นายกฯ ย้ำจุดยืน “ปฏิรูปสหประชาชาติ” ฟื้นความเชื่อมั่น สร้างสันติภาพ

กล่าวถ้อยแถลง UNGA81 ย้ำจุดยืน “ปฏิรูปสหประชาชาติ”
วันนี้ (24 กันยายน 2569) เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ณ โถงประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (General Assembly Hall) ชั้น 2 อาคารสมัชชาสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอภิปรายทั่วไปต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ภายใต้หัวข้อ “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All” โดยย้ำจุดยืนของไทยในการสนับสนุนการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกประเทศมีเสียงอย่างเท่าเทียม และฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบพหุภาคี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติก่อตั้งมาครบ 80 ปีแล้ว และในวันนี้ไทยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ โดยเริ่มต้นจากการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจไม่สามารถเกิดขึ้นจากการบังคับ แต่ต้องสร้างขึ้นจากความร่วมมือและการมีส่วนร่วม นายกรัฐมนตรีเสนอให้เริ่มจากการรวมกลุ่มย่อยและขยายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศที่อาจไม่เคยมีเสียงหรือมีพื้นที่อย่างเพียงพอ ได้มีส่วนร่วมและส่งเสียงในการกำหนดอนาคตร่วมกัน
สรุปข่าว
กล่าวถ้อยแถลง UNGA81 ย้ำจุดยืน “ปฏิรูปสหประชาชาติ”
วันนี้ (24 กันยายน 2569) เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ณ โถงประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (General Assembly Hall) ชั้น 2 อาคารสมัชชาสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอภิปรายทั่วไปต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ภายใต้หัวข้อ “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All” โดยย้ำจุดยืนของไทยในการสนับสนุนการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกประเทศมีเสียงอย่างเท่าเทียม และฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบพหุภาคี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติก่อตั้งมาครบ 80 ปีแล้ว และในวันนี้ไทยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ โดยเริ่มต้นจากการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจไม่สามารถเกิดขึ้นจากการบังคับ แต่ต้องสร้างขึ้นจากความร่วมมือและการมีส่วนร่วม นายกรัฐมนตรีเสนอให้เริ่มจากการรวมกลุ่มย่อยและขยายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศที่อาจไม่เคยมีเสียงหรือมีพื้นที่อย่างเพียงพอ ได้มีส่วนร่วมและส่งเสียงในการกำหนดอนาคตร่วมกัน
ฟื้นความเชื่อมั่น สร้างสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีย้ำถึงความสำคัญของ “สันติภาพ” ซึ่งในมุมมองของไทยไม่ได้หมายถึงเพียงการปราศจากสงคราม แต่ต้องรวมถึงความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งร่วมกันอย่างยั่งยืน
ในถ้อยแถลง นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมถึงสถานการณ์ปาเลสไตน์ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคี พร้อมย้ำว่า กระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เป็นเรื่องของการกำหนดเขตแดนทางทะเลเท่านั้น นอกจากนี้ ไทยยังสนับสนุนการสร้างสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติในเมียนมา
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความพยายามของไทยในการร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามข้ามพรมแดนที่ทุกประเทศจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า “ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ และการมีส่วนร่วมของทุกประเทศในการกำหนดอนาคตร่วมกัน จะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น” พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น และเปลี่ยนความร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ภายหลังนายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลงเสร็จสิ้น ที่ประชุมได้ปรบมือให้กับถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี และมีผู้แทนจากหลายประเทศเข้ามาทักทายและแสดงความยินดีภายหลังการกล่าวถ้อยแถลง
เชื่อมตลาดหุ้นไทย-สหรัฐฯ เปิดประตูธุรกิจไทยระดมทุนตลาดทุนโลก
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก เป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พร้อมร่วมพิธีลั่นระฆังเปิดการซื้อขาย (Opening Bell) ประชาสัมพันธ์ศักยภาพ และความพร้อมของไทยต่อหน้านักลงทุนระดับโลก โดยเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 3 ที่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ความร่วมมือ SET - NYSE ช่วยให้บริษัทไทยเข้าถึงนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระดับโลก สนับสนุนการระดมทุน การขยายธุรกิจ และการลงทุนข้ามพรมแดน ขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างประเทศเห็นศักยภาพของบริษัทไทยและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ มากขึ้น ดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี และการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศไทย
โดยนายกรัฐมนตรีมองว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ เป็นมากกว่าข้อตกลงระหว่างตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง แต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา รวมถึงทำให้ตลาดทุนสองประเทศมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
ขณะที่ สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย นิวยอร์กคือ หัวใจสำคัญของการเงินโลก ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่าง NYSE และ SET จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่บริษัทและนักลงทุนในทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งกระชับความเชื่อมโยงของตลาดและส่งเสริมการลงทุนข้ามพรมแดนให้มากยิ่งขึ้น การลงนามในวันนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนศักยภาพดังกล่าวให้กลายเป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม
"นายกรัฐมนตรีต้องการเปลี่ยนความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการลงทุน การขยายธุรกิจ และการสร้างงาน เพื่อส่งต่อประโยชน์สู่ประชาชนไทย“ นายเอกภพ ระบุ
อดีตนักข่าวการเมืองภาคสนาม ติ่งเกาหลีที่ชอบดูฟุตบอล เป็นสายมูและทาสแมว
