นักเศรษฐศาสตร์ชงปรับ “ไทยช่วยไทย พลัส” ดึงร้านระบบภาษีร่วม

Share on Line Share on Facebook Share on X
นักเศรษฐศาสตร์ชงปรับ “ไทยช่วยไทย พลัส” ดึงร้านระบบภาษีร่วม

มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เดินทางเข้าสู่ช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ หลังเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 โดยข้อมูลรัฐบาล ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 มียอดใช้จ่ายสะสม 161,555.6 ล้านบาท มีผู้ได้รับสิทธิ 26.04 ล้านราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลกว่า 1.19 ล้านราย ขณะที่กระทรวงการคลังเตรียมนำผลการดำเนินงานและรายละเอียดการขยายระยะเวลาเสนอคณะรัฐมนตรีวันที่ 22 กันยายนนี้ 

ท่ามกลางการเตรียมเดินหน้ามาตรการระยะถัดไป มีข้อเสนอให้พิจารณาขยายขอบเขตผู้ประกอบการที่สามารถเข้าร่วม โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในระบบภาษี ซึ่งมีบทบาททั้งด้านการจ้างงาน การจัดซื้อวัตถุดิบ และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน

“รศ.ดร.อัทธ์” ประเมินมาตรการช่วยกำลังซื้อ แต่ผลอยู่ในระยะสั้น

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์รายการข่าวค่ำ TNN ประเมินว่า การดำเนินโครงการในช่วงที่ผ่านมา มีส่วนเพิ่มการจับจ่ายและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่การประเมินประสิทธิผลจำเป็นต้องพิจารณาว่าเป็นการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากภาวะปกติมากน้อยเพียงใด

รศ.ดร.อัทธ์ประเมินว่า เม็ดเงินใหม่จากประชาชนที่เกิดขึ้นจากแรงกระตุ้นของโครงการอยู่ที่ประมาณ 30% พร้อมประเมินผลต่อเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนที่ประมาณ 0.4% หรือเฉลี่ยราว 0.1% ต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินของ รศ.ดร.อัทธ์จากการให้สัมภาษณ์ ไม่ใช่ตัวเลขผลประเมินอย่างเป็นทางการของรัฐบาล

ด้านข้อมูลภาครัฐ ณ วันที่ 19 กรกฎาคม ระบุว่า ยอดใช้จ่าย 78,142 ล้านบาทในขณะนั้น แบ่งเป็นเงินประชาชนร่วมจ่าย 33,176 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่าย 44,966 ล้านบาท ขณะที่ร้านค้าที่พร้อมให้บริการกว่า 99% เป็นร้านค้ารายย่อยของบุคคลธรรมดา 

สรุปข่าว

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช เสนอทบทวน “ไทยช่วยไทย พลัส” ระยะถัดไป พิจารณาเปิดทางธุรกิจขนาดเล็กและกลางที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทเข้าร่วม เพื่อเชื่อมเม็ดเงินสู่การจ้างงานและห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเสนอใช้โมเดลร่วมจ่ายช่วยเอกชนพัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มผลต่อเศรษฐกิจระยะยาว

มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เดินทางเข้าสู่ช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ หลังเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 โดยข้อมูลรัฐบาล ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 มียอดใช้จ่ายสะสม 161,555.6 ล้านบาท มีผู้ได้รับสิทธิ 26.04 ล้านราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลกว่า 1.19 ล้านราย ขณะที่กระทรวงการคลังเตรียมนำผลการดำเนินงานและรายละเอียดการขยายระยะเวลาเสนอคณะรัฐมนตรีวันที่ 22 กันยายนนี้ 

ท่ามกลางการเตรียมเดินหน้ามาตรการระยะถัดไป มีข้อเสนอให้พิจารณาขยายขอบเขตผู้ประกอบการที่สามารถเข้าร่วม โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในระบบภาษี ซึ่งมีบทบาททั้งด้านการจ้างงาน การจัดซื้อวัตถุดิบ และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน

“รศ.ดร.อัทธ์” ประเมินมาตรการช่วยกำลังซื้อ แต่ผลอยู่ในระยะสั้น

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์รายการข่าวค่ำ TNN ประเมินว่า การดำเนินโครงการในช่วงที่ผ่านมา มีส่วนเพิ่มการจับจ่ายและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่การประเมินประสิทธิผลจำเป็นต้องพิจารณาว่าเป็นการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากภาวะปกติมากน้อยเพียงใด

