
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ปิดฉากด้วยมติอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท หลังฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอภิปรายตลอดทั้งวันถึงความจำเป็น แนวทางใช้เงิน ความโปร่งใส และผลต่อสถานะการคลังของประเทศ
ที่ประชุมมีผู้ลงมติทั้งหมด 478 คน เห็นด้วย 285 เสียง ไม่เห็นด้วย 141 เสียง งดออกเสียง 52 เสียง และไม่ออกเสียง 0 เสียง ก่อนนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งปิดประชุมเมื่อเวลา 20.28 น.
“อนุทิน” เข้าสภา ชี้แจง พ.ร.ก.ตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ
ช่วงเช้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมายังอาคารรัฐสภา พร้อมคณะรัฐมนตรี เพื่อเข้าร่วมการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน โดยระบุว่ารัฐบาลจะนำเสนอรายละเอียดต่อสภาตามกระบวนการของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และพร้อมชี้แจงข้อสงสัยของสมาชิกอย่างตรงไปตรงมา
ระหว่างเดินเข้าสู่อาคารรัฐสภา นายอนุทินได้พบกับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งกำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยทั้งสองฝ่ายทักทายกันก่อนเริ่มการประชุม
การพิจารณาครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 วินิจฉัยว่าการตรา พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
ฝ่ายค้านตั้งคำถามเงิน 2 แสนล้านสำหรับเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ประเด็นหลักในการอภิปรายของฝ่ายค้านอยู่ที่วงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาทในส่วนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน โดยนายณัฐพงษ์ระบุว่า ไม่คัดค้านหลักการของเงินประมาณ 200,000 ล้านบาทแรกที่ใช้บรรเทาผลกระทบ แต่เห็นว่าเงินอีกส่วนยังต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการและแหล่งเงินทุนที่ชัดเจนมากขึ้น
ผู้นำฝ่ายค้านเสนอแนวทางเปลี่ยนผ่านพลังงานระยะ 12 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่การลงทุนในพื้นที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง ไปจนถึงการพัฒนาระบบ Smart Grid โดยมีเป้าหมายลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และเสริมศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นของการกู้เงิน ผลกระทบต่อระดับหนี้สาธารณะ และกรอบเวลาดำเนินโครงการพลังงาน ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” รวมถึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาพลังงานจากพืชและวัตถุดิบภายในประเทศควบคู่กับเทคโนโลยีพลังงานประเภทอื่น
สรุปข่าว
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ปิดฉากด้วยมติอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท หลังฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอภิปรายตลอดทั้งวันถึงความจำเป็น แนวทางใช้เงิน ความโปร่งใส และผลต่อสถานะการคลังของประเทศ
ที่ประชุมมีผู้ลงมติทั้งหมด 478 คน เห็นด้วย 285 เสียง ไม่เห็นด้วย 141 เสียง งดออกเสียง 52 เสียง และไม่ออกเสียง 0 เสียง ก่อนนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งปิดประชุมเมื่อเวลา 20.28 น.
“อนุทิน” เข้าสภา ชี้แจง พ.ร.ก.ตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ
ช่วงเช้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมายังอาคารรัฐสภา พร้อมคณะรัฐมนตรี เพื่อเข้าร่วมการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน โดยระบุว่ารัฐบาลจะนำเสนอรายละเอียดต่อสภาตามกระบวนการของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และพร้อมชี้แจงข้อสงสัยของสมาชิกอย่างตรงไปตรงมา
ระหว่างเดินเข้าสู่อาคารรัฐสภา นายอนุทินได้พบกับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งกำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยทั้งสองฝ่ายทักทายกันก่อนเริ่มการประชุม
การพิจารณาครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 วินิจฉัยว่าการตรา พ.ร.ก.ดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
ฝ่ายค้านตั้งคำถามเงิน 2 แสนล้านสำหรับเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ประเด็นหลักในการอภิปรายของฝ่ายค้านอยู่ที่วงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาทในส่วนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน โดยนายณัฐพงษ์ระบุว่า ไม่คัดค้านหลักการของเงินประมาณ 200,000 ล้านบาทแรกที่ใช้บรรเทาผลกระทบ แต่เห็นว่าเงินอีกส่วนยังต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการและแหล่งเงินทุนที่ชัดเจนมากขึ้น
ผู้นำฝ่ายค้านเสนอแนวทางเปลี่ยนผ่านพลังงานระยะ 12 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่การลงทุนในพื้นที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง ไปจนถึงการพัฒนาระบบ Smart Grid โดยมีเป้าหมายลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และเสริมศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นของการกู้เงิน ผลกระทบต่อระดับหนี้สาธารณะ และกรอบเวลาดำเนินโครงการพลังงาน ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” รวมถึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาพลังงานจากพืชและวัตถุดิบภายในประเทศควบคู่กับเทคโนโลยีพลังงานประเภทอื่น
คลังยืนยันกู้เท่าที่จำเป็น รับมือเศรษฐกิจและลดพึ่งพาพลังงานนำเข้า
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า พ.ร.ก.มีเป้าหมายสำคัญทั้งการประคองเศรษฐกิจจากผลกระทบของสถานการณ์พลังงาน การเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และการสร้างความพร้อมรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ
นายเอกนิติระบุว่า สถานการณ์พลังงานโลกส่งผลต่อต้นทุน ค่าครองชีพและกำลังซื้อ ขณะที่ข้อมูลการบริโภคในไตรมาส 2 ลดลงจากไตรมาสแรก หากไม่ดำเนินมาตรการรองรับอาจกระทบต่อการจ้างงานและการดำเนินธุรกิจ
อีกปัจจัยคือประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง โดยนายเอกนิติระบุตัวเลขการขาดดุลด้านพลังงานประมาณ 600,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลเห็นความจำเป็นในการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างและลดความอ่อนไหวจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
กระทรวงการคลังยืนยันด้วยว่า วงเงิน 400,000 ล้านบาทเป็นกรอบสูงสุด ไม่ได้หมายความว่าจะกู้เงินทั้งหมดมาถือไว้ในคราวเดียว แต่จะกู้ตามความจำเป็นของโครงการ พร้อมยืนยันว่าระดับเพดานหนี้สาธารณะ 70% ยังเป็นกรอบที่รัฐบาลต้องบริหารภายใต้วินัยการเงินการคลัง
ตั้งกรรมการกลั่นกรองโครงการ รายงานสภาภายใน 60 วัน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงข้อกังวลเกี่ยวกับเงินในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงานว่า จะมีคณะกรรมการทำหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองโครงการอีกชั้นหนึ่ง โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ความโปร่งใส และความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.
