“พ่อณรงค์” ลมใต้ปีกเนเน่ จากกีตาร์ตัวแรกสู่แชมป์ AGT 2026

Share on Line Share on Facebook Share on X
“พ่อณรงค์” ลมใต้ปีกเนเน่ จากกีตาร์ตัวแรกสู่แชมป์ AGT 2026

จากเด็กหญิงวัย 7 ขวบที่ได้จับกีตาร์เพราะวิชาที่ตั้งใจสมัครเรียนเต็ม จากพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับเล่นดนตรีเปิดหมวกในตลาดนาคา จังหวัดภูเก็ต สู่เวที America’s Got Talent ที่มีผู้ชมติดตามจากทั่วโลก

ตลอดเส้นทางของ “เนเน่ รอยัล” หรือ รัตติกานต์ อำลอย มีครอบครัวเป็นกำลังสำคัญ และหนึ่งในคนที่อยู่เบื้องหลังมาตั้งแต่กีตาร์ตัวแรก คือ ณรงค์ อำลอย หรือ “พ่อณรงค์”

ชายวัย 57 ปีจากภูเก็ต ประกอบอาชีพช่างแกะสลัก และเคยเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อ ก่อนตัดสินใจลดเวลาจากกีฬาที่ตัวเองรัก เพื่อพาลูกสาวเดินตามความฝันทางดนตรีอย่างเต็มที่

กีตาร์ตัวแรกที่ไม่ได้เริ่มจากความพร้อม

เรื่องราวของพ่อลูกคู่นี้ไม่ได้เริ่มจากครอบครัวนักดนตรี หรือเครื่องดนตรีราคาเป็นหมื่นเป็นแสนบาท

ย้อนกลับไปเมื่อเนเน่อายุประมาณ 7 ขวบ เธอเข้าร่วมโครงการเรียนภาคฤดูร้อนของเทศบาลนครภูเก็ต เดิมต้องการสมัครเรียนคอมพิวเตอร์ แต่ชั้นเรียนเต็ม เหลือตัวเลือกด้านดนตรีสากล จังหวะเล็ก ๆ ครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางที่เปลี่ยนชีวิตของทั้งครอบครัว

หน้าที่แรกของพ่อคือหากีตาร์ให้ลูก

จากเรื่องราวที่พ่อณรงค์เล่าไว้ในสื่อหลายแห่ง ตอนนั้นเขาแทบไม่มีความรู้เรื่องกีตาร์โปร่ง และพยายามตามหาเครื่องดนตรีให้ลูก กระทั่งพบกีตาร์ตัวหนึ่งในร้านเครื่องเขียน ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,900 บาท

มันไม่ใช่กีตาร์สภาพสมบูรณ์ คอกีตาร์มีความเอียง ระดับสายไม่ได้มาตรฐานนัก แต่เพียงพอสำหรับให้เด็กคนหนึ่งได้เริ่มต้นทดลองสิ่งใหม่

เพียงประมาณ 3 วัน เนเน่เริ่มจับคอร์ดและเล่นเป็นเพลงได้

หนึ่งในเพลงแรกที่อยู่บนเส้นทางการเรียนกีตาร์ของเธอคือ “Zombie” ของ The Cranberries เพลงที่อีก 9 ปีต่อมา เธอนำกลับมาเล่นอีกครั้งในรอบออดิชัน America’s Got Talent ซีซัน 21 และได้รับเสียง “Yes” จากกรรมการทั้ง 4 คน

จากวันที่เจ็บนิ้ว จนไม่อยากจับกีตาร์

ความสามารถที่ปรากฏบนเวทีวันนี้ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางช่วงแรกจะราบรื่น

ช่วงหนึ่งเนเน่เคยรู้สึกท้อกับการฝึก เพราะการกดสายกีตาร์ทำให้นิ้วเจ็บ ความสนุกในวันแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยความยากของการฝึกจริง

ครอบครัวจึงมีบทบาทสำคัญในการประคองให้เธอกลับมาฝึกต่อ โดยไม่ได้หยุดอยู่เพียงการซื้อเครื่องดนตรี มีทั้งการหาครู โรงเรียนดนตรี และต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์

