กยศ. กับโจทย์สภาพคล่อง ย้อน 10 ปีจากเงินหมุนเวียนสู่ภารกิจรักษาโอกาสการศึกษา

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ หลังกลไกที่ออกแบบให้เงินจากผู้กู้รุ่นก่อนหมุนกลับมาเป็นทุนกาศึกษาของผู้กู้รุ่นใหม่ ต้องรับแรงกดดันพร้อมกันทั้งจากรายจ่ายเพื่อการกู้ยืม การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขชำระหนี้ตามกฎหมาย และรายรับจากการชำระคืนที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้เงิน
โจทย์นี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้งวันที่ 22 กันยายน 2569 เมื่อกระทรวงการคลังยืนยันว่า รัฐบาลจะบริหารสภาพคล่องและจัดสรรงบประมาณให้ กยศ. เพียงพอต่อการดำเนินงาน พร้อมเร่งประสานสถาบันการศึกษาและปรับแผนติดตามหนี้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือไม่ให้ข้อจำกัดด้านงบประมาณกระทบโอกาสทางการศึกษาของผู้เรียน
หากมองย้อนกลับไปมากกว่า 10 ปี ตัวเลขของกองทุนบอกได้ชัดว่า ปัญหารอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเพียงปีเดียว แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเงินหมุนเวียนของกองทุนที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง
จากเงินตั้งต้น 4 แสนล้าน สู่ทุนการศึกษากว่า 8.5 แสนล้าน
กยศ. ถูกออกแบบในลักษณะ “กองทุนหมุนเวียน” รัฐเป็นผู้สนับสนุนเงินตั้งต้น ก่อนนำไปให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ผู้กู้ไม่เสียดอกเบี้ยระหว่างเรียน และมีช่วงปลอดหนี้หลังสำเร็จการศึกษา จากนั้นเงินที่ชำระคืนจะถูกนำกลับไปสนับสนุนผู้เรียนรุ่นต่อไป
ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มให้กู้ในปีการศึกษา 2539 กองทุนมีบทบาทสนับสนุนผู้เรียนหลายล้านราย และมีเงินให้กู้ยืมสะสมหลายแสนล้านบาท ขณะที่ข้อมูลล่าสุดบนเว็บไซต์ กยศ. ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า มีผู้กู้ยืมสะสม 7,434,249 บัญชี ในจำนวนนี้ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 2,101,857 บัญชี และอยู่ระหว่างชำระหนี้ 3,840,914 บัญชี
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นขนาดของระบบ กยศ. ในปัจจุบัน เพราะเงินที่หมุนเวียนในแต่ละปีไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะผู้กู้ใหม่ แต่เชื่อมโยงผู้กู้เดิมหลายล้านบัญชีเข้ากับผู้เรียนรุ่นต่อไป
จุดเปลี่ยนสำคัญในรอบ 10 ปี
ช่วงปี 2559-2565 กยศ. เดินหน้าจากกองทุนที่พึ่งพางบประมาณรัฐไปสู่การใช้เงินชำระคืนเป็นแหล่งทุนหมุนเวียนมากขึ้น พร้อมพัฒนาระบบจัดเก็บและติดตามหนี้ รวมถึงการหักเงินเดือนผ่านนายจ้างตามกรอบกฎหมาย
จุดเปลี่ยนใหญ่อีกครั้งเกิดขึ้นหลังการแก้ไขกฎหมาย กยศ. ซึ่งมีผลในปี 2566 โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 1% ต่อปี เบี้ยปรับไม่เกิน 0.5% ต่อปี และเปลี่ยนลำดับการตัดชำระเป็นเงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ พร้อมกระบวนการคำนวณยอดหนี้ใหม่
ด้านหนึ่ง มาตรการดังกล่าวช่วยลดภาระของผู้กู้จำนวนมาก แต่อีกด้านหนึ่งทำให้โครงสร้างกระแสเงินสดของกองทุนเปลี่ยนไป เพราะรายรับบางส่วนจากดอกเบี้ยและเบี้ยปรับลดลง ขณะที่กองทุนยังต้องจัดสรรเงินกู้สำหรับผู้เรียนรุ่นใหม่ทุกปี
กยศ. ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้และพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเอกสารผลการดำเนินงานของกองทุนระบุถึงการพัฒนาระบบ DSL สำหรับการปรับยอดหนี้ เปลี่ยนลำดับตัดชำระ และปรับโครงสร้างหนี้ตามกฎหมายใหม่
