อยู่คนเดียว ไม่ได้แปลว่าถูกทิ้ง สำรวจชีวิตผู้สูงวัยในวันที่ลูกหลานต้องดิ้นรนไกลบ้าน

Share on Line Share on Facebook Share on X
อยู่คนเดียว ไม่ได้แปลว่าถูกทิ้ง สำรวจชีวิตผู้สูงวัยในวันที่ลูกหลานต้องดิ้นรนไกลบ้าน

บ้านหนึ่งหลัง กับผู้สูงอายุหนึ่งคนที่ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง กำลังกลายเป็นภาพที่พบได้มากขึ้นในสังคมไทย

บางคนอยู่คนเดียวเพราะลูกหลานออกไปทำงานต่างพื้นที่ บางคนมีครอบครัวแต่แยกบ้านกันอยู่ ขณะที่บางคนยังแข็งแรง มีรายได้ และสามารถจัดการชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเอง

แต่ก็มีผู้สูงอายุอีกส่วนที่ไม่มีคนดูแล หรือประสบปัญหาด้านสุขภาพ รายได้ และการดำรงชีวิต จนต้องเข้าสู่ระบบความช่วยเหลือของรัฐ

ความแตกต่างเหล่านี้กำลังมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อประเทศไทยมีประชากรสูงอายุประมาณ 1 ใน 5 ของประเทศ

รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2567 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 13.7 ล้านคน คิดเป็น 20.83% ของประชากรทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ตัวเลขผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวก็เพิ่มขึ้นจากอดีต

ข้อมูลที่สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลนำมาอ้างอิง ระบุว่า ปี 2545 ผู้สูงอายุอยู่คนเดียวคิดเป็น 6.3% ก่อนเพิ่มเป็น 7.6% ในปี 2550 และ 8.6% ในปี 2554

ปี 2557 อยู่ที่ 8.7% และเพิ่มเป็น 10.8% ในปี 2560

ส่วนข้อมูลปี 2565 ระบุว่า มีผู้สูงอายุอยู่ลำพังคนเดียว 1,348,397 คน หรือ 10.77%

จากสัดส่วน 6.3% ในปี 2545 มาถึงจำนวนกว่า 1.3 ล้านคนในปี 2565 ภาพของผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเพียงคนเดียวจึงเป็นอีกเรื่องที่สังคมต้องเตรียมระบบรองรับ

สรุปข่าว

ไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปราว 13.7 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของประเทศ ขณะที่ข้อมูลปี 2565 พบผู้สูงอายุอยู่ลำพัง 1,348,397 คน ท่ามกลางรูปแบบครอบครัวและการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป ทำให้การดูแลที่บ้าน ชุมชน สาธารณสุข และสวัสดิการมีบทบาทมากขึ้นในสังคมสูงวัย

บ้านหนึ่งหลัง กับผู้สูงอายุหนึ่งคนที่ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง กำลังกลายเป็นภาพที่พบได้มากขึ้นในสังคมไทย

บางคนอยู่คนเดียวเพราะลูกหลานออกไปทำงานต่างพื้นที่ บางคนมีครอบครัวแต่แยกบ้านกันอยู่ ขณะที่บางคนยังแข็งแรง มีรายได้ และสามารถจัดการชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเอง

แต่ก็มีผู้สูงอายุอีกส่วนที่ไม่มีคนดูแล หรือประสบปัญหาด้านสุขภาพ รายได้ และการดำรงชีวิต จนต้องเข้าสู่ระบบความช่วยเหลือของรัฐ

ความแตกต่างเหล่านี้กำลังมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อประเทศไทยมีประชากรสูงอายุประมาณ 1 ใน 5 ของประเทศ

รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2567 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 13.7 ล้านคน คิดเป็น 20.83% ของประชากรทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ตัวเลขผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวก็เพิ่มขึ้นจากอดีต

ข้อมูลที่สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลนำมาอ้างอิง ระบุว่า ปี 2545 ผู้สูงอายุอยู่คนเดียวคิดเป็น 6.3% ก่อนเพิ่มเป็น 7.6% ในปี 2550 และ 8.6% ในปี 2554

