ยุบธนาคารที่ดินแล้ว ใครรับช่วงแก้ปัญหาที่ดินทำกิน?

Share on Line Share on Facebook Share on X
ยุบธนาคารที่ดินแล้ว ใครรับช่วงแก้ปัญหาที่ดินทำกิน?

วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นวันแรกที่ชื่อของ “สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน” หรือ บจธ. ไม่มีสถานะเป็นองค์การมหาชนอีกต่อไป

ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ตามอำนาจในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

การสิ้นสุดสถานะของ บจธ. ไม่ได้หมายความว่าปัญหาเรื่องที่ดินทำกินสิ้นสุดลงพร้อมกัน

หลังดำเนินงานมานานกว่าทศวรรษ สิ่งที่ต้องจัดการต่อจากนี้มีทั้งที่ดิน ทรัพย์สิน หนี้ ภาระผูกพัน สัญญาที่ทำไว้กับเกษตรกร ตลอดจนประชาชนและชุมชนที่อยู่ในโครงการเดิม

จุดนี้ทำให้คำถามหลังการยุบ บจธ. ไม่ได้อยู่เพียงว่าองค์กรเดิมหายไปไหน แต่อยู่ที่ว่า ใครจะรับช่วงงานที่ยังเหลืออยู่ และระบบจัดการที่ดินสำหรับประชาชนจะเดินต่อในรูปแบบใด

จากองค์กรชั่วคราวสู่การยุบเลิก

บจธ. ก่อตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 โดยมีภารกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดิน การกระจายการถือครองที่ดิน และการช่วยป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย

โครงสร้างของ บจธ. มีลักษณะต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เพราะไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อรับฝากเงินหรือปล่อยสินเชื่อแบบธนาคารที่ประชาชนคุ้นเคย แต่ทำหน้าที่เป็นกลไกด้านที่ดิน

พระราชกฤษฎีกาที่ใช้จัดตั้ง บจธ. ยังเปิดทางไว้ว่า หากการดำเนินงานไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์หรือมีความไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับภาระงบประมาณ คณะรัฐมนตรีสามารถมีมติให้ยุบเลิกสถาบันได้

ท้ายที่สุด ประกาศยุบเลิกถูกลงนามเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ก่อนเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา และมีผลในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

แต่การยุบองค์กรหนึ่งแห่งไม่สามารถทำให้สัญญา ทรัพย์สิน หรือภาระที่มีต่อประชาชนหายไปพร้อมกับชื่อองค์กรได้

ขั้นตอนหลังจากนี้จึงเป็นช่วงของการส่งต่อ

สคทช. รับหน้าที่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ตามหลักเกณฑ์หลังการยุบ บจธ. หน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทหลักในระยะเปลี่ยนผ่าน คือ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช.

บจธ. ต้องส่งมอบข้อมูลกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน งบประมาณ รายได้ เงินทุนสะสม และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินและชำระบัญชี

ส่วนกรณีที่ยังมีข้อผูกพันตามสัญญากับเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงภาระที่ยังดำเนินการไม่เสร็จ ให้ สคทช. รับผิดชอบบริหารจัดการในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่าหน่วยงานของรัฐใดควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อไป

กระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินและชำระบัญชีถูกกำหนดกรอบไว้ไม่เกิน 1 ปี และ สคทช. ต้องรายงานความคืบหน้าต่อคณะรัฐมนตรีทุก 3 เดือนจนกว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้น

ดังนั้น หากถามว่า หลังวันที่ 1 ตุลาคม ใครรับช่วงต่อจาก บจธ. คำตอบในเวลานี้คือ สคทช. เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลภารกิจและภาระผูกพันในช่วงเปลี่ยนผ่าน

แต่คำตอบนี้ยังไม่ใช่ปลายทางของเรื่องทั้งหมด

สรุปข่าว

หลัง “ธนาคารที่ดิน” สิ้นสุดบทบาทตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 ภารกิจช่วยเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงที่ดินจะเดินต่ออย่างไร และหน่วยงานใดจะรับช่วงต่อ

วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นวันแรกที่ชื่อของ “สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน” หรือ บจธ. ไม่มีสถานะเป็นองค์การมหาชนอีกต่อไป

ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ตามอำนาจในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

