จีนสวนหมัดเก็บ"ภาษีสหรัฐฯ "พุ่งเป็นร้อยละ 84

Share on Line Share on Facebook Share on X

สำนักงานคณะกรรมาธิการภาษีศุลกากรของจีน ระบุว่า จะจัดเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราร้อยละ 84 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประกาศไว้ร้อยละ 34 โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 เมษายน 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 ส่งผลให้อัตราภาษีล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 104 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 เมษายน 

การขึ้นภาษีอย่างไม่ลดละระหว่างสหรัฐฯ กับจีนอาจส่งผลให้การค้าระหว่างเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของโลก 2 แห่งหยุดชะงัก ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ในปี 2567 สหรัฐฯ ส่งออกสินค้าไปยังจีนคิดเป็นมูลค่า 1.435 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่นำเข้าสินค้าจากจีนราว 4.389 แสนล้านดอลลาร์


สรุปข่าว

จีนสวนกลับสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่มเป็นร้อยละ 84 มีผล 10 เมษายน หลัง “ทรัมป์” รีดภาษีจีนทะลุร้อยละ 104

สำนักงานคณะกรรมาธิการภาษีศุลกากรของจีน ระบุว่า จะจัดเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราร้อยละ 84 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประกาศไว้ร้อยละ 34 โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 เมษายน 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 ส่งผลให้อัตราภาษีล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 104 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 เมษายน 

การขึ้นภาษีอย่างไม่ลดละระหว่างสหรัฐฯ กับจีนอาจส่งผลให้การค้าระหว่างเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของโลก 2 แห่งหยุดชะงัก ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ในปี 2567 สหรัฐฯ ส่งออกสินค้าไปยังจีนคิดเป็นมูลค่า 1.435 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่นำเข้าสินค้าจากจีนราว 4.389 แสนล้านดอลลาร์


สงครามการค้ารุนแรงขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 2 เมษายน รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ต่อ 185 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงเก็บภาษีร้อยละ 34 จากจีน พร้อมกับเตือนไม่ให้ประเทศเหล่านี้ใช้มาตรการตอบโต้กลับ ซึ่งบางประเทศเลือกใช้แนวทางการเจรจา อาทิ ญี่ปุ่น

แต่จีนประกาศมาตรการภาษีตอบโต้กลับสหรัฐฯ ในอัตราร้อยละ 34 เท่ากัน ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่จะเก็บภาษีจีนเพิ่มอีกร้อยละ 50 หากไม่ยกเลิกมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้สหรัฐฯ เก็บภาษีจากสินค้าจีนสูงถึงร้อยละ 104 นับตั้งแต่ต้นปีนี้ 


การขึ้นภาษีศุลกากรอย่างแข็งกร้าวของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อสินค้าทั่วโลก รวมทั้งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวภาวะเศรษฐกิจถดถอย และทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทใหญ่ ๆ ลดลงหลายล้านล้านดอลลาร์ เนื่องจากตลาดหุ้นร่วงแรงทั่วโลก

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN