สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยปรับลดเป้าหมายส่งออกข้าวปี 2569 ลงเหลือเพียง 7 ล้านตันจาก 7.9 ล้านตันในปีก่อนหรือลดลง 7% ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีด้านกระทรวงพาณิชย์ก็ประเมินใกล้เคียงกัน โดยปรับเป้าส่งออกเหลือประมาณ 7.03 ล้านตันสะท้อนว่าปีนี้ไม่ใช่ปีง่ายของอุตสาหกรรมข้าวไทย
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังไม่ยอมแพ้ทางกรมการค้าต่างประเทศกำลังเดินหน้าแผนเร่งด่วนในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อผลักดันให้การส่งออกข้าวแตะเป้าหมาย 7 ล้านตันให้ได้ โดยกลยุทธ์สำคัญคือการกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลายมากขึ้นทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนียพร้อมเร่งเจรจาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี กับจีน โดยปัจจุบันยังมีข้าวอีกกว่า 460,000 ตัน ที่อยู่ระหว่างการเจรจาราคาและส่งมอบภายใต้ข้อตกลงกับคอฟโก รัฐวิสาหกิจด้านอาหารรายใหญ่ของจีน นอกจากนี้ ยังเตรียมส่งคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปพบผู้นำเข้าในเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และจีนรวมถึงเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เพื่อหาตลาดใหม่เพิ่มเติม
ข่าวดีคือ แม้ภาพรวมครึ่งปีแรกจะน่ากังวลแต่แนวโน้มครึ่งปีหลังเริ่มมีสัญญาณบวกหลายประเทศกำลังเร่งสำรองอาหาร หลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศและความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารโดยเฉพาะมาเลเซีย ที่ขยายสต็อกข้าวสำรองจาก 3 เดือน เป็น 9 เดือนส่งผลให้นำเข้าข้าวไทยพุ่งขึ้นถึง 350% ขณะที่ฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะแอฟริกาใต้นำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 45% แม้ครึ่งปีแรกจะเหนื่อยแต่หากรักษาตลาดเดิมไว้ได้ และเปิดตลาดใหม่ได้มากขึ้น เป้าหมายส่งออกข้าว 7 ล้านตันในปีนี้ยังมีโอกาสไปถึงเพราะศึกใหญ่ของข้าวไทยในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่คุณภาพแต่อยู่ที่การแข่งขันด้านราคา และการรักษาพื้นที่ในตลาดโลก ท่ามกลางคู่แข่งที่แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน
สรุปข่าว
สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยปรับลดเป้าหมายส่งออกข้าวปี 2569 ลงเหลือเพียง 7 ล้านตันจาก 7.9 ล้านตันในปีก่อนหรือลดลง 7% ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีด้านกระทรวงพาณิชย์ก็ประเมินใกล้เคียงกัน โดยปรับเป้าส่งออกเหลือประมาณ 7.03 ล้านตันสะท้อนว่าปีนี้ไม่ใช่ปีง่ายของอุตสาหกรรมข้าวไทย
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังไม่ยอมแพ้ทางกรมการค้าต่างประเทศกำลังเดินหน้าแผนเร่งด่วนในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อผลักดันให้การส่งออกข้าวแตะเป้าหมาย 7 ล้านตันให้ได้ โดยกลยุทธ์สำคัญคือการกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลายมากขึ้นทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนียพร้อมเร่งเจรจาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี กับจีน โดยปัจจุบันยังมีข้าวอีกกว่า 460,000 ตัน ที่อยู่ระหว่างการเจรจาราคาและส่งมอบภายใต้ข้อตกลงกับคอฟโก รัฐวิสาหกิจด้านอาหารรายใหญ่ของจีน นอกจากนี้ ยังเตรียมส่งคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปพบผู้นำเข้าในเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และจีนรวมถึงเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เพื่อหาตลาดใหม่เพิ่มเติม
ข่าวดีคือ แม้ภาพรวมครึ่งปีแรกจะน่ากังวลแต่แนวโน้มครึ่งปีหลังเริ่มมีสัญญาณบวกหลายประเทศกำลังเร่งสำรองอาหาร หลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศและความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารโดยเฉพาะมาเลเซีย ที่ขยายสต็อกข้าวสำรองจาก 3 เดือน เป็น 9 เดือนส่งผลให้นำเข้าข้าวไทยพุ่งขึ้นถึง 350% ขณะที่ฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะแอฟริกาใต้นำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 45% แม้ครึ่งปีแรกจะเหนื่อยแต่หากรักษาตลาดเดิมไว้ได้ และเปิดตลาดใหม่ได้มากขึ้น เป้าหมายส่งออกข้าว 7 ล้านตันในปีนี้ยังมีโอกาสไปถึงเพราะศึกใหญ่ของข้าวไทยในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่คุณภาพแต่อยู่ที่การแข่งขันด้านราคา และการรักษาพื้นที่ในตลาดโลก ท่ามกลางคู่แข่งที่แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน
แม้การส่งออกข้าวไทยจะเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลกแต่หากมองกลับมาที่ตลาดในประเทศ ภาพที่เห็นก็ไม่ง่ายเช่นกันล่าสุด กรมการค้าภายในประเมินว่า ความต้องการใช้ข้าวของประเทศไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 25.1 ล้านตันข้าวเปลือกแบ่งเป็นปลายข้าว 4.647 ล้านตันข้าวสาร ปลายข้าวจากข้าวเจ้า 1.836 ล้านตัน ข้าวหอมมะลิ 1.440 ล้านตัน และข้าวเหนียว 0.955 ล้านตัน โดยส่วนหนึ่งถูกนำไปแปรรูปเป็นปลายข้าวสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมอาหาร ขณะที่อีกส่วนเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว และข้าวสารเพื่อการบริโภค
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ "พฤติกรรมการบริโภคข้าวของคนไทยกำลังเปลี่ยนไป"ปีนี้คาดว่าความต้องการบริโภคข้าวสารอยู่ที่ 5.73 ล้านตัน เป็กการบริโภคของคนไทย 4.781 ล้านตันลดลง 0.2% ซึ่งลดลงต่อเนื่องตามจำนวนประชากรที่ลดลง และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งปัจจุบันเทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้“คนไทยกินข้าวน้อยลง” จากเฉลี่ย 5 กิโลกรัม/คน/ปี เหลือเพียง 2.5–3 กิโลกรัม/คน/ปีในปัจจุบัน
อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือจำนวนสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องปัจจุบันมีสุนัขเกือบ 14 ล้านตัว และแมวมากกว่า 9 ล้านตัวแต่แม้จำนวนสัตว์เลี้ยงจะเพิ่มขึ้น การใช้ข้าวในภาคอาหารสัตว์กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักสะท้อนว่าผู้บริโภคหันไปเลือกใช้อาหารสัตว์สำเร็จรูปที่มีวัตถุดิบหลากหลายมากขึ้น
ขณะที่กลุ่มที่มีบทบาทต่อการบริโภคข้าวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน กลับเป็นแรงงานต่างด้าวมีการบรบริโภคข้าว 3.96 แสนตันโดยเฉพาะแรงงานจากเมียนมา บริโภคเพิ่มขึ้น 14%สวนทางกับภาคการท่องเที่ยวที่ความต้องการใช้ข้าวลดลงเหลือเพียง 4.7 หมื่นตัน ลดลง 16% หลังนักท่องเที่ยวบางส่วนได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
แม้ภาพรวมความต้องการใช้ข้าวภายในประเทศยังอยู่ในระดับสูงแต่สิ่งที่ผู้ประกอบการและชาวนากำลังกังวลมากที่สุดในเวลานี้คือต้นทุนการผลิตที่มาจากความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญแม้ปริมาณน้ำในเขตชลประทานหลักยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้แต่พื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยเฉพาะภาคอีสาน ยังคงต้องพึ่งพาฝนตามธรรมชาติหากฝนตกต่ำกว่าคาด อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเพาะปลูกของเกษตรกรในฤดูกาลถัดไป
ส่วนอีกปัจจัยที่น่าห่วงไม่แพ้กัน คือราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องปัจจุบันราคาปุ๋ยปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 50-70%ทำให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยเริ่มลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุน
แต่ผลที่ตามมา คือผลผลิตต่อไร่อาจลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณข้าวของไทยในตลาดโลกยิ่งหายไป วันนี้อุตสาหกรรมข้าวไทยไม่ได้เผชิญแค่ปัญหาส่งออกชะลอตัวแต่ยังต้องรับมือกับความท้าทายทั้งเรื่องต้นทุนการผลิต สภาพอากาศ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคไปพร้อมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดอนาคตของข้าวไทยในช่วงหลายปีข้างหน้า
- ข้าวไทยแพงสุดในโลกแต่ชาวนาไทยยังเดือดร้อนหนัก
- ชาวนา “อุทัยธานี” ถือฤกษ์วันพืชมงคล เริ่มการเพาะปลูก
- วิกฤตสองเด้งบีบชาวนา! ปุ๋ยพุ่ง น้ำมันแพง ปัญหา "ทิ้งนา" อาจไม่ไกลเกินจริง
- เปิดความสำเร็จ "ข้าวไทย" ข้าวอินทรีย์ขายดีในจีน ส่งออกพุ่ง 3 เท่า "ศุุภจี" เดินเกมขายพรีเมียม New Rice Economy บุกโลก
- ส่งออกข้าวไทยปี 2568 ทะลุเป้า 7.9 ล้านตัน ยืนยันปี 2569 รุกตลาดศักยภาพ