สรุปข่าว
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ หลังกลไกที่ออกแบบให้เงินจากผู้กู้รุ่นก่อนหมุนกลับมาเป็นทุนกาศึกษาของผู้กู้รุ่นใหม่ ต้องรับแรงกดดันพร้อมกันทั้งจากรายจ่ายเพื่อการกู้ยืม การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขชำระหนี้ตามกฎหมาย และรายรับจากการชำระคืนที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้เงิน
โจทย์นี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้งวันที่ 22 กันยายน 2569 เมื่อกระทรวงการคลังยืนยันว่า รัฐบาลจะบริหารสภาพคล่องและจัดสรรงบประมาณให้ กยศ. เพียงพอต่อการดำเนินงาน พร้อมเร่งประสานสถาบันการศึกษาและปรับแผนติดตามหนี้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือไม่ให้ข้อจำกัดด้านงบประมาณกระทบโอกาสทางการศึกษาของผู้เรียน
หากมองย้อนกลับไปมากกว่า 10 ปี ตัวเลขของกองทุนบอกได้ชัดว่า ปัญหารอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเพียงปีเดียว แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเงินหมุนเวียนของกองทุนที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง
จากเงินตั้งต้น 4 แสนล้าน สู่ทุนการศึกษากว่า 8.5 แสนล้าน
กยศ. ถูกออกแบบในลักษณะ “กองทุนหมุนเวียน” รัฐเป็นผู้สนับสนุนเงินตั้งต้น ก่อนนำไปให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ผู้กู้ไม่เสียดอกเบี้ยระหว่างเรียน และมีช่วงปลอดหนี้หลังสำเร็จการศึกษา จากนั้นเงินที่ชำระคืนจะถูกนำกลับไปสนับสนุนผู้เรียนรุ่นต่อไป
ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มให้กู้ในปีการศึกษา 2539 กองทุนมีบทบาทสนับสนุนผู้เรียนหลายล้านราย และมีเงินให้กู้ยืมสะสมหลายแสนล้านบาท ขณะที่ข้อมูลล่าสุดบนเว็บไซต์ กยศ. ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า มีผู้กู้ยืมสะสม 7,434,249 บัญชี ในจำนวนนี้ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 2,101,857 บัญชี และอยู่ระหว่างชำระหนี้ 3,840,914 บัญชี
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นขนาดของระบบ กยศ. ในปัจจุบัน เพราะเงินที่หมุนเวียนในแต่ละปีไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะผู้กู้ใหม่ แต่เชื่อมโยงผู้กู้เดิมหลายล้านบัญชีเข้ากับผู้เรียนรุ่นต่อไป
จุดเปลี่ยนสำคัญในรอบ 10 ปี
ช่วงปี 2559-2565 กยศ. เดินหน้าจากกองทุนที่พึ่งพางบประมาณรัฐไปสู่การใช้เงินชำระคืนเป็นแหล่งทุนหมุนเวียนมากขึ้น พร้อมพัฒนาระบบจัดเก็บและติดตามหนี้ รวมถึงการหักเงินเดือนผ่านนายจ้างตามกรอบกฎหมาย
จุดเปลี่ยนใหญ่อีกครั้งเกิดขึ้นหลังการแก้ไขกฎหมาย กยศ. ซึ่งมีผลในปี 2566 โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 1% ต่อปี เบี้ยปรับไม่เกิน 0.5% ต่อปี และเปลี่ยนลำดับการตัดชำระเป็นเงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ พร้อมกระบวนการคำนวณยอดหนี้ใหม่
ด้านหนึ่ง มาตรการดังกล่าวช่วยลดภาระของผู้กู้จำนวนมาก แต่อีกด้านหนึ่งทำให้โครงสร้างกระแสเงินสดของกองทุนเปลี่ยนไป เพราะรายรับบางส่วนจากดอกเบี้ยและเบี้ยปรับลดลง ขณะที่กองทุนยังต้องจัดสรรเงินกู้สำหรับผู้เรียนรุ่นใหม่ทุกปี
กยศ. ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้และพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเอกสารผลการดำเนินงานของกองทุนระบุถึงการพัฒนาระบบ DSL สำหรับการปรับยอดหนี้ เปลี่ยนลำดับตัดชำระ และปรับโครงสร้างหนี้ตามกฎหมายใหม่
