"ครั้งแรก" ธปท. รื้อค่าธรรมเนียม 19 รายการ

Share on Line Share on Facebook Share on X

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการล่าสุด “ปรับลดค่าธรรมเนียม” ครอบคลุม  4 ประเภท ได้แก่ บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมการชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs ประเภท 19 รายการ  ภายใต้หลักเกณฑ์กำหนดค่าบริการและการให้บริการให้เป็นมาตรฐาน  โดย “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธปท. ระบุว่า ถือเป็นครั้งแรกของธปท.ที่ทำเรื่องนี้ 

“การทำเรื่องนี้ใช้เวลานานกว่าที่คิดไว้  จากเคยคิดจะทำ 14-15 รายการ แต่บางรายการทำไม่ได้ก็ทิ้งออกไป และมีรายการใหม่เพิ่มขึ้นมา สุดท้ายได้มาถึง 19 รายการ” นายวิทัยกล่าว  และว่า 19 รายการครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท  ซึ่งจะทำให้การเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินพื้นฐานของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นมาตรฐานเดียวกัน ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการยิ่งขึ้น

สาเหตุที่มีการปรับปรุงมาตรฐานการเรียกเก็บค่าบริการทางการเงิน หรือค่าธรรมเนียม เนื่องจากที่ผ่านมา ธปท. พบการเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางรายการที่ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น บางรายการมีต้นทุนลดลงหรือไม่มีต้นทุนแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังเก็บค่าบริการอยู่ นอกจากนี้ ยังพบว่าค่าบริการบางรายการที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งเรียกเก็บยังแตกต่างกันมาก หรือค่าบริการบางรายการยังมีหลักการคิดที่สะท้อนต้นทุนได้ไม่ชัดเจน 

ดังนั้น ธปท.จึงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งปรับลดหลายรายการลงให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้นเพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ SMEs สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยอัตราค่าบริการที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระเกินไป และยังส่งเสริมประสิทธิภาพ ( efficiency) ของระบบการเงิน และไม่เป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรม ( Innovation ) ซึ่งรวมถึง digital transformation ด้วย


สรุปข่าว

“ครั้งแรก” ธปท.รื้อค่าธรรมเนียม 19 รายการ มียกเว้นหรือฟรี! ค่าบริการถึง 10 รายการ สร้างมาตรฐานค่าธรรมเนียมใหม่ ทั้งปรับลดลง เพื่อลดภาระให้ประชาชนและ SMEs โดยจะเริ่มทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคมนี้ และขีดเส้นต้องทำครบทุกรายการภายในตุลาคม 2569 คาดกระทบกำไรแบงก์ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการล่าสุด “ปรับลดค่าธรรมเนียม” ครอบคลุม  4 ประเภท ได้แก่ บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมการชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs ประเภท 19 รายการ  ภายใต้หลักเกณฑ์กำหนดค่าบริการและการให้บริการให้เป็นมาตรฐาน  โดย “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธปท. ระบุว่า ถือเป็นครั้งแรกของธปท.ที่ทำเรื่องนี้ 

“การทำเรื่องนี้ใช้เวลานานกว่าที่คิดไว้  จากเคยคิดจะทำ 14-15 รายการ แต่บางรายการทำไม่ได้ก็ทิ้งออกไป และมีรายการใหม่เพิ่มขึ้นมา สุดท้ายได้มาถึง 19 รายการ” นายวิทัยกล่าว  และว่า 19 รายการครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท  ซึ่งจะทำให้การเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินพื้นฐานของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นมาตรฐานเดียวกัน ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการยิ่งขึ้น

สาเหตุที่มีการปรับปรุงมาตรฐานการเรียกเก็บค่าบริการทางการเงิน หรือค่าธรรมเนียม เนื่องจากที่ผ่านมา ธปท. พบการเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางรายการที่ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น บางรายการมีต้นทุนลดลงหรือไม่มีต้นทุนแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังเก็บค่าบริการอยู่ นอกจากนี้ ยังพบว่าค่าบริการบางรายการที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งเรียกเก็บยังแตกต่างกันมาก หรือค่าบริการบางรายการยังมีหลักการคิดที่สะท้อนต้นทุนได้ไม่ชัดเจน 

