
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดกรอบวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญจากคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลต่อแหล่งผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกตึงตัวและราคาพลังงานปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 และยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง ทำให้ความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ค่าครองชีพ รวมถึงกำลังซื้อของประชาชน รัฐบาลจึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับอย่างเร่งด่วน เพื่อจำกัดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน
นายกฯ แจงเหตุผลต้องใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน
นายอนุทินระบุว่า เครื่องมือทางการคลังและแหล่งเงินตามกลไกปกติไม่เพียงพอและอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 99,000 ล้านบาท ถูกนำไปใช้รองรับภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน ทั้งภัยพิบัติ ความมั่นคงชายแดน และภารกิจตามกฎหมาย ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 140,000 ล้านบาท
แม้จะรวมเงินทุนสำรองจ่ายอีกประมาณ 50,000 ล้านบาท ก็ยังไม่เพียงพอต่อภารกิจที่ต้องดำเนินการ ขณะที่งบประมาณปี 2569 มีการใช้จ่ายแล้วประมาณร้อยละ 72 และยังต้องรองรับแผนงานในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ
ส่วนแนวทางจัดทำงบประมาณเพิ่มเติม นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน ขณะที่วงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเหลือประมาณ 17,000 ล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท จะเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าไม่ทันต่อสถานการณ์พลังงานที่ต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้
วางกรอบ “1 เป้าหมาย 2 วัตถุประสงค์ 3 แนวทาง”
รัฐบาลกำหนดกรอบการดำเนินงานภายใต้ พ.ร.ก. ด้วยแนวคิด “1 เป้าหมาย 2 วัตถุประสงค์ 3 แนวทาง” โดยมีเป้าหมายหลักคือ รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
สำหรับ 2 วัตถุประสงค์ ประกอบด้วย การช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลของประเทศให้เร็วขึ้น
ขณะที่ 3 แนวทางดำเนินงาน ได้แก่ การลดค่าครองชีพและต้นทุนในการประกอบอาชีพ การสนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ และการพัฒนาทักษะประชาชนควบคู่กับนวัตกรรมด้านพลังงาน
แบ่งวงเงิน 4 แสนล้านเป็น 2 ส่วน
กรอบวงเงินกู้ตามพระราชกำหนดกำหนดไว้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน ได้แก่
200,000 ล้านบาทแรก สำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน
อีก 200,000 ล้านบาท ใช้สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ตลอดจนพัฒนาทักษะและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน
กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินหรือออกตราสารหนี้ภายใต้กรอบดังกล่าว โดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และดำเนินการได้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
สรุปข่าว
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดกรอบวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญจากคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลต่อแหล่งผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกตึงตัวและราคาพลังงานปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 และยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง ทำให้ความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ค่าครองชีพ รวมถึงกำลังซื้อของประชาชน รัฐบาลจึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับอย่างเร่งด่วน เพื่อจำกัดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน
นายกฯ แจงเหตุผลต้องใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน
นายอนุทินระบุว่า เครื่องมือทางการคลังและแหล่งเงินตามกลไกปกติไม่เพียงพอและอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 99,000 ล้านบาท ถูกนำไปใช้รองรับภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน ทั้งภัยพิบัติ ความมั่นคงชายแดน และภารกิจตามกฎหมาย ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 140,000 ล้านบาท
แม้จะรวมเงินทุนสำรองจ่ายอีกประมาณ 50,000 ล้านบาท ก็ยังไม่เพียงพอต่อภารกิจที่ต้องดำเนินการ ขณะที่งบประมาณปี 2569 มีการใช้จ่ายแล้วประมาณร้อยละ 72 และยังต้องรองรับแผนงานในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ
ส่วนแนวทางจัดทำงบประมาณเพิ่มเติม นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน ขณะที่วงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเหลือประมาณ 17,000 ล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท จะเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าไม่ทันต่อสถานการณ์พลังงานที่ต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้
วางกรอบ “1 เป้าหมาย 2 วัตถุประสงค์ 3 แนวทาง”
รัฐบาลกำหนดกรอบการดำเนินงานภายใต้ พ.ร.ก. ด้วยแนวคิด “1 เป้าหมาย 2 วัตถุประสงค์ 3 แนวทาง” โดยมีเป้าหมายหลักคือ รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
สำหรับ 2 วัตถุประสงค์ ประกอบด้วย การช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลของประเทศให้เร็วขึ้น
ขณะที่ 3 แนวทางดำเนินงาน ได้แก่ การลดค่าครองชีพและต้นทุนในการประกอบอาชีพ การสนับสนุนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ และการพัฒนาทักษะประชาชนควบคู่กับนวัตกรรมด้านพลังงาน
แบ่งวงเงิน 4 แสนล้านเป็น 2 ส่วน
กรอบวงเงินกู้ตามพระราชกำหนดกำหนดไว้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน ได้แก่
200,000 ล้านบาทแรก สำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน
อีก 200,000 ล้านบาท ใช้สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ตลอดจนพัฒนาทักษะและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน
กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินหรือออกตราสารหนี้ภายใต้กรอบดังกล่าว โดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และดำเนินการได้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
ยืนยันหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เกิน 70%
นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินเป็นทางเลือกสุดท้าย หลังรัฐบาลพยายามบริหารจัดการแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่แล้ว พร้อมระบุว่า เมื่อรวมการกู้เงินกรณีอื่นยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP จะไม่เกินร้อยละ 70
รัฐบาลจะจัดทำแผนการกู้เงินและการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ เพื่อบริหารต้นทุนและกระจายความเสี่ยงทางการคลังควบคู่กับการนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย
ใช้หลัก 5T กลั่นกรองโครงการ
สำหรับการพิจารณาใช้เงิน รัฐบาลกำหนดให้ทุกโครงการต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. มีความจำเป็นเร่งด่วน คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณหรือแหล่งเงินอื่น และต้องมีความพร้อมดำเนินการทันที
พร้อมกำหนดหลักการ “5T” ได้แก่ Target ตรงจุด, Transition เร่งการเปลี่ยนผ่าน, Transformation ปรับโครงสร้าง, Transparent โปร่งใสและตรวจสอบได้ และ Together ขับเคลื่อนร่วมกันจากทุกภาคส่วน
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรในช่วงท้ายว่า สถานการณ์วิกฤตพลังงานเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ส่งผลต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเสนอให้สภาพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดดังกล่าว เพื่อเพิ่มเครื่องมือในการดูแลผลกระทบในระยะเร่งด่วน พร้อมเดินหน้าลดความเปราะบางด้านพลังงานและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว
- นายกฯ ห่วงน้ำท่วมน่าน ประกาศเขตภัยพิบัติ สั่งทุกภาคส่วนช่วยประชาชน
- ยิงสลุต! ต้อนรับนายกฯ เยือนออสเตรเลีย ร่วมหารือต่อยอดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์
- รัฐบาลยังไม่พอใจตัวเลขเศรษฐกิจไทย อยากให้เศรษฐกิจโตได้มากกว่านี้
- นายกฯ โชว์วิชั่นบนเวที Lowy เมื่อโลกแบ่งขั้ว ไทย “ไม่เลือกข้าง แต่ต้องมีทางเลือก”
- เปิดภารกิจนายกฯ เตรียมหารือบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำออสเตรเลีย-ดึงการลงทุนเข้าไทย
บรรณาธิการออนไลน์