เมื่อพ่อเห็นว่าลูกเอาจริง ความสนับสนุนก็เพิ่มขึ้นตามความตั้งใจของลูก ไม่ได้เริ่มต้นด้วยอุปกรณ์ราคาแพง แต่ค่อย ๆ เพิ่มโอกาสเมื่อเห็นว่าเด็กคนนี้พร้อมจะไปต่อ

มีรายงานด้วยว่า ในเวลาต่อมาครอบครัวเคยจัดพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับการฝึกดนตรี และเนเน่มีโอกาสเรียนออนไลน์กับผู้สอนที่จบด้านกีตาร์จาก Berklee College of Music

สรุปข่าว

เปิดเส้นทาง “พ่อณรงค์” ณรงค์ อำลอย เบื้องหลังความสำเร็จของ “เนเน่ รอยัล” จากวันที่หากีตาร์ตัวแรกให้ลูกวัย 7 ขวบ พาเปิดหมวกตลาดนาคา วางเวลาจากเซปักตะกร้อที่รัก เพื่อสนับสนุนเส้นทางดนตรีตลอด 9 ปี ก่อนลูกสาวคว้าแชมป์ America’s Got Talent 2026

จากเด็กหญิงวัย 7 ขวบที่ได้จับกีตาร์เพราะวิชาที่ตั้งใจสมัครเรียนเต็ม จากพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับเล่นดนตรีเปิดหมวกในตลาดนาคา จังหวัดภูเก็ต สู่เวที America’s Got Talent ที่มีผู้ชมติดตามจากทั่วโลก

ตลอดเส้นทางของ “เนเน่ รอยัล” หรือ รัตติกานต์ อำลอย มีครอบครัวเป็นกำลังสำคัญ และหนึ่งในคนที่อยู่เบื้องหลังมาตั้งแต่กีตาร์ตัวแรก คือ ณรงค์ อำลอย หรือ “พ่อณรงค์”

ชายวัย 57 ปีจากภูเก็ต ประกอบอาชีพช่างแกะสลัก และเคยเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อ ก่อนตัดสินใจลดเวลาจากกีฬาที่ตัวเองรัก เพื่อพาลูกสาวเดินตามความฝันทางดนตรีอย่างเต็มที่

กีตาร์ตัวแรกที่ไม่ได้เริ่มจากความพร้อม

เรื่องราวของพ่อลูกคู่นี้ไม่ได้เริ่มจากครอบครัวนักดนตรี หรือเครื่องดนตรีราคาเป็นหมื่นเป็นแสนบาท

ย้อนกลับไปเมื่อเนเน่อายุประมาณ 7 ขวบ เธอเข้าร่วมโครงการเรียนภาคฤดูร้อนของเทศบาลนครภูเก็ต เดิมต้องการสมัครเรียนคอมพิวเตอร์ แต่ชั้นเรียนเต็ม เหลือตัวเลือกด้านดนตรีสากล จังหวะเล็ก ๆ ครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางที่เปลี่ยนชีวิตของทั้งครอบครัว

หน้าที่แรกของพ่อคือหากีตาร์ให้ลูก

จากเรื่องราวที่พ่อณรงค์เล่าไว้ในสื่อหลายแห่ง ตอนนั้นเขาแทบไม่มีความรู้เรื่องกีตาร์โปร่ง และพยายามตามหาเครื่องดนตรีให้ลูก กระทั่งพบกีตาร์ตัวหนึ่งในร้านเครื่องเขียน ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,900 บาท

มันไม่ใช่กีตาร์สภาพสมบูรณ์ คอกีตาร์มีความเอียง ระดับสายไม่ได้มาตรฐานนัก แต่เพียงพอสำหรับให้เด็กคนหนึ่งได้เริ่มต้นทดลองสิ่งใหม่

เพียงประมาณ 3 วัน เนเน่เริ่มจับคอร์ดและเล่นเป็นเพลงได้

หนึ่งในเพลงแรกที่อยู่บนเส้นทางการเรียนกีตาร์ของเธอคือ “Zombie” ของ The Cranberries เพลงที่อีก 9 ปีต่อมา เธอนำกลับมาเล่นอีกครั้งในรอบออดิชัน America’s Got Talent ซีซัน 21 และได้รับเสียง “Yes” จากกรรมการทั้ง 4 คน

