฟอร์ดยืนยันเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนว่า โรงงานสามารถทดลองผลิตเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต หรือ LFP แบบทรงปริซึมชุดแรกได้ครบทุกขั้นตอนแล้ว ขณะนี้แบตเตอรี่ยังต้องผ่านการทดสอบด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความทนทาน ก่อนเริ่มส่งมอบเชิงพาณิชย์ภายในปี 2569
สรุปข่าว
CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลกจากจีน กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดการผลิตในสหรัฐฯ ผ่านโมเดลใหม่ที่ไม่ต้องเข้าไปถือครองโรงงานโดยตรง แต่ใช้วิธีให้สิทธิเทคโนโลยีแก่ฟอร์ด มอเตอร์ เพื่อผลิตแบตเตอรี่ภายในประเทศ
เมิ่ง เซียงเฟิง รองประธาน CATL เปิดเผยว่า โรงงานแบตเตอรี่ของฟอร์ดในรัฐมิชิแกน ซึ่งใช้เทคโนโลยีของ CATL เริ่มเดินสายการผลิตเซลล์แบตเตอรี่แล้ว ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจต่างประเทศของบริษัทจีน จากเดิมที่เน้นส่งออกสินค้า ไปสู่การส่งออกองค์ความรู้ สิทธิบัตร และระบบการผลิต
อย่างไรก็ตาม สถานะล่าสุดของโรงงานยังอยู่ในช่วงทดลองผลิต ไม่ใช่การผลิตเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ โดยฟอร์ดยืนยันเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนว่า โรงงานสามารถทดลองผลิตเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต หรือ LFP แบบทรงปริซึมชุดแรกได้ครบทุกขั้นตอนแล้ว ขณะนี้แบตเตอรี่ยังต้องผ่านการทดสอบด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความทนทาน ก่อนเริ่มส่งมอบเชิงพาณิชย์ภายในปี 2569
โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองมาร์แชลล์ รัฐมิชิแกน ภายใต้ชื่อ บลูโอวัล แบตเตอรี่ พาร์ก มิชิแกน โดยฟอร์ดเป็นเจ้าของและบริหารโรงงานทั้งหมด รวมถึงจ้างแรงงานภายในสหรัฐฯ ส่วน CATL ทำหน้าที่ให้สิทธิเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และความเชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่ LFP
โครงสร้างดังกล่าวช่วยให้ฟอร์ดสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแบตเตอรี่ต้นทุนต่ำของจีน ขณะเดียวกัน CATL ไม่จำเป็นต้องเข้าไปลงทุนหรือถือหุ้นในโรงงานโดยตรง ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานจากกฎควบคุมการลงทุนของจีนในสหรัฐฯ
โครงการนี้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 โดยเดิมฟอร์ดวางแผนลงทุน 3,500 ล้านดอลลาร์ และมีกำลังการผลิตประมาณ 35 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี เพียงพอสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าราว 400,000 คัน แต่ต่อมาบริษัทลดขนาดโครงการลง หลังตลาดรถยนต์ไฟฟ้าชะลอตัวและโครงการเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก
สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันตั้งคำถามว่า ข้อตกลงดังกล่าวอาจเปิดทางให้ CATL ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ด้านภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงอาจทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกันพึ่งพาเทคโนโลยีจีนมากเกินไป
แรงกดดันยังเพิ่มขึ้นหลัง CATL ถูกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน ซึ่งบริษัทปฏิเสธ ขณะที่ฟอร์ดยืนยันว่าโรงงานดำเนินงานภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ และเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยสร้างงาน ลดต้นทุนแบตเตอรี่ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ
แบตเตอรี่ LFP มีต้นทุนต่ำกว่า ใช้วัตถุดิบอย่างเหล็กและฟอสเฟต แทนนิกเกิลและโคบอลต์ที่มีราคาแพง แม้ความหนาแน่นพลังงานจะต่ำกว่าแบตเตอรี่บางประเภท แต่มีข้อได้เปรียบด้านความปลอดภัย อายุการใช้งาน และความเหมาะสมกับรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน
ฟอร์ดมีแผนนำแบตเตอรี่จากโรงงานแห่งนี้ไปใช้กับรถกระบะไฟฟ้าราคาประหยัดและรถยนต์ไฟฟ้าขนาดกลางรุ่นใหม่ โดยคาดว่าจะเริ่มใช้จริงหลังโรงงานเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์
ความร่วมมือครั้งนี้จึงสะท้อนความย้อนแย้งของนโยบายอุตสาหกรรมสหรัฐฯ แม้ว่าสหรัฐฯ ต้องการลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน แต่ผู้ผลิตรถยนต์อเมริกันยังจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้จากบริษัทจีน เพื่อผลิตแบตเตอรี่ราคาถูกและแข่งขันในตลาดโลก
สำหรับ CATL โมเดลให้สิทธิเทคโนโลยีอาจกลายเป็นทางออกสำคัญในการขยายธุรกิจไปยังประเทศที่ตั้งกำแพงภาษีและจำกัดการลงทุนจากจีน โดยเปลี่ยนจากการส่งออกแบตเตอรี่สำเร็จรูป มาเป็นการสร้างรายได้จากเทคโนโลยีและค่าลิขสิทธิ์แทน
โรงงานของฟอร์ดจึงไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิตแบตเตอรี่แห่งใหม่ แต่ยังเป็นบททดสอบว่า เทคโนโลยีจีนจะสามารถฝ่ากำแพงการเมืองและเข้าไปอยู่ในหัวใจของอุตสาหกรรมพลังงานสหรัฐฯ ได้มากเพียงใด
ที่มาข้อมูล : https://carnewschina.com/2026/06/30/catl-ford-tech-licensing-battery-plant-commences-production-in-the-u-s/
ที่มารูปภาพ : -