สำหรับกรณีที่หลายโครงการยังไม่มีรายละเอียดในขณะนี้ กระทรวงการคลังชี้แจงว่าเป็นเพราะโครงการยังไม่ได้เสนอเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรอง และทุกโครงการจะต้องผ่านการตรวจสอบก่อนใช้เงิน
นอกจากนี้ แม้ พ.ร.ก.จะได้รับอนุมัติจากสภาแล้ว กระบวนการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติยังดำเนินต่อไป โดยรัฐบาลต้องรายงานรายละเอียดให้สภารับทราบภายใน 60 วัน
นายเอกนิติยังย้ำให้เปิดเผยข้อมูลโครงการและตรวจสอบการใช้เงิน โดยเงินที่ใช้ต้องเกิดประโยชน์ต่อประชาชน มีความคุ้มค่า และตอบเป้าหมายลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า พร้อมยกแนวทางการนำวัตถุดิบและพลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ เช่น ไบโอดีเซลจากพืช มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น
“อนุทิน” ยืนยันไม่เอื้อประโยชน์เฉพาะราย คุมการใช้เงินใกล้ชิด
ช่วงประมาณ 20.20 น. นายอนุทินกล่าวปิดการอภิปราย โดยยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินมีเป้าหมายเพื่อประเทศและประชาชน พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้โครงการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บุคคลหรือกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีจะติดตามการใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการรั่วไหล พร้อมย้ำว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็น “เงินกู้” ซึ่งมีต้นทุน ไม่ใช่งบประมาณที่สามารถนำไปจัดสรรได้โดยไม่มีภาระตามมา
รัฐบาลประเมินแล้วว่าประโยชน์จากโครงการภายใต้ พ.ร.ก.จะมีความคุ้มค่ากับต้นทุนทางการเงิน โดยในการอภิปรายมีการระบุอัตราดอกเบี้ยที่ประมาณ 1.2% ซึ่งรัฐบาลจะต้องบริหารและติดตามอย่างใกล้ชิด
นายอนุทินยังมอบหมายให้ส่วนราชการรวบรวมข้อเสนอและข้อสังเกตจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตลอดการอภิปราย เพื่อนำไปใช้ประกอบการดำเนินโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกล่าวขอบคุณสมาชิกที่ให้โอกาสเข้ามาปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรับใช้ประชาชน
ไทม์ไลน์ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท
7 ส.ค. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 วินิจฉัยการออก พ.ร.ก.ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง
26 ส.ค. เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป สส.และคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมสภา พิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน
ตลอดวัน ฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องความจำเป็น รายละเอียดโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หนี้สาธารณะ และกลไกตรวจสอบ ขณะที่รัฐบาลชี้แจงเหตุผลด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน
20.05 น. นายเอกนิติชี้แจงสรุปเหตุผลและความจำเป็นของมาตรการ พร้อมย้ำหลักความโปร่งใส
20.20 น. นายอนุทินกล่าวปิดการอภิปราย ยืนยันไม่เอื้อประโยชน์เฉพาะรายและจะติดตามการใช้เงินอย่างใกล้ชิด
20.25 น. ประธานสภาเรียกสมาชิกลงมติ
20.28 น. สภามีมติอนุมัติ 285 ต่อ 141 เสียง งดออกเสียง 52 เสียง จากผู้ลงมติ 478 คน
- อนุทิน ชูโมเดล “Skill Bridge” เชื่อม Credit Bank เปิดทางแรงงานไทยเติบโตยั่งยืน
- อนุทินแจง พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน
- นายกฯ ห่วงน้ำท่วมน่าน ประกาศเขตภัยพิบัติ สั่งทุกภาคส่วนช่วยประชาชน
- ยิงสลุต! ต้อนรับนายกฯ เยือนออสเตรเลีย ร่วมหารือต่อยอดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์
- รัฐบาลยังไม่พอใจตัวเลขเศรษฐกิจไทย อยากให้เศรษฐกิจโตได้มากกว่านี้
ที่มาข้อมูล : TNN
ที่มารูปภาพ : Thai News Pix
บรรณาธิการออนไลน์