ปี 2568 จุดที่โจทย์สภาพคล่องชัดขึ้น
ข้อมูลที่นำมาประเมินสถานการณ์ระบุว่า จำนวนผู้ได้รับอนุมัติกู้ยืมปีการศึกษา 2568 ลดจาก 823,301 ราย เหลือ 636,027 ราย หรือลดลง 187,274 ราย คิดเป็นประมาณ 22.75%
ขณะเดียวกัน กยศ. เปิดเผยเมื่อเดือนกันยายน 2568 ว่า ณ วันที่ 17 กันยายนปีเดียวกัน มีการปล่อยกู้แล้ว 584,677 ราย วงเงินกว่า 37,163 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2568 กองทุนได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณรายจ่ายและงบตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลรวม 19,000 ล้านบาท นอกเหนือจากเงินที่ได้รับชำระคืนจากผู้กู้เดิม
ภาพดังกล่าวทำให้โจทย์ของ กยศ. ชัดขึ้นว่า การรักษาจำนวนผู้ได้รับโอกาสทางการศึกษา จำเป็นต้องทำให้เงินที่ไหลกลับเข้าสู่กองทุนสอดคล้องกับเงินที่ต้องจ่ายออกไป
เมื่อ “เงินออก” สูงกว่า “เงินเข้า”
หัวใจของปัญหาอยู่ที่สมการเงินหมุนเวียน
ข้อมูลประมาณการที่ใช้ประกอบการประเมินปีงบประมาณ 2569 ระบุรายรับประมาณ 26,870 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายรวมทั้งเงินให้กู้ ค่าใช้จ่ายบริหารและรายการคืนเงินอยู่ที่ประมาณ 46,847 ล้านบาท
เท่ากับว่ากองทุนต้องบริหารช่องว่างระหว่างรายรับและรายจ่ายเกือบ 20,000 ล้านบาท
หากมองในระดับรายปี กยศ. ต้องใช้เงินเพื่อการกู้ยืมประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท ขณะที่เงินชำระคืนอยู่ในช่วงประมาณ 22,000-28,000 ล้านบาทตามข้อมูลที่นำมาประกอบการวิเคราะห์
ในระบบกองทุนหมุนเวียน ช่องว่างดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะหากเงินชำระคืนไม่ทันกับความต้องการปล่อยกู้ ทางเลือกหลักย่อมเหลือการบริหารวงเงินกู้ให้สอดคล้องกับเงินที่มี หรือขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐบาล
เว็บไซต์ กยศ. ปัจจุบันเผยแพร่ทั้งแผนการใช้จ่ายงบประมาณปี 2561-2569 และผลการดำเนินงานย้อนหลัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการบริหารเงินหมุนเวียนเป็นภารกิจต่อเนื่องของกองทุน
หนี้ค้างชำระ อีกด้านของสมการ
อีกปัจจัยคือประสิทธิภาพการชำระคืน
ข้อมูลที่นำมาประเมินระบุว่า ในกลุ่มลูกหนี้ประมาณ 3.94 ล้านราย มีผู้ผิดนัดชำระประมาณ 2.21 ล้านราย หรือราว 56% โดยมีเงินต้นที่ผิดนัดประมาณ 208,119 ล้านบาท จากเงินต้นรวมประมาณ 412,527 ล้านบาท
ตัวเลขนี้มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการหมุนเงินกลับไปหาผู้เรียนรุ่นใหม่ เพราะทุกบาทที่สามารถกลับเข้าสู่กองทุนได้ตามกำหนด ย่อมเพิ่มพื้นที่สำหรับการให้กู้ยืมโดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณเพิ่มเติมในจำนวนเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การแก้โจทย์นี้ต้องเดินคู่กันสองด้าน คือเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามหนี้ ขณะเดียวกันต้องรักษาความสามารถในการชำระของลูกหนี้ ไม่ให้มาตรการจัดเก็บสร้างภาระจนผู้กู้ที่ยังชำระได้กลายเป็นผู้ผิดนัด
ปี 2569 รัฐบาลเข้ามาปิดช่องว่างสภาพคล่อง
สถานการณ์ล่าสุดมีสัญญาณด้านนโยบายที่ชัดขึ้น
วันที่ 22 กันยายน 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาลว่า รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณให้ กยศ. มีสภาพคล่องเพียงพอต่อการใช้จ่ายในแต่ละเดือน ควบคู่กับการปรับแผนติดตามหนี้เพื่อนำเงินกลับมาเป็นทุนหมุนเวียน
ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการคลังระบุว่า มีผู้ได้รับอนุมัติแล้ว 137,874 ราย หรือ 64% ขณะที่อีก 77,164 ราย หรือ 36% อยู่ระหว่างขั้นตอนของมหาวิทยาลัยในการรวบรวมและส่งข้อมูลให้พิจารณา
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่เกินกรอบประมาณ 12,786 ราย หรือประมาณ 5% ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะหาแนวทางดูแล ขณะที่ผู้กู้เดิมชั้นปีที่ 2-4 ยังคงได้รับสิทธิตามขั้นตอนเดิม
กยศ. มีกำหนดประชุมวันที่ 24 กันยายน เพื่อพิจารณาปรับกรอบและเงินหมุนเวียนรองรับความต้องการดังกล่าว
อีกการเปลี่ยนแปลงในปีนี้คือการนำฐานข้อมูลภาครัฐมาใช้ตรวจสอบคุณสมบัติด้านรายได้ โดยเชื่อมโยงข้อมูลชุดเดียวกับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อลดขั้นตอนการรับรองความยากจน รวมถึงใช้ฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อตรวจสอบสิทธิของผู้ขอกู้
เมื่อมองโครงสร้างทั้งหมด การเติมงบประมาณสามารถช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องในระยะสั้นและรักษาความต่อเนื่องของการปล่อยกู้ แต่โจทย์ระยะยาวยังอยู่ที่การทำให้กองทุนกลับมามีวงจรเงินหมุนเวียนที่สมดุลมากขึ้น
แนวทางสำคัญมีทั้งการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มประสิทธิภาพการติดตามและรับชำระ ใช้ฐานข้อมูลภาครัฐคัดกรองผู้กู้ให้แม่นยำ และจัดลำดับการให้กู้โดยคำนึงถึงผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงสาขาที่ประเทศมีความต้องการ
ขณะเดียวกัน การคำนวณหนี้ใหม่และการปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ถือเป็นอีกกลไกที่ช่วยดึงผู้กู้กลับเข้าสู่ระบบชำระตามความสามารถ ซึ่งจะมีผลต่อรายรับของกองทุนในระยะต่อไป
จากวิกฤตเงินหมุนเวียน สู่โจทย์บริหารกองทุนระยะยาว
หากมองผ่านตัวเลขย้อนหลัง ปัญหาของ กยศ. ในเวลานี้อยู่ตรงจุดตัดระหว่าง 3 เรื่อง คือ การรักษาโอกาสทางการศึกษา การช่วยลดภาระลูกหนี้ และการรักษาเงินหมุนเวียนของกองทุน
การลดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับช่วยผู้กู้เดิม แต่ทำให้รายรับของกองทุนต้องปรับตัว การเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามหนี้ช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียน แต่ต้องคำนึงถึงความสามารถในการชำระ ส่วนการจำกัดจำนวนผู้กู้ช่วยควบคุมรายจ่าย แต่มีต้นทุนในรูปของโอกาสทางการศึกษา
นโยบายล่าสุดของรัฐบาลจึงเลือกใช้การจัดสรรงบประมาณเข้ามารองรับช่องว่างในระยะสั้น พร้อมกับเร่งติดตามหนี้และปรับระบบบริหาร กยศ. ในระยะยาว
จากนี้ จุดที่ต้องติดตามไม่ใช่เฉพาะว่ารัฐจะเติมเงินให้กองทุนเท่าใด แต่รวมถึงวันที่ 24 กันยายน 2569 ที่ กยศ. จะพิจารณาปรับกรอบและเงินหมุนเวียน ตลอดจนประสิทธิภาพการจัดเก็บหนี้หลังการคำนวณยอดใหม่ เพราะสองส่วนนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า กยศ. จะสามารถกลับไปพึ่งพาเงินหมุนเวียนของตัวเองได้มากเพียงใดในอนาคต
- เจาะปมกยศ. เงินไม่พอ-หนี้ค้าง กระทบนักศึกษา “ภราดร” เร่งสะสางปัญหา
- คลัง ชี้ GDP Q2/69 โตตามคาด มาตรการรัฐตอบโจทย์ ดันไทยสู่ New Economy
- "เอกนิติ" ลุยอุ้ม SME ชุดใหญ่ ผนึกแบงค์รัฐ เติมทุน-ปิดหนี้
- เปิดพอร์ต “กระทรวงการคลัง” ถือหุ้นไทย อะไรบ้าง ?
- เตือนผู้กู้ยืมเงินกยศ. ชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่องทุกเดือน
บรรณาธิการออนไลน์
