ทำไมต้องรื้อระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลราชการ ? ปัญหาคืออะไร ระบบใหม่จะเป็นแบบไหน ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทำไมต้องรื้อระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลราชการ ? ปัญหาคืออะไร ระบบใหม่จะเป็นแบบไหน ?

ไม่ใช่เพียงแค่มีจำนวนข้าราชการมาก แต่ค่าใช้จ่ายบุคลากร ไปถึงยอดเบิกค่ารักษาพยาบาลข้าราชการก็ทะลุถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี จนแนวคิดรื้อระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการถูกนำมาพูดถึง 

ทำไมต้องรื้อระบบ ข้าราชการจะถูกตัดสิทธิรักษาพยาบาลไหม สวัสดิการในตอนนี้มีปัญหาอย่างไร ? 

สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดแนวคิดในการปฏิรูประบบรักษาพยาบาลข้าราชการคือ ภาระงบประมาณที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปีระบุว่า งบประมาณในส่วนนี้เพิ่มขึ้นจาก 60,000 ล้านบาทในปี 2560 มาเป็นกว่า 94,200 ล้านบาทในปี 2569-2570 หรือเพิ่มขึ้นถึง 57% และในหลายครั้ง ยอดเบิกจ่ายจริงมักจะสูงกว่าวงเงินที่ตั้งไว้ เช่นในปี 2568 ที่เบิกจ่ายสูงถึง 106,740 ล้านบาท

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้น ได้แก่ 

  1. โครงสร้างประชากรข้าราชการ ที่ปัจจุบันระบบดูแลผู้มีสิทธิและครอบครัวรวมกว่า 5 ล้านคน โดยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเรื้อรังสูงกว่าคนวัยทำงาน

  2. ระบบการจ่ายเงินแบบปลายเปิด (Fee for Service) ให้สิทธิข้าราชการเป็นระบบที่รัฐจ่ายค่ารักษาตามจริงที่สถานพยาบาลเรียกเก็บ โดยไม่มีการกำหนดเพดานงบประมาณต่อหัว ต่างจากระบบบัตรทองที่ใช้การเหมาจ่ายรายหัว ทำให้ควบคุมวงเงินได้ยาก

  3. ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทั้งด้านเทคโนโลยี ยา และวิธีการรักษาใหม่ๆ ที่มีราคาสูงขึ้น ช่วยยืดอายุผู้ป่วยแต่ก็ทำให้ต้นทุนการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต

  4. เศรษฐกิจที่เติบโตช้า ในขณะที่รายจ่ายด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้นในลักษณะอัตราเร่ง แต่เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียงประมาณ 2% ต่อปี ทำให้รายได้ของรัฐเติบโตไม่ทันภาระรายจ่าย

การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การลดค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำและความไร้ประสิทธิภาพของระบบสุขภาพไทย ปัจจุบันประเทศไทยมี 3 กองทุนสุขภาพหลักที่มีการบริหารจัดการแยกส่วนกันอย่างชัดเจน ได้แก่ สิทธิข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง

งานวิจัยในวารสารวิจัยระบบสาธารณสุข ในปี 2566 ของทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย พบว่า ต้นทุนบริการผู้ป่วยนอกของสิทธิข้าราชการสูงกว่าสิทธิบัตรทองถึง 16-30% และสูงกว่าประกันสังคม 25-30% ในสถานพยาบาลระดับเดียวกัน นอกจากนี้ สิทธิข้าราชการยังถูกมองว่ามีสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่าระบบอื่น เช่น การเข้าถึงยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ และการที่สามารถเลือกเข้าโรงพยาบาลระดับตติยภูมิหรือโรงเรียนแพทย์ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านระบบส่งต่อด้วย 