ปี 2557 อยู่ที่ 8.7% และเพิ่มเป็น 10.8% ในปี 2560

ส่วนข้อมูลปี 2565 ระบุว่า มีผู้สูงอายุอยู่ลำพังคนเดียว 1,348,397 คน หรือ 10.77%

จากสัดส่วน 6.3% ในปี 2545 มาถึงจำนวนกว่า 1.3 ล้านคนในปี 2565 ภาพของผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเพียงคนเดียวจึงเป็นอีกเรื่องที่สังคมต้องเตรียมระบบรองรับ

อยู่คนเดียว ไม่ได้หมายถึงถูกทอดทิ้ง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกว่า 1.3 ล้านคน ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยมีผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งมากกว่า 1.3 ล้านคน

สองเรื่องนี้ต้องแยกออกจากกัน

ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งเลือกใช้ชีวิตอยู่บ้านของตัวเอง แม้ลูกหลานจะแยกครอบครัวหรือออกไปทำงาน แต่ยังติดต่อและกลับมาดูแลเป็นประจำ บางคนยังทำงาน มีรายได้ และสามารถเดินทางไปโรงพยาบาลหรือทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง

การอยู่คนเดียวของผู้สูงอายุในลักษณะนี้ จึงเป็นเรื่องของรูปแบบการอยู่อาศัย

แต่สำหรับผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ไม่มีคนดูแล หรือประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม สถานการณ์ย่อมแตกต่างออกไป

ข้อมูลจากศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ศรส. ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2567 มีผู้สูงอายุประสบปัญหาที่เข้าสู่ระบบ 31,306 ราย

ในช่วงเดียวกัน มีผู้สูงอายุประสบปัญหาความรุนแรง 354 ราย

จำนวน 31,306 ราย เป็นผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาหลายประเภท ไม่ใช่จำนวนผู้ถูกทอดทิ้งทั้งหมด แต่ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าในแต่ละปีมีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งที่ต้องเข้าสู่ระบบความช่วยเหลือของภาครัฐ

ก่อนหน้านี้ ยังมีข้อมูลที่เผยแพร่ในปี 2565 ระบุว่า ผู้สูงอายุยากจนในเขตเมืองมีประมาณ 691,000 คน และในจำนวนนี้อยู่ในกลุ่มยากจนและถูกทอดทิ้งประมาณ 27,000 คน

ตัวเลขนี้อยู่ในขอบเขตผู้สูงอายุยากจนในเขตเมือง ไม่ใช่จำนวนผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งทั้งหมดของประเทศ แต่ทำให้เห็นอีกด้านของปัญหา เมื่อเรื่องอายุ รายได้ และการมีคนดูแลเกิดขึ้นพร้อมกัน

เมื่อครอบครัวไทยเปลี่ยนไป

การดูแลผู้สูงอายุของไทยในอดีตผูกอยู่กับครอบครัวเป็นหลัก พ่อแม่สูงวัยอาศัยอยู่กับลูกหลาน หรือมีญาติอยู่ในบ้านและชุมชนเดียวกัน

แต่รูปแบบการอยู่อาศัยในปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น

คนวัยทำงานสามารถย้ายไปทำงานต่างจังหวัดหรือเข้าเมือง ลูกหลานแยกครอบครัว ขณะที่ผู้สูงอายุบางคนยังต้องการอยู่ในบ้านและชุมชนเดิมที่คุ้นเคย

การที่สมาชิกครอบครัวไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน ไม่ได้หมายถึงการทอดทิ้ง แต่ระยะทางและข้อจำกัดด้านเวลาอาจทำให้รูปแบบการดูแลเปลี่ยนไป

จากเดิมที่มีคนอยู่ด้วยตลอดเวลา อาจเปลี่ยนเป็นการโทรศัพท์ การเดินทางกลับไปเยี่ยม การส่งค่าใช้จ่าย หรือการพึ่งพาญาติ เพื่อนบ้าน อาสาสมัครและบริการในชุมชน