ดังนั้น ธปท.จึงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งปรับลดหลายรายการลงให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้นเพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ SMEs สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยอัตราค่าบริการที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระเกินไป และยังส่งเสริมประสิทธิภาพ ( efficiency) ของระบบการเงิน และไม่เป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรม ( Innovation ) ซึ่งรวมถึง digital transformation ด้วย


สำหรับการสร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียม 4 ประเภท 19 รายการ มีรายละเอียด ประกอบด้วย

1. ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องบัญชีเงินฝาก มี 3 รายการ ดังนี้

(1) ค่าขอรายการเดินบัญชีเงินฝาก (statement)  ย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน กำหนดที่ไม่เกิน 100 บาทต่อบัญชีต่อครั้ง จากเดิมที่มีบางธนาคารคิดถึง 1,000 บาท  และหากขอแบบอิเล็กทรอนิกส์จะต้องไม่เสียค่าธรรมเนียม 

(2) ค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน ไม่เกิน 100 บาทต่อชุดต่อครั้ง จากาเดิมธนาคารบางแห่งคิดค่าธรรมเนียมถึง 1,000 บาท

(3) ค่ารักษาบัญชีเงินฝากกรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวและมียอดเงินฝากคงเหลือน้อยกว่าที่กำหนด (dormant account) คิดไม่เกิน 20 บาทต่อเดือน (กรณีบัญชีมียอดคงเหลือไม่เกิน 2,000 บาท และไม่เคลื่อนไหวมากกว่า 12 เดือน)  ลดจากเดิมที่ธนาคารบางแห่งคิด 50-100 บาท และบางธนาคารจะดูจากยอดคงเหลือ 5,000 บาท

2.  ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Card-related) มี 3 รายการ ได้แก่

(4) ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐาน ให้คิดค่าบริการไม่เกิน 150 บาทต่อปี จากเดิมที่มีค่าบริการสูงถึง 300 บาท 

(5) ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเดบิตพื้นฐาน  ให้คิดค่าบริการไม่เกิน 200 บาทต่อปี จากเดิมที่มีการคิด 300 บาท หรือ  400 บาท

(6) ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต ให้คิดค่าบริการได้ไม่เกินร้อยละ 2.5  จากเดิมคิดค่าบริการร้อยละ 3 ของยอดเบิกถอน 

3.ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (Payment transaction-related) มี 8 รายการ ดังนี้

(7) ค่าบริการข้ามเขตและค่าคู่สายของบริการธุรกรรมการชำระเงิน เช่น การฝาก ถอน โอนเงินที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ( ATM, CDM, CRM ) และ (8) ที่สาขา  (9) การโอนเงินผ่านระบบบาทเนต (สำหรับการโอนเงินมูลค่าสูงระหว่างสถาบันการเงิน  (10) การฝากเช็ค และ (11) การรับชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการ  จะยกเว้นค่าบริการ หรือฟรี 

ทั้งนี้ การฝาก ถอน โอนเงินที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ( ATM, CDM, CRM ) และที่สาขา ที่ผ่านมาคิดค่าบริการ 10-15 บาท  ส่วนค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านระบบบาทเนต เดิมจะคิดในอัตราร้อยละ 0.1 ไม่เกิน 750  บาท  สำหรับค่าฝากเช็ค เดิมคิดร้อยละ 0.1-0.25  และการรับชำระค่าสินค้าและบริการเดิมคิด 20-40 บาท

อย่างไรก็ดี กรณีการฝาก / ถอน “เงินสดข้ามเขต” ที่สาขา ยังให้เก็บค่าธรรมเนียมได้ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของมูลค่าธุรกรรม จากเดิมที่มีคิดค่าธรรเมนียมร้อยละ 0.1 บวก 20 บาท หรือมีค่าธรรมเนียมตั้งแต่ 30 บาทถึง 1,000 บาท  

(12) ค่าบริการโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment แบบภายในวัน เหลือไม่เกิน 20 บาทต่อรายการ จากเดิมที่มีถึง 200 บาท

(13) ค่าบริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ปรับลดลงเหลือไม่เกิน 100 บาท/รายการ จากเดิมคิด 200-250 บาท

(14) ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (commission in lieu of exchange) ลดค่าบริการเหลือไม่เกินร้อยละ 0.125ของจำนวนเงิน จากเดิมคิดร้อยละ 0.125-0.25 และกำหนดขั้นต่ำไม่เกิน 300 บาท และสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท


4. ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มี 5 รายการ ประกอบด้วย

(15) ค่าบริการการใช้สินเชื่อ (Front-end fee)  ให้คิดค่าบริการไม่เกินร้อยละ  2.5 (กรณีวงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท ห้ามเรียกเกิน 250,000 บาท) จากเดิมคิดค่าบริการร้อยละ 3-5 ของวงเงิน  ในส่วนนี้ ธปท.ระบุว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนเข้างเป็นภาระกับ SMEs 

(16) ค่าบริการขยายระยะเวลาการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา (term loan) ให้ยกเว้นค่าบริการ จากเดิมคิดที่ร้อยละ 2-5 ของวงเงิน

(17) ค่าบริการต่ออายุวงเงินสินเชื่อในรูปแบบวงเงินหมุนเวียน (revolving loan) ก็ให้ยกเว้นค่าบริการ จากเดิมที่คิดร้อยละ 2-5 ของวงเงิน  ยกเว้น กรณีได้รับวงเงินสินเชื่อเพิ่มขึ้น (ให้เรียกเก็บไม่เกินร้อยละ 2.5 เฉพาะวงเงินที่เพิ่มขึ้น)

(18) ค่าชำระสินเชื่อก่อนครบกำหนด กรณี term loan (prepayment fee) ให้คิดค่าธรรมเนียมไม่เกินร้อยละ 3 ของยอดเงินต้นคงค้าง แต่ฟรีค่าธรรมเนียม กรณีชําระเงินต้นแล้วเกินครึ่งหนึ่งของยอดเงินที่เบิกใช้จริงและชําระหนี้มาแล้วเกินครึ่งหนึ่งของระยะเวลาการชําระหนี้ (นับจากวันที่มีการเบิกใช้เงิน จากเดิมที่คิดค่าธรรมเนียมอยู่ที่ร้อยละ 3-5 ของยอดเงินต้นคงค้าง

และ (19) ค่าบริการกรณียกเลิกวงเงิน (cancellation fee) ให้ยกเว้น หรือฟรีค่าธรรมเนียมกรณีเรียกเก็บค่าบริการเพื่อชดเชยต้นทุนการสำรองวงเงิน/ค่าบริการผูกพันวงเงินสินเชื่อ (commitment fee) ไปแล้ว หรือ ลูกหนี้ได้เบิกใช้วงเงินแล้วไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งจำนวน จากเดิมคิดค่าบริการร้อยละ 3 ของวงเงิน

ทั้งนี้ การลดค่าธรรมเนียม 19 รายการนั้น จะทยอยมีผลบังคับใช้ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ได้ขอเวลาในการปรับตัว โดยบางรายการจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้  แต่บางรายการอาจเริ่มได้เดือนกันยายน และตุลาคม 2569  ดังนั้นภายในเดือนตุลาคมนี้ ต้องเริ่มได้ทั้งหมด

 แต่ในกรณีผู้ให้บริการ หรือธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ให้บริการต้องคืนเงินส่วนต่างที่เรียกเก็บเกินกว่าที่หลักเกณฑ์กำหนดให้แก่ลูกค้านับตั้งแต่วันที่หลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับ  เช่น  กำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 100 บาท ถึงเวลาไปหักไว้ 200 บาท ก็ต้องคืนให้ลูกค้า 100 บาท รวมถึงต้องจัดทำแผนและกรอบระยะเวลาดำเนินการเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

สำหรับการปรับมาตรฐานค่าธรรมเนียมใหม่ครั้งนี้ ผู้ว่าการธปท. ระบุว่าอยู่ในระดับที่ไม่ได้สร้างภาระให้กับธนาคารพาณิชย์มากจนเกินไป โดยประเมินว่าผลกระทบจะไม่เกิน  5,000 ล้านบาท หรือไม่เกินร้อยละ 1.5 - 2  ของกำไรโดยรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีกำไรโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 280,000 ล้านบาท  

“เราร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ปรับลดค่าธรรมเนียม 19 รายการ แม้จะกระทบกำไรแบงก์บ้าง คาดไม่เกิน 5 พันล้านบาท แต่ปลายทางแล้วคือช่วยประชาชน และ SMEs ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี” ผู้ว่าการธปท.กล่าว 

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ ไตรมาสแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 64,276 ล้านบาท  แบ่งเป็นรายได้จากดอกเบี้ยสุทธิร้อยละ 65  และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิร้อยละ 35

ที่มาข้อมูล : ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ที่มารูปภาพ : ธปท., TNN

แท็กบทความ