"มือถือแพง" ทุบสถิติ เซ่นสงคราม ชิปขาดแคลนหนัก!

Share on Line Share on Facebook Share on X

วิกฤตต้นทุนชิปหน่วยความจำและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังกดดันตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกอย่างหนัก บริษัทวิจัยหลายแห่งประเมินตรงกันว่า ตลาดทั่วโลกจะหดตัวรุนแรงในปีนี้ ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยจะพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

Omdia ออกรายงาน คาดการณ์ว่า ตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลก ปี 2569 จะหดตัวร้อยละ 12.2 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ยอดจัดส่งจะลดลงเหลือ 1,093 ล้านเครื่อง แต่อีกด้านหนึ่ง มูลค่าตลาดรวมกลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน

ซึ่งความแตกต่างระหว่างยอดจัดส่งมือถือที่ลดลง กับมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นนั้น มีปัจจัยสำคัญมาจากการปรับขึ้นของราคาจำหน่าย โดยคาดว่า ราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจากราคา 467 ดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง ในปี 2568 เป็น 565 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21 ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งในแง่อัตราการเติบโต และมูลค่าที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของอุตสาหกรรม

สรุปข่าว

ราคาขายเฉลี่ยสมาร์ตโฟนทั่วโลกในปีนี้มีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ภาพรวมตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกหดตัวลงอย่างรุนแรง ผู้ผลิตหลายรายต้องปรับกลยุทธ์ ทั้งลดเป้าหมายการจัดส่ง และหันไปเน้นสินค้าพรีเมียมมากขึ้น โดยผู้ผลิตแบรนด์จีนอย่าง Xiaomi, Oppo และ Vivo ปรับลดเป้าหมายยอดจัดส่งเป็นรอบที่ 2 ในปีนี้

วิกฤตต้นทุนชิปหน่วยความจำและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังกดดันตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกอย่างหนัก บริษัทวิจัยหลายแห่งประเมินตรงกันว่า ตลาดทั่วโลกจะหดตัวรุนแรงในปีนี้ ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยจะพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

Omdia ออกรายงาน คาดการณ์ว่า ตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลก ปี 2569 จะหดตัวร้อยละ 12.2 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ยอดจัดส่งจะลดลงเหลือ 1,093 ล้านเครื่อง แต่อีกด้านหนึ่ง มูลค่าตลาดรวมกลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน

ซึ่งความแตกต่างระหว่างยอดจัดส่งมือถือที่ลดลง กับมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นนั้น มีปัจจัยสำคัญมาจากการปรับขึ้นของราคาจำหน่าย โดยคาดว่า ราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจากราคา 467 ดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง ในปี 2568 เป็น 565 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21 ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งในแง่อัตราการเติบโต และมูลค่าที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของอุตสาหกรรม

ราคาที่ปรับขึ้นดังกล่าว เป็นผลมาจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะราคาชิปหน่วยความจำ ซึ่งในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ราคาเฉลี่ยพุ่งขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และยังคงปรับขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2

ส่วนครึ่งปีหลัง แม้คาดว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาหน่วยความจำจะชะลอลงเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียว แต่ต้นทุนชิ้นส่วนยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนบางส่วนไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้า

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ ยังคาดการณ์ว่า ตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดย ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลกกำลังทยอยลดสัดส่วนผลิตภัณฑ์ระดับล่าง และเพิ่มสัดส่วนการผลิตสมาร์ตโฟนระดับกลางถึงระดับบนในพอร์ตสินค้า เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรภายใต้ต้นทุนที่สูงขึ้น

และสำหรับแนวโน้มในปี 2570 ออมเดีย คาดว่า ตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยยอดจัดส่งมีแนวโน้มลดลงอีกร้อยละ 0.9 

สอดคล้องกับทาง IDC ที่ประเมินว่า ตลาดสมาร์ตโฟนโลกจะหดตัวแรงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ (2569) โดยยอดจัดส่งจะอยู่ที่ 1.090 ล้านเครื่อง ลดลงร้อยละ 13.9 จากปีก่อนหน้า และคาดว่าปี 2570 จะลดลงอีกร้อยละ 1.1 ก่อนจะกลับมาเติบโตได้ในปี 2571 ที่ร้อยละ 5.5 เมื่อปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำเริ่มคลี่คลาย

ปัจจัยหลักที่กดดันตลาดในปีนี้คือ วิกฤตราคาชิปหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ประกอบกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ

ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องลดปริมาณการผลิตและการส่งมอบสินค้า พร้อมกับทยอยปรับขึ้นราคาจำหน่าย โดยคาดการณ์ว่า ราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ตโฟนทั่วโลกในปีนี้ จะเพิ่มขึ้นราว 100 ดอลลาร์สหรัฐ ไปอยู่ที่ประมาณ 550 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเครื่อง ถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ล่าสุด IDC ยังคาดการณ์ราคา iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max มีโอกาสปรับขึ้นสูงสุดถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นครั้งใหญ่กว่าที่เคยประเมินไว้ 

ซึ่งหากเป็นไปตามคาด iPhone 18 Pro จะมีราคาเริ่มต้นที่ราว 1,249-1,299 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ iPhone 18 Pro Max จะมีราคาเริ่มต้น 1,349-1,399 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วน iPhone จอพับ คาดว่าจะมีราคาเฉลี่ยประมาณ 2,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ และอาจสูงถึง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับรุ่นความจุระดับสูง

ด้าน นักวิเคราะห์จาก IDC ยังมองว่า ปีนี้ จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟน เพราะผู้ผลิตจะต้องเผชิญกับ ต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่เพียงปัญหาชั่วคราว และสำหรับผู้บริโภค นั่นหมายความว่า ยุคของสมาร์ตโฟนราคาถูกมากกำลังจะสิ้นสุดลง

ส่วนผู้ผลิต จะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับต้นทุนที่สูงขึ้น และยังสามารถทำให้ผู้บริโภคยอมซื้อสมาร์ตโฟนในราคาที่แพงขึ้นได้ 

ภาพสะท้อนดังกล่าว เห็นได้ชัดจากการปรับแผนธุรกิจของผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่ โดยเฉพาะแบรนด์จีนอย่าง Xiaomi, Oppo และ Vivo ที่ต่างทยอยปรับลดเป้าหมายการจัดส่งสมาร์ตโฟนในปี 2569 เป็นรอบที่สองของในปีนี้ บ่งชี้ ว่าภาพรวมของตลาดเปราะบางกว่าที่ประเมินไว้ ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง และอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด

รายงานข่าวระบุว่า Xiaomi ได้ปรับลดเป้าหมายการจัดส่งสมาร์ตโฟนจาก 170 ล้านเครื่องในปี 2568 เหลือ 135 ล้านเครื่องในปี 2569 ไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด ได้ปรับลดประมาณการอีกประมาณร้อยละ 30 ส่งผลให้ยอดจัดส่งที่คาดไว้จะเหลือเพียงประมาณ 95 ล้านเครื่อง และยังมีโอกาสปรับลดลงได้อีก หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

เช่นเดียวกับ Oppo และ Vivo ก็ได้ปรับลดแผนการผลิตอีกครั้งเช่นกัน ซึ่งตามรายงาน คาดว่าทั้งสองบริษัทจะมียอดจัดส่งสมาร์ตโฟนในปีนี้ต่ำกว่า 90 ล้านเครื่อง

ในขณะเดียวกัน Honor ซึ่งทำสถิติจัดส่งได้ถึง 71 ล้านเครื่องเมื่อปีที่แล้ว มีรายงานว่าได้เตือนซัพพลายเออร์แล้วว่า การรักษาอัตราการเติบโตในระดับเดียวกันในปีนี้อาจเป็นไปไม่ได้

ด้าน ผู้บริหารในอุตสาหกรรมกล่าวว่าการลดการผลิตเหล่านี้กำลังกลายเป็นเรื่องปกติในตลาดสมาร์ตโฟน ผู้ผลิตชาวจีนหลายรายกำลังวางแผนลดการจัดส่ง อย่างน้อยร้อยละ 15 ในขณะที่บางบริษัทได้ลดการคาดการณ์ร้อยละ 20-30 เมื่อเทียบกับการประมาณการที่พวกเขาเปิดเผยเมื่อปลายปีที่แล้ว

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ : -