หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 16 มิ.ย. 2569 ปิดบวก 468.77 จุด สหรัฐฯ-อิหร่านปิดดีลยุติสงคราม

Share on Line Share on Facebook Share on X
หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 16 มิ.ย. 2569 ปิดบวก 468.77 จุด สหรัฐฯ-อิหร่านปิดดีลยุติสงคราม

ดาวโจนส์ 16 มิ.ย.69 ทำนิวไฮ ปิดบวก 468.77 จุด

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกอย่างแข็งแกร่งในวันอังคาร โดยได้รับแรงหนุนจากข่าวความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งช่วยคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อและสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,671.03 จุด เพิ่มขึ้น 468.77 จุด หรือ 0.92% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,554.29 จุด เพิ่มขึ้น 122.83 จุด หรือ 1.65% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,683.94 จุด เพิ่มขึ้น 795.10 จุด หรือ 3.07%

ปัจจัยสำคัญหนุนตลาด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม และเตรียมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันที่ 19 มิถุนายน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าได้สั่งการให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม และยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่าน

สรุปข่าว

หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 16 มิ.ย. 2569 ปิดที่ 51,671.03 จุด เพิ่มขึ้น 468.77 จุด ขานรับข่าวสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามและกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

ดาวโจนส์ 16 มิ.ย.69 ทำนิวไฮ ปิดบวก 468.77 จุด

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกอย่างแข็งแกร่งในวันอังคาร โดยได้รับแรงหนุนจากข่าวความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งช่วยคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อและสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,671.03 จุด เพิ่มขึ้น 468.77 จุด หรือ 0.92% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,554.29 จุด เพิ่มขึ้น 122.83 จุด หรือ 1.65% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,683.94 จุด เพิ่มขึ้น 795.10 จุด หรือ 3.07%

ปัจจัยสำคัญหนุนตลาด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม และเตรียมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันที่ 19 มิถุนายน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าได้สั่งการให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม และยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่าน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า MOU ฉบับดังกล่าวถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเจรจาสันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศ แม้จะยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องหารือเพิ่มเติม แต่ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยลดความตึงเครียดและเปิดทางสู่การเจรจาทางเทคนิคในประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

น้ำมันดิบ WTI ร่วงลงมากกว่า 4%

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงมากกว่า 4% เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานจะลดลง การปรับตัวลงของราคาน้ำมันช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และเพิ่มความหวังว่าเฟดอาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า

ในด้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยกลุ่มเทคโนโลยีนำตลาดด้วยการพุ่งขึ้น 3.39% ตามด้วยกลุ่มบริการด้านการสื่อสารที่เพิ่มขึ้น 2.42% ขณะที่กลุ่มพลังงานปรับตัวลงมากที่สุด 3.58% ตามด้วยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง 0.9%

ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งสะท้อนระดับความวิตกกังวลของนักลงทุน ปรับตัวลดลง 8.3% และลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อนถึงบรรยากาศการลงทุนที่ผ่อนคลายมากขึ้น

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์โดดเด่นเป็นพิเศษ โดยดัชนี PHLX Semiconductor Index พุ่งขึ้นมากกว่า 5% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นำโดยหุ้น Nvidia ที่ปรับตัวขึ้น 3.5% และหุ้น Micron ที่ทะยานขึ้น 10.5% หลังได้รับการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจากบริษัทหลักทรัพย์อย่างน้อยสองแห่ง

ด้านหุ้น SpaceX พุ่งขึ้น 19.6% ในการซื้อขายวันที่สอง โดยปิดที่ 192.46 ดอลลาร์ เทียบกับราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ของบริษัททะลุระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์

หุ้นกลุ่มสายการบินและเรือสำราญได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ลดลง โดยหุ้น United Airlines เพิ่มขึ้น 3.9% ขณะที่หุ้น Norwegian Cruise และ Carnival Corp ปรับตัวขึ้น 3.7% และ 3.2% ตามลำดับ

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนติดตามต่อไป คือผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 17 มิถุนายน ตามเวลาสหรัฐฯ รวมถึงการแถลงของเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่เหลือของปี

ข้อมูลล่าสุดจาก FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 98.6% ต่อการคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมครั้งนี้ ขณะเดียวกัน ตลาดยังให้น้ำหนักเกือบ 42% ต่อความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปีนี้

ที่มาข้อมูล : IQ

ที่มารูปภาพ : AFP

นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