จากวันที่เจ็บนิ้ว จนไม่อยากจับกีตาร์

ความสามารถที่ปรากฏบนเวทีวันนี้ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางช่วงแรกจะราบรื่น

ช่วงหนึ่งเนเน่เคยรู้สึกท้อกับการฝึก เพราะการกดสายกีตาร์ทำให้นิ้วเจ็บ ความสนุกในวันแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยความยากของการฝึกจริง

ครอบครัวจึงมีบทบาทสำคัญในการประคองให้เธอกลับมาฝึกต่อ โดยไม่ได้หยุดอยู่เพียงการซื้อเครื่องดนตรี มีทั้งการหาครู โรงเรียนดนตรี และต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์

เมื่อพ่อเห็นว่าลูกเอาจริง ความสนับสนุนก็เพิ่มขึ้นตามความตั้งใจของลูก ไม่ได้เริ่มต้นด้วยอุปกรณ์ราคาแพง แต่ค่อย ๆ เพิ่มโอกาสเมื่อเห็นว่าเด็กคนนี้พร้อมจะไปต่อ

มีรายงานด้วยว่า ในเวลาต่อมาครอบครัวเคยจัดพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับการฝึกดนตรี และเนเน่มีโอกาสเรียนออนไลน์กับผู้สอนที่จบด้านกีตาร์จาก Berklee College of Music

พ่อชอบร็อก ลูกค้นพบตัวเองผ่านร็อก

นอกจากบทบาทคนขับรถ คนหาอุปกรณ์ และคนพาไปเรียนแล้ว รสนิยมทางดนตรีของพ่อยังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการค้นหาตัวตนของลูก

พ่อณรงค์ชื่นชอบเพลงร็อกสากล และมักเปิดเพลงให้ลูกฟังระหว่างเดินทาง

จนวันหนึ่งเนเน่ถามพ่อว่า หากเธอลองเล่นเพลงร็อกแบบที่พ่อเปิดให้ฟังจะเป็นอย่างไร

คำตอบของพ่อไม่ได้กำหนดว่าลูกต้องเล่นอะไร แต่เปิดทางให้ลอง

จากเด็กหญิงที่เริ่มด้วยกีตาร์โปร่ง เนเน่ค่อย ๆ ขยับเข้าสู่โลกของกีตาร์ไฟฟ้า การโซโล่ และดนตรีร็อก ก่อนสร้างบุคลิกทางดนตรีของตัวเองขึ้นมา

ตลาดนาคา ห้องเรียนที่ไม่มีผนัง

อีกจุดสำคัญเกิดขึ้นเมื่อครอบครัวตัดสินใจให้เนเน่ลองนำสิ่งที่ฝึกอยู่ในบ้านออกไปเล่นต่อหน้าผู้ชมจริง

พื้นที่นั้นคือ ตลาดนาคา จังหวัดภูเก็ต

พ่อณรงค์เป็นหนึ่งในคนที่ผลักดันแนวคิดการเปิดหมวก หลังเห็นคลิปนักดนตรีเปิดหมวกในต่างประเทศ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่รายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้ลูกมีพื้นที่ฝึกการแสดงจริง

เบื้องหลังเด็กผู้หญิงถือกีตาร์จึงมี “ทีมครอบครัว” ประกอบด้วยพ่อ แม่ เนเน่ และน้องชาย

พ่อรับหน้าที่ตั้งแต่ขับรถ ขนอุปกรณ์ แบกตู้ลำโพงและแอมป์ ดูระบบเสียง ไปจนถึงคอยดูแลลูกอยู่ไม่ห่าง ข้อมูลจาก Siamsport ระบุว่า พ่อณรงค์นำวินัยจากชีวิตนักกีฬามาปรับใช้กับการฝึกดนตรีของลูกด้วย

และมีภาพหนึ่งที่เมื่อย้อนกลับมาดูหลังเนเน่ประสบความสำเร็จ ยิ่งทำให้เรื่องราวของพ่อลูกคู่นี้ชัดขึ้น

ขณะที่เนเน่กำลังเล่นเพลงในช่วงแรก ๆ พ่อจะยืนอยู่ด้านหลัง คอยเต้น โยกศีรษะ และสนุกไปกับเสียงกีตาร์ของลูก แม้ในบางช่วงพื้นที่ด้านหน้าจะยังมีผู้ชมไม่มาก

ก่อนโลกจะปรบมือให้เนเน่ มีพ่อและครอบครัวเป็นผู้ชมกลุ่มแรกของเธออยู่แล้ว

จากคนเดินผ่านตลาด สู่ประตูบานใหญ่

การเล่นเปิดหมวกยังนำมาซึ่งอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ

ข้อมูลที่เผยแพร่หลังเนเน่คว้าแชมป์ระบุว่า ในปี 2023 ชาวอเมริกันรายหนึ่งได้พบเนเน่ขณะเธอเล่นเพลง “Enter Sandman” ของ Metallica ที่ตลาดนาคา ก่อนเกิดการติดต่อกับครอบครัว และต่อมามีส่วนช่วยในกระบวนการส่งผลงานสมัคร AGT รวมถึงการประสานงานและค่าใช้จ่ายบางส่วนสำหรับการเดินทางไปออดิชันในสหรัฐฯ

เส้นทางไม่ได้สำเร็จตั้งแต่การส่งคลิปครั้งแรก ครอบครัวต้องทำและปรับคลิปสมัครมากกว่าหนึ่งครั้ง

แต่พ่อยังอยู่ตรงนั้น

จนวันที่ได้รับข่าวว่าเนเน่มีโอกาสเดินทางไปออดิชัน สิ่งที่เคยเป็นเพียงความหวังจากตลาดในภูเก็ตเริ่มมีปลายทางที่ชัดขึ้น

“ไม่ได้ขายทุกอย่าง แต่ขายจิตวิญญาณ”

เมื่อเนเน่กลายเป็นกระแสจากการออดิชันด้วยเพลง Zombie มีเรื่องราวถูกส่งต่อในโลกออนไลน์ว่า พ่อยอม “ขายทุกอย่าง” เพื่อพาลูกไปอเมริกา

แต่เมื่อพ่อณรงค์มีโอกาสอธิบายในรายการโหนกระแส เขาแก้ความเข้าใจดังกล่าวว่า สิ่งที่เขาสละไม่ใช่ทรัพย์สินทั้งหมด

แต่เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “ขายจิตวิญญาณ”

เพราะก่อนจะกลายเป็นพ่อของร็อกเกอร์สาวที่คนทั่วโลกรู้จัก ณรงค์เคยเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อ และบอกว่าตะกร้อคือสิ่งที่เขารักมากที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต

เมื่อเส้นทางของลูกต้องการเวลา เขาจึงค่อย ๆ วางเวลาที่เคยให้กับกีฬาของตัวเอง แล้วหันมาทุ่มให้ลูก

จากเวลาซ้อมตะกร้อ กลายเป็นเวลาขับรถพาลูกไปเล่นดนตรี

จากอุปกรณ์กีฬา กลายเป็นแอมป์และตู้ลำโพงที่ต้องช่วยกันขน

จากความฝันและความชอบของพ่อ กลายเป็นเวลาที่ใช้ดูแลความฝันของลูก

พ่อณรงค์อธิบายสาระสำคัญของการตัดสินใจครั้งนั้นว่า เขารักเซปักตะกร้อมาก แต่เลือกทุ่มเวลาให้เนเน่และวางกีฬาที่ตัวเองรักลง

4 เพลงบน AGT กับเส้นทาง 9 ปีของพ่อลูก

เมื่อประตูของ America’s Got Talent เปิดออก สิ่งที่ครอบครัวสะสมมาหลายปีเริ่มปรากฏต่อสายตาคนทั่วโลก

Zombie – Audition

เพลงที่ย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับจุดเริ่มต้นการเล่นกีตาร์ในวัย 7 ขวบ กลายเป็นเพลงเปิดตัวเนเน่ต่อผู้ชม AGT และพาเธอผ่านรอบออดิชันด้วยเสียง “Yes” จากกรรมการทั้ง 4 คน

Hysteria – Judges’ Callbacks

เพลงของ Muse ช่วยตอกย้ำตัวตนของเด็กสาวสายร็อกที่ไม่ได้มีเพียงพลังเสียง แต่สามารถร้องและเล่นกีตาร์ไปพร้อมกัน ก่อนผ่านเข้าสู่การแข่งขันช่วง Live Shows