การสิ้นสุดสถานะของ บจธ. ไม่ได้หมายความว่าปัญหาเรื่องที่ดินทำกินสิ้นสุดลงพร้อมกัน

หลังดำเนินงานมานานกว่าทศวรรษ สิ่งที่ต้องจัดการต่อจากนี้มีทั้งที่ดิน ทรัพย์สิน หนี้ ภาระผูกพัน สัญญาที่ทำไว้กับเกษตรกร ตลอดจนประชาชนและชุมชนที่อยู่ในโครงการเดิม

จุดนี้ทำให้คำถามหลังการยุบ บจธ. ไม่ได้อยู่เพียงว่าองค์กรเดิมหายไปไหน แต่อยู่ที่ว่า ใครจะรับช่วงงานที่ยังเหลืออยู่ และระบบจัดการที่ดินสำหรับประชาชนจะเดินต่อในรูปแบบใด

จากองค์กรชั่วคราวสู่การยุบเลิก

บจธ. ก่อตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 โดยมีภารกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดิน การกระจายการถือครองที่ดิน และการช่วยป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย

โครงสร้างของ บจธ. มีลักษณะต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เพราะไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อรับฝากเงินหรือปล่อยสินเชื่อแบบธนาคารที่ประชาชนคุ้นเคย แต่ทำหน้าที่เป็นกลไกด้านที่ดิน

พระราชกฤษฎีกาที่ใช้จัดตั้ง บจธ. ยังเปิดทางไว้ว่า หากการดำเนินงานไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์หรือมีความไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับภาระงบประมาณ คณะรัฐมนตรีสามารถมีมติให้ยุบเลิกสถาบันได้

ท้ายที่สุด ประกาศยุบเลิกถูกลงนามเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ก่อนเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา และมีผลในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

แต่การยุบองค์กรหนึ่งแห่งไม่สามารถทำให้สัญญา ทรัพย์สิน หรือภาระที่มีต่อประชาชนหายไปพร้อมกับชื่อองค์กรได้

ขั้นตอนหลังจากนี้จึงเป็นช่วงของการส่งต่อ

สคทช. รับหน้าที่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ตามหลักเกณฑ์หลังการยุบ บจธ. หน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทหลักในระยะเปลี่ยนผ่าน คือ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช.

บจธ. ต้องส่งมอบข้อมูลกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน งบประมาณ รายได้ เงินทุนสะสม และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินและชำระบัญชี

ส่วนกรณีที่ยังมีข้อผูกพันตามสัญญากับเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงภาระที่ยังดำเนินการไม่เสร็จ ให้ สคทช. รับผิดชอบบริหารจัดการในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่าหน่วยงานของรัฐใดควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อไป

กระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินและชำระบัญชีถูกกำหนดกรอบไว้ไม่เกิน 1 ปี และ สคทช. ต้องรายงานความคืบหน้าต่อคณะรัฐมนตรีทุก 3 เดือนจนกว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้น

ดังนั้น หากถามว่า หลังวันที่ 1 ตุลาคม ใครรับช่วงต่อจาก บจธ. คำตอบในเวลานี้คือ สคทช. เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลภารกิจและภาระผูกพันในช่วงเปลี่ยนผ่าน

แต่คำตอบนี้ยังไม่ใช่ปลายทางของเรื่องทั้งหมด

แล้วเกษตรกรในโครงการเดิมจะเป็นอย่างไร?

นี่เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง

การยุบ บจธ. มีทั้งเรื่องทางโครงสร้างองค์กรและเรื่องสิทธิหรือภาระผูกพันที่เกิดขึ้นก่อนการยุบ ซึ่งต้องแยกออกจากกัน

หลักเกณฑ์ที่ออกมารองรับกำหนดให้ภาระตามสัญญากับเกษตรกรและภาระที่ยังค้างอยู่ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ได้กำหนดให้ยุติทั้งหมดทันทีในวันที่องค์กรถูกยุบ

ก่อนเข้าสู่วันยุบเลิก บจธ. เองยังเปิดเวทีชี้แจงกับองค์กรเกษตรกรทั่วประเทศเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินทำกินและการส่งต่อภารกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การหาหน่วยงานรับโอนภารกิจต่อจากองค์กรเดิม

อย่างไรก็ตาม การที่ สคทช. ดูแลในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ได้หมายความว่า สคทช. จะกลายเป็น “ธนาคารที่ดินแห่งใหม่” โดยอัตโนมัติ