โจทย์จึงอยู่ที่ผู้สูงอายุแต่ละคนต้องการความช่วยเหลือระดับใด

ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงกับผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียง ย่อมต้องการระบบดูแลต่างกัน เช่นเดียวกับผู้สูงอายุที่มีรายได้ประจำกับผู้ที่ไม่มีรายได้เพียงพอ

1 ใน 5 ของประเทศ กับระบบดูแลที่ต้องรองรับคนหลายกลุ่ม

เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีประมาณ 13.7 ล้านคน การดูแลผู้สูงอายุไม่สามารถใช้รูปแบบเดียวกับทุกคนได้

กลุ่มที่ยังแข็งแรงอาจต้องการสภาพแวดล้อมและบริการที่ช่วยให้ใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้นานที่สุด

กลุ่มที่เริ่มมีข้อจำกัดด้านสุขภาพอาจต้องการผู้ดูแล การรักษาพยาบาล หรือบริการดูแลที่บ้าน

ส่วนผู้สูงอายุที่ไม่มีครอบครัว ไม่มีผู้ดูแล หรือประสบปัญหาทางสังคม จำเป็นต้องมีระบบของรัฐและชุมชนเข้ามารองรับมากขึ้น

ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหนึ่งในช่องทางรับแจ้งและประสานความช่วยเหลือกรณีผู้ประสบปัญหาทางสังคม รวมถึงผู้สูงอายุ

สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดในสังคมสูงวัย คือคำว่า “อยู่คนเดียว” “ไม่มีผู้ดูแล” “ถูกละเลย” และ “ถูกทอดทิ้ง” เพราะแต่ละสถานะมีความหมายและต้องการความช่วยเหลือไม่เหมือนกัน

ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวอาจไม่ได้ต้องการให้ใครเข้ามาดูแลตลอด 24 ชั่วโมง แต่อาจต้องการระบบที่ทำให้มั่นใจว่า หากล้มป่วยหรือเกิดเหตุฉุกเฉิน จะมีคนรับรู้และเข้าถึงได้

ส่วนผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ย่อมต้องการการดูแลอีกระดับหนึ่ง ทั้งจากครอบครัว ชุมชน ระบบสาธารณสุข และหน่วยงานด้านสังคม

จาก 1.3 ล้านคน สู่โจทย์การดูแลระยะยาว

ตัวเลขผู้สูงอายุอยู่ลำพังกว่า 1.3 ล้านคน ไม่ควรถูกมองว่าเป็นตัวเลขของการทอดทิ้ง แต่เป็นข้อมูลอีกชุดที่บอกถึงรูปแบบครัวเรือนไทยที่กำลังเปลี่ยนไป

ขณะเดียวกัน จำนวนผู้สูงอายุประมาณ 13.7 ล้านคนในปี 2567 ทำให้การเตรียมระบบดูแลระยะยาวมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

จากบ้านและครอบครัว ไปจนถึงชุมชน โรงพยาบาล บริการดูแลที่บ้าน และระบบสวัสดิการ ทุกส่วนมีบทบาทแตกต่างกันตามสภาพของผู้สูงอายุแต่ละคน

ในวันที่คนไทยประมาณ 1 ใน 5 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เรื่องผู้สูงอายุจึงไม่ใช่เรื่องของคนวัยเกษียณกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับสมาชิกในครอบครัว คนวัยทำงาน และระบบบริการของประเทศ

เพราะเมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น สิ่งที่ต้องเตรียมควบคู่กัน คือระบบที่ทำให้คนซึ่งยังดูแลตัวเองได้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างเหมาะสม และมีความช่วยเหลือรองรับสำหรับคนที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้

ส่วนตัวเลขผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ไม่มีผู้ดูแล หรือถูกทอดทิ้ง จำเป็นต้องแยกออกจากกันให้ชัด เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงคนที่ต้องการในรูปแบบที่ตรงกับสถานการณ์จริง

 

 

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์