Black Hole Sun – Quarterfinals

การนำเพลงของ Soundgarden มาแสดงกลายเป็นอีกหมุดหมายสำคัญ เมื่อ Mel B กด Live Golden Buzzer ส่งเนเน่เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศโดยตรง ความสำเร็จครั้งนี้ได้รับการกล่าวถึงอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทยด้วย

Seven Nation Army – Final

เพลงของ The White Stripes กลายเป็นการแสดงสำหรับการแข่งขันครั้งสุดท้าย ก่อนผลโหวตจากผู้ชมจะส่งให้เด็กสาววัย 16 ปีจากภูเก็ตคว้าแชมป์ America’s Got Talent ซีซัน 21

จากกีตาร์ตัวแรกในวัย 7 ขวบ ถึงตำแหน่งแชมป์ในวัย 16 ปี เท่ากับครอบครัวใช้เวลาประมาณ 9 ปีเดินบนเส้นทางนี้ร่วมกัน

พ่อไม่ได้เล่นแทน แต่สร้างพื้นที่ให้ลูกได้เล่น

เรื่องราวของพ่อณรงค์มีรายละเอียดที่น่าสนใจตรงที่ เขาไม่ได้สร้างความฝันให้ลูกจากศูนย์ แต่ค่อย ๆ ขยับการสนับสนุนตามความจริงจังที่เนเน่แสดงออกมา

เริ่มด้วยกีตาร์ราคาไม่ถึง 2,000 บาท

เมื่อลูกฝึกต่อ จึงหาครูเพิ่ม

เมื่อลูกพร้อมแสดง จึงหาพื้นที่เปิดหมวก

เมื่อลูกต้องการประสบการณ์ จึงพาไปประกวด

และเมื่อโอกาสจากอีกซีกโลกมาถึง ครอบครัวก็เดินทางไปด้วยกัน

พ่อไม่ได้ขึ้นเวทีจับกีตาร์แทนลูก แต่ทำสิ่งที่อยู่ก่อนและหลังเสียงปรบมือ ตั้งแต่ขับรถ แบกอุปกรณ์ เตรียมพื้นที่ ดูแลความปลอดภัย ถ่ายคลิปสมัคร ไปจนถึงยืนอยู่ข้างเวทีในวันที่ลูกต้องเผชิญการแข่งขันระดับโลก

จากรองเท้าตะกร้อ สู่กีตาร์ของลูก

วันที่ชื่อ “Nene Royal” ถูกประกาศเป็นแชมป์ America’s Got Talent ซีซัน 21 โลกได้รู้จักนักร้องและมือกีตาร์วัย 16 ปีจากประเทศไทย

แต่สำหรับครอบครัวอำลอย เรื่องนี้เริ่มต้นก่อนหน้านั้นนานมาก

เริ่มตั้งแต่วันที่พ่อคนหนึ่งเดินหากีตาร์ให้เด็กหญิงวัย 7 ขวบ ทั้งที่ตัวเองแทบไม่มีความรู้เรื่องกีตาร์โปร่ง

วันที่กีตาร์ราคา 1,900 บาทถูกนำกลับบ้าน

วันที่ลูกเจ็บนิ้วจนไม่อยากเล่นต่อ

วันที่พ่อต้องขนอุปกรณ์ไปตลาด

วันที่ด้านหน้าเวทียังมีคนดูไม่มาก แต่พ่อยังเต้นและโยกหัวตามเพลงอยู่ด้านหลัง

จนถึงวันที่เสียงปรบมือดังขึ้นจากเวทีในสหรัฐอเมริกา

ตลอด 9 ปี เครื่องดนตรีเปลี่ยนไป เวทีใหญ่ขึ้น จำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นจากคนเดินตลาดสู่ผู้ชมทั่วโลก แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม คือครอบครัว

วันนี้ เนเน่ รอยัล มีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ America’s Got Talent แล้ว

ส่วนเรื่องของ “พ่อณรงค์” อาจอธิบายได้ผ่านสิ่งที่เขาเลือกทำมาตลอดเส้นทาง นั่นคือ วางลูกตะกร้อที่ตัวเองรักลง แล้วใช้สองมือช่วยยกกีตาร์ของลูกให้เดินทางไปได้ไกลที่สุด

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Nene Royal

บรรณาธิการออนไลน์