
จากดราม่าความสัมพันธ์ของ 2 เพื่อนซี้ยูทูบเบอร์ชื่อดังอย่าง “ต้า” และ “ยัต” จากแก๊ง FEDFE ที่เมื่อวานนี้กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะคำว่า “Gaslighting”
“ต้า”ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโหนกระแส เล่าถึงประสบการณ์ความสัมพันธ์ที่เจ้าตัวเชื่อว่าตัวเองถูก Gaslighting ทำให้คำนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างมากในสังคมไทย
แล้วคำว่า ‘Gaslighting’ นั้นคืออะไร และส่งผลกระทบอย่างไรต่อผู้ที่ต้องตกอยู่ในสภาวะนี้
‘Gaslighting’ มาจากไหน ?
คำว่า ‘Gaslighting’ มีที่มาจากละครเวทีอังกฤษที่ชื่อว่า ‘Gas Light’ จัดแสดงขึ้นในปี 1938 ก่อนถูกดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ชื่อเดียวกันในปี 1940 แต่เวอร์ชันที่เป็นที่รู้จักมากสุดก็คือ Gas Light ของอเมริกา ในปี 1944 นำแสดงโดยชาร์ลส โบเยอร์ และอิงกริด เบิร์กแมน
เนื้อเรื่องของภาพยนตร์ดังกล่าว เป็นเรื่องราวของสามีคนหนึ่งพยายามจะทำให้ภรรยาของตนเองรู้สึกว่าเธอเป็นบ้า ด้วยการหรี่แสงสว่างของตะเกียงในบ้าน และเมื่อภรรยาสังเกตเห็นความผิดปกติ และทักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น สามีกลับปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างเป็นปกติ จนทำให้ฝ่ายภรรยารู้สึกไม่มั่นใจในความคิดของตนเอง กอปรกับในสมัยก่อนจะใช้แก๊สในการให้ความสว่าง จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ชื่อว่า ‘Gas Light’
สรุปข่าว
จากดราม่าความสัมพันธ์ของ 2 เพื่อนซี้ยูทูบเบอร์ชื่อดังอย่าง “ต้า” และ “ยัต” จากแก๊ง FEDFE ที่เมื่อวานนี้กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะคำว่า “Gaslighting”
“ต้า”ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโหนกระแส เล่าถึงประสบการณ์ความสัมพันธ์ที่เจ้าตัวเชื่อว่าตัวเองถูก Gaslighting ทำให้คำนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างมากในสังคมไทย
แล้วคำว่า ‘Gaslighting’ นั้นคืออะไร และส่งผลกระทบอย่างไรต่อผู้ที่ต้องตกอยู่ในสภาวะนี้
‘Gaslighting’ มาจากไหน ?
คำว่า ‘Gaslighting’ มีที่มาจากละครเวทีอังกฤษที่ชื่อว่า ‘Gas Light’ จัดแสดงขึ้นในปี 1938 ก่อนถูกดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ชื่อเดียวกันในปี 1940 แต่เวอร์ชันที่เป็นที่รู้จักมากสุดก็คือ Gas Light ของอเมริกา ในปี 1944 นำแสดงโดยชาร์ลส โบเยอร์ และอิงกริด เบิร์กแมน
เนื้อเรื่องของภาพยนตร์ดังกล่าว เป็นเรื่องราวของสามีคนหนึ่งพยายามจะทำให้ภรรยาของตนเองรู้สึกว่าเธอเป็นบ้า ด้วยการหรี่แสงสว่างของตะเกียงในบ้าน และเมื่อภรรยาสังเกตเห็นความผิดปกติ และทักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น สามีกลับปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างเป็นปกติ จนทำให้ฝ่ายภรรยารู้สึกไม่มั่นใจในความคิดของตนเอง กอปรกับในสมัยก่อนจะใช้แก๊สในการให้ความสว่าง จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ชื่อว่า ‘Gas Light’
ความหมาย ‘Gaslighting’ คืออะไร ?
"Gaslighting" ได้กลายมาเป็นคำที่นิยมในช่วงกลางปี 2010 และในปี 2022 Merriam Webster (เมอร์เรียม เว็บสเตอร์) พจนานุกรมชื่อดังของอเมริกา ได้ยกให้คำว่า ‘Gaslighting’ เป็นคำศัพท์แห่งปี หมายถึง การกระทำ หรือ การปฏิบัติที่ทำให้ใครบางคนเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะเพื่อผลประโยชน์ของตน
การกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำรูปแบบของการล่วงละเมิดทางความรู้สึก บงการจิตใจเหยื่อมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้เหยื่อเกิดการตั้งคำถามต่อความรู้สึก สัญชาตญาณ และสติของตนเอง จนทำให้เกิดความสับสน และสูญเสียความ
มั่นใจในตนเอง และเมื่อผู้กระทำ ทำลายความสามารถในการเชื่อถือตนเองของผู้ถูกกระทำ ก็จะทำให้ผู้ถูกกระทำมีแนวโน้มที่จะอยู่กับความสัมพันธ์ที่รุนแรงมากขึ้น
คำว่า Gaslighting ยังมักถูกนำมาใช้ที่ทำงานได้ด้วย คือการปั่นให้อีกฝ่ายรู้สึกสับสนกับความสามารถของตน หรือ ทำให้ตนเองรู้สึกว่าไม่เก่งมากพอในการทำงาน นอกจากนี้ คำดังกล่าว สามารถใช้ได้ในทุกความสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่รักกันเท่านั้น
ตัวอย่างประโยคในลักษณะรูปแบบของ Gaslighting ส่วนใหญ่ มีดังนี้
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น เธอบ้าไปแล้วหรือเปล่า ?”
“เธอแน่ใจนะ ดูเหมือนเธอจะมีความทรงจำที่ผิดเพี้ยน”
“เธอคิดไปเองหมดเลย”
“ถ้าเธอไม่เป็นแบบนี้ ฉันก็จะไม่ทำแบบนั้น”
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าเรากำลังถูก Gaslighting เช่น
รู้สึกไม่มั่นใจในความคิดของและเริ่มตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของตนเอง
มีความรู้สึกว่าเป็นบุคคลไร้ความสามารถ, ไม่มั่นใจ หรือ ไร้คุณค่า
กลายเป็นบุคคลที่มักปลีกตัว หรือ แยกตัวออกจากสังคมคนรอบข้าง
อย่างไรก็ตาม การทะเลาะ การเห็นต่าง หรือการพูดไม่ตรงกัน ไม่ได้หมายความว่าเป็น Gaslighting เสมอไป สิ่งสำคัญคือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนทำให้อีกฝ่ายเริ่มสูญเสียความมั่นใจ และไม่สามารถเชื่อมั่นในการรับรู้ของตัวเองได้
ไทยยังไม่มีกฎหมายเอาผิดพฤติกรรม Gaslighting
สำหรับไทยพฤติกรรมในลักษณะของ Gaslighting ถือได้ว่า ยังไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายที่ชัดเจน แต่ในบางประเทศ เช่นในสหราชอารณาจักร Gaslighting ถือว่ามีความผิดทางอาญาตามมาตรา 76 ของ พ.ร.บ.อาชญากรรมร้ายแรง (the Serious Crime Act) มาตั้งแต่ปี 2015 มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี หรือทั้งจำ ทั้งปรับ
โดยในปี 2022 คำว่า ‘Gaslighting’ ถูกใช้เป็นครั้งแรกในคำพิพากษาของศาลสูงในศาลครอบครัว ซึ่งนำโดยชาร์ลอตต์ พราวด์แมน ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน โดยเธอบอกว่า การใช้คำนี้ในการตัดสินของผู้พิพากษาทำให้เกิดความเป็นธรรม และน่าเชื่อถือ
การยอมรับของศาลครั้งนั้น ถือว่าเป็นก้าวสำคัญของกฎหมายครอบครัว ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่การตรวจสอบในเรื่องของการกระทำที่เข้าข่ายเท่านั้น แต่ยังเพิ่มน้ำหนักทางกฎหมายให้กับผลที่ตามมาด้วยเช่นกัน
แม้ความรุนแรงจาก Gaslighting จะไม่ได้ทิ้งบาดแผลไว้บนร่างกาย แต่ทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับการต่อต้านพฤติกรรมดังกล่าว จนเกิดเป็นนโยบายของรัฐบาลบางประเทศ ที่ถึงแม้ความรุนแรงจะไม่ได้ถูกกระทำผ่านทางร่างกาย แต่ความรุนแรงทางด้านจิตใจ ก็ส่งผลต่อผู้ถูกกระทำไม่ต่างกัน
ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม
ที่มารูปภาพ : Pexels handout via Canva
