รัฐบาลยังไม่พอใจตัวเลขเศรษฐกิจไทย อยากให้เศรษฐกิจโตได้มากกว่านี้

Share on Line Share on Facebook Share on X
รัฐบาลยังไม่พอใจตัวเลขเศรษฐกิจไทย อยากให้เศรษฐกิจโตได้มากกว่านี้

รัฐบาลยังไม่พอใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2% โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้ 

เศรษฐกิจตอนนี้ “โอเค” แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ 

“ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้ “โอเค” แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4 5 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีพอใจรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”


สรุปข่าว

รัฐบาลยังไม่พอใจตัวเลขเศรษฐกิจไทยปีนี้ เพราะอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้ ด้านคลังกางวิกฤต 3 ระลอก พลังงาน ค่าครองชีพ กำลังซื้อ ชูนโยบายประคอง เปลี่ยนผ่านพลังงาน และลงทุนสร้างอนาคตประเทศ

รัฐบาลยังไม่พอใจเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2% โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้ 

เศรษฐกิจตอนนี้ “โอเค” แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ 

“ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้ “โอเค” แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4 5 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีพอใจรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”


ต้องทำให้การลงทุน มาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย

เมื่อถามนายเอกนิติ ว่า พอใจตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังไม่พอใจ เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือเรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้วเพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้วจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น และหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ เราจะต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้ 

นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7%  ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทซึ่งมีวัตถุประสง์เพื่อมาประคองเศรษฐกิจซึ่งในส่วนแรกได้ใช้ไปกับโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน 

กางวิกฤต 3 ระลอก วิกฤตพลังงาน วิกฤตค่าครองชีพ วิกฤตกำลังซื้อ 

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า จีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนการเผชิญวิกฤต 3 ระลอก ของประเทศไทยอย่างชัดเจน ได้แก่

  1. วิกฤตพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 17,000 ล้าน หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน
  2. วิกฤตค่าครองชีพ  เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบในไตรมาสแรกเป็นบวก 2.7%  ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ และ 
  3. วิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

"ถ้าที่ผ่านมาหากเราไม่รีบทำ รีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น" นายเอกนิติ กล่าว


แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก หรือที่ 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI โดยตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

  1. การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 
  2. เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน 
  3. เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประโยชน์ตกอยู่กับเอสเอ็มอีไทยและคนไทย

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : กระทรวงการคลัง / รัฐบาลไทย

อดีตนักข่าวการเมืองภาคสนาม ติ่งเกาหลีที่ชอบดูฟุตบอล เป็นสายมูและทาสแมว