เพราะสิ่งที่ยังต้องพิจารณาต่อคือ หน่วยงานใดจะเป็นผู้รับภารกิจระยะยาว

ข้อเสนอให้ “พอช.” รับช่วง

หลังการยุบ บจธ. ภาคประชาชนบางส่วนเสนออีกแนวทางหนึ่ง

วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-MOVE พร้อมเครือข่าย เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลและยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคืออนาคตของธนาคารที่ดิน

ข้อเสนอของกลุ่มต้องการให้ถ่ายโอนภารกิจจาก บจธ. ไปยัง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. พร้อมเสนอให้โอนงบประมาณ 750 ล้านบาทไปกับภารกิจ และให้เดินหน้ากลไกคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อขับเคลื่อนเรื่องธนาคารที่ดินต่อ

ข้อเสนอนี้แตกต่างจากแนวทางที่กำหนดให้ สคทช. ดูแลภาระผูกพันในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ในอีกด้าน รัฐบาลระบุภายหลังรับหนังสือจาก P-MOVE ว่าจะเร่งหารือเรื่องที่ดินและที่อยู่อาศัย รวมถึงประเด็นที่เกิดขึ้นหลังการยุบธนาคารที่ดิน เพื่อหาแนวทางดำเนินการต่อ

จุดนี้ทำให้สถานการณ์ ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569 ยังอยู่ระหว่างการจัดวางระบบหลังการยุบองค์กรเดิม

“บจธ.” ถูกยุบ แต่แนวคิด “ธนาคารที่ดิน” ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

อีกจุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ คำว่า “ธนาคารที่ดิน” ถูกใช้ในสองความหมายที่ใกล้เคียงกัน

ความหมายแรก คือ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ซึ่งถูกยุบแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

อีกความหมาย คือ แนวคิดเรื่องกลไกธนาคารที่ดิน สำหรับจัดหา บริหาร และกระจายการเข้าถึงที่ดินให้กับประชาชน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกผลักดันมาเป็นเวลานาน

ดังนั้น การยุบ บจธ. ไม่ควรถูกตีความว่าแนวคิดเรื่องธนาคารที่ดินตามข้อเสนอของภาคประชาชนสิ้นสุดลงในทางเดียวกัน เพราะหลังการยุบยังมีข้อเสนอให้จัดวางกลไกหรือหน่วยงานรับช่วงต่อ และเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการหารือระหว่างภาครัฐกับกลุ่มที่เกี่ยวข้อง

จาก “ยุบองค์กร” สู่ช่วงรอยต่อของนโยบายที่ดิน

นับจากวันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นมา ประเทศไทยจึงเข้าสู่ช่วงรอยต่อของกลไกที่เคยใช้ชื่อว่า “ธนาคารที่ดิน”

ด้านหนึ่ง กระบวนการทางกฎหมายเดินเข้าสู่การตรวจสอบทรัพย์สิน ชำระบัญชี และจัดการบุคลากรขององค์กรเดิม โดยมีกรอบเวลาไม่เกินหนึ่งปี

อีกด้านหนึ่ง สคทช. ต้องดูแลสัญญาและภาระผูกพันที่ยังคงอยู่กับเกษตรกรในระหว่างที่รัฐบาลพิจารณาหน่วยงานรับผิดชอบระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนเสนอให้ พอช. เข้ามารับช่วงภารกิจ พร้อมผลักดันกลไกธนาคารที่ดินต่อ ส่วนรัฐบาลรับข้อเสนอไว้หารือ

ภาพหลังวันที่ 1 ตุลาคมจึงยังไม่ได้มีเพียงหน่วยงานใหม่เข้ามาแทนองค์กรเก่าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่เป็นช่วงที่หลายภารกิจถูกแยกออกจากกัน ทั้งการชำระบัญชี การดูแลสัญญาเดิม การจัดการทรัพย์สิน และการกำหนดเจ้าภาพในระยะยาว

สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คือรัฐบาลจะเลือกโครงสร้างแบบใดสำหรับภารกิจที่เคยอยู่กับ บจธ. ที่ดินและทรัพย์สินเดิมจะถูกบริหารต่ออย่างไร เกษตรกรในโครงการจะอยู่ภายใต้หน่วยงานใด และแนวคิด “ธนาคารที่ดิน” จะกลับมาในรูปแบบองค์กรใหม่หรือถูกนำไปรวมกับกลไกที่มีอยู่

เพราะแม้ชื่อของ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ปัญหาเรื่องการเข้าถึงที่ดินทำกิน การสูญเสียที่ดิน และการกระจายการถือครองที่ดิน ยังเป็นภารกิจที่ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบต่อไป

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์