เปิดรายละเอียด "แบงก์ชาติ" ลดค่าธรรมเนียมแบงก์พาณิชย์ 19 รายการ คาดกระทบกำไรไม่เกิน 5 พันล้านบาท

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปิดรายละเอียด "แบงก์ชาติ" ลดค่าธรรมเนียมแบงก์พาณิชย์ 19 รายการ คาดกระทบกำไรไม่เกิน 5 พันล้านบาท

การปรับลดค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์จำนวน 19 รายการ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนผู้ใช้บริการทั่วไปและผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ในอัตราที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่สร้างภาระที่เกินควร 

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของการปรับลดค่าธรรมเนียม โดยระบุว่า ธปท. ได้ดำเนินการออกหลักเกณฑ์เพื่อกำหนดมาตรฐานการเรียกเก็บค่าบริการและการให้บริการทางการเงิน หลักเกณฑ์ใหม่นี้ครอบคลุมค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าบริการทางการเงินพื้นฐานของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมีความถูกลงกว่าเดิม 

การปรับปรุงครั้งนี้มุ่งเน้นให้การเรียกเก็บค่าบริการมีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน มีความชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงของการให้บริการมากยิ่งขึ้น โดยรายการค่าธรรมเนียมที่ได้รับการปรับลดนั้นแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก (Deposit-related), ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Card-related), และค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (Payment transaction-related) 

สรุปข่าว

วันนี้ (1 กรกฎาคม) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เริ่มปรับลดค่าธรรมเนียมแบงก์พาณิชย์ 19 รายการ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรของธนาคารพาณิชย์ไม่เกิน 5 พันล้านบาท

การปรับลดค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์จำนวน 19 รายการ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนผู้ใช้บริการทั่วไปและผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ในอัตราที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่สร้างภาระที่เกินควร 

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของการปรับลดค่าธรรมเนียม โดยระบุว่า ธปท. ได้ดำเนินการออกหลักเกณฑ์เพื่อกำหนดมาตรฐานการเรียกเก็บค่าบริการและการให้บริการทางการเงิน หลักเกณฑ์ใหม่นี้ครอบคลุมค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าบริการทางการเงินพื้นฐานของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมีความถูกลงกว่าเดิม 

การปรับปรุงครั้งนี้มุ่งเน้นให้การเรียกเก็บค่าบริการมีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน มีความชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงของการให้บริการมากยิ่งขึ้น โดยรายการค่าธรรมเนียมที่ได้รับการปรับลดนั้นแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก (Deposit-related), ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Card-related), และค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (Payment transaction-related) 

การดำเนินการนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดต้นทุนให้กับลูกค้ารายย่อยและธุรกิจ SMEs เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ในส่วนของผลกระทบต่อภาคธนาคารพาณิชย์นั้น มีการคาดการณ์จากหลายแหล่งข่าวว่าการปรับลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อกำไรของธนาคารพาณิชย์โดยรวมไม่เกิน 5 พันล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1.5-2% ของกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคาร 

นายวิทัย รัตนากร ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าผลกระทบต่อรายได้ของธนาคารจะอยู่ในช่วงประมาณ 4.2-5.6 พันล้านบาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ได้ประเมินว่าผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารจะอยู่ในวงจำกัด โดยคาดว่ารายได้จะลดลงราว 5,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเพียง 1-2% ของกำไรสุทธิทั้งหมด และประมาณ 3% ของรายได้ค่าธรรมเนียมรวม 

แม้ว่ากลุ่มธนาคารจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการลดค่าธรรมเนียมและการควบคุมสินเชื่อ แต่โบรกเกอร์บางรายได้ชี้ให้เห็นว่าธนาคารอาจสามารถพยุงกำไรไว้ได้ด้วยการเพิ่มรายได้จากธุรกิจเวลท์และธุรกิจประกัน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าธนาคารบางแห่ง เช่น KBANK และ CIMBT ได้มีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม

ที่มารูปภาพ : ธนาคารแห่งประเทศไทย