รศ.ดร.อัทธ์ประเมินว่า เม็ดเงินใหม่จากประชาชนที่เกิดขึ้นจากแรงกระตุ้นของโครงการอยู่ที่ประมาณ 30% พร้อมประเมินผลต่อเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนที่ประมาณ 0.4% หรือเฉลี่ยราว 0.1% ต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินของ รศ.ดร.อัทธ์จากการให้สัมภาษณ์ ไม่ใช่ตัวเลขผลประเมินอย่างเป็นทางการของรัฐบาล

ด้านข้อมูลภาครัฐ ณ วันที่ 19 กรกฎาคม ระบุว่า ยอดใช้จ่าย 78,142 ล้านบาทในขณะนั้น แบ่งเป็นเงินประชาชนร่วมจ่าย 33,176 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่าย 44,966 ล้านบาท ขณะที่ร้านค้าที่พร้อมให้บริการกว่า 99% เป็นร้านค้ารายย่อยของบุคคลธรรมดา 

ชี้โจทย์เศรษฐกิจไทยต้องเดินควบคู่การแก้โครงสร้าง

รศ.ดร.อัทธ์มองว่า การเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน การต่อยอดมาตรการในระยะถัดไปจึงควรพิจารณาวิธีใช้วงเงินให้เกิดผลต่อศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาวมากขึ้น

หนึ่งในข้อเสนอคือ การนำแนวคิดร่วมจ่ายไปประยุกต์ใช้กับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน โดยรัฐและนายจ้างร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมบัณฑิตจบใหม่หรือแรงงาน เช่น สัดส่วน 60/40 หรือ 50/50 เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจพร้อมกับช่วยยกระดับทักษะแรงงาน

ข้อเสนอนี้เป็นแนวคิดเพิ่มเติมจากนักเศรษฐศาสตร์ ขณะที่กรอบโครงการที่ ครม.อนุมัติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีเป้าหมายหลักในการบรรเทาค่าครองชีพ ประคับประคองกำลังซื้อ และช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก โดยกำหนดกรอบวงเงินรวมไม่เกิน 175,718.66 ล้านบาท 

เสนอทบทวนเกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาท

อีกประเด็นที่ รศ.ดร.อัทธ์เสนอให้พิจารณาคือเกณฑ์ผู้ประกอบการ โดยตั้งข้อสังเกตว่า การจำกัดกลุ่มร้านค้าตามระดับรายได้ ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางบางส่วนที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีไม่สามารถเข้าร่วมได้

รศ.ดร.อัทธ์อธิบายว่า แม้ผู้ประกอบการระดับไมโครจะมีจำนวนมาก แต่ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งการจ้างงานและการจัดซื้อวัตถุดิบ หากเปิดโอกาสให้ธุรกิจกลุ่มดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วม อาจช่วยกระจายผลของมาตรการไปตามห่วงโซ่เศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้น

ประเด็นการเปิดให้ค้าปลีกและโมเดิร์นเทรดเข้าร่วมมาตรการเคยมีการเสนอมาก่อน โดยนักวิชาการและสมาคมผู้ค้าปลีกไทยให้เหตุผลถึงการเชื่อมโยงกับผู้ผลิต การจ้างงาน และรายได้ภาษีของภาครัฐ 

มองธุรกิจเล็ก-กลางมีบทบาทต่อการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทาน

รศ.ดร.อัทธ์ระบุว่า การพิจารณาระยะถัดไปควรมองให้ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจระดับไมโคร ไปจนถึงธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เนื่องจากแต่ละกลุ่มมีบทบาททางเศรษฐกิจแตกต่างกัน

โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและกลางที่มีต้นทุนประจำ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าเช่าพื้นที่ และวัตถุดิบ หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ย่อมส่งผลต่อผู้ประกอบการ รวมถึงธุรกิจอื่นที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับโครงการในปัจจุบัน รัฐบาลระบุชัดว่าเป้าหมายคือการประคับประคองกำลังซื้อและกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อย โดยข้อมูลวันที่ 4 กันยายน 2569 มียอดใช้จ่ายสะสม 138,379.3 ล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็นกว่า 161,555 ล้านบาทในวันที่ 18 กันยายน 

ดังนั้น ประเด็นที่ต้องติดตามในวันที่ 22 กันยายน คือรายละเอียดที่กระทรวงการคลังจะเสนอ ครม. ทั้งระยะเวลาของโครงการ กลุ่มผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วม และรูปแบบการดำเนินมาตรการในช่วงต่อไป ซึ่งจะเป็นอีกกลไกสนับสนุนกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์

แท็กบทความ

ไทยช่วยไทยพลัส
อัทธ์พิศาลวานิช
กระตุ้นเศรษฐกิจSMEs
ร้านค้าระบบภาษี