กรมบัญชีกลางในฐานะผู้กำกับดูแลการเบิกจ่าย ได้สะท้อนปัญหาสำคัญที่นำไปสู่การรั่วไหลของงบประมาณ โดยเฉพาะ การทุจริตและการใช้สิทธิเกินความจำเป็น ได้แก่ ปัญหาการช้อปปิ้งยา (Drug Shopping) ที่พบพฤติกรรมผู้ป่วยตระเวนเข้ารับการรักษาในหลายโรงพยาบาลเพื่อรับยาชนิดเดียวกันเกินความจำเป็น หรือนำยาไปจำหน่ายต่อ ซึ่งสร้างความเสียหายสะสมกว่า 200-250 ล้านบาทในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ทั้งข้อจำกัดด้านบุคลากร ในกองสวัสดิการรักษาพยาบาลมีเจ้าหน้าที่รวมลูกจ้างเพียง 50 คน และมีผู้รับหน้าที่ตรวจสอบรายการเบิกจ่ายโดยตรงเพียง 6 คน ขณะที่ปริมาณธุรกรรมเบิกจ่ายยาพุ่งสูงถึง 35 ล้านรายการต่อปี รวมถึงสิทธิข้าราชการครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิตและมีจุดใช้สิทธิที่หลากหลาย ทำให้การตรวจสอบทำได้ยากกว่าระบบประกันภัยทั่วไป

นอกจากนี้ ยังมีการยกผลสำรวจ และค่านิยมของข้าราชการรุ่นใหม่ ที่ระบุว่าข้าราชการอายุต่ำกว่า 30 ปี ต้องการเงินเดือนที่สูงขึ้นมากกว่าการรอรับสวัสดิการหรือบำนาญในอนาคต ทำให้ระบบเดิมอาจไม่ดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่อีกต่อไป 

 

สรุปข่าว

แนวคิดรื้อสวัสดิการข้าราชการเกิดจากงบประมาณพุ่งสูงเกินแสนล้านบาทร่วมกับปัญหาทุจริตช้อปปิ้งยา กรมบัญชีกลางจึงเสนอแผนปฏิรูป 4 ด้าน เช่น บังคับระบบจ่ายตรง และเปิดให้ครอบครัวเลือกใช้สิทธิสุขภาพอื่นได้เพื่อลดภาระการคลัง พร้อมศึกษาการใช้ระบบประกันสุขภาพทดแทนสำหรับข้าราชการใหม่ ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ เตือนถึงผลกระทบ โดยเฉพาะวิกฤตการเงินโรงพยาบาลรัฐและความต่อเนื่องในการรักษาหากมีการปฏิรูปกะทันหัน

ไม่ใช่เพียงแค่มีจำนวนข้าราชการมาก แต่ค่าใช้จ่ายบุคลากร ไปถึงยอดเบิกค่ารักษาพยาบาลข้าราชการก็ทะลุถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี จนแนวคิดรื้อระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการถูกนำมาพูดถึง 

ทำไมต้องรื้อระบบ ข้าราชการจะถูกตัดสิทธิรักษาพยาบาลไหม สวัสดิการในตอนนี้มีปัญหาอย่างไร ? 

สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดแนวคิดในการปฏิรูประบบรักษาพยาบาลข้าราชการคือ ภาระงบประมาณที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปีระบุว่า งบประมาณในส่วนนี้เพิ่มขึ้นจาก 60,000 ล้านบาทในปี 2560 มาเป็นกว่า 94,200 ล้านบาทในปี 2569-2570 หรือเพิ่มขึ้นถึง 57% และในหลายครั้ง ยอดเบิกจ่ายจริงมักจะสูงกว่าวงเงินที่ตั้งไว้ เช่นในปี 2568 ที่เบิกจ่ายสูงถึง 106,740 ล้านบาท

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้น ได้แก่ 

  1. โครงสร้างประชากรข้าราชการ ที่ปัจจุบันระบบดูแลผู้มีสิทธิและครอบครัวรวมกว่า 5 ล้านคน โดยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเรื้อรังสูงกว่าคนวัยทำงาน

  2. ระบบการจ่ายเงินแบบปลายเปิด (Fee for Service) ให้สิทธิข้าราชการเป็นระบบที่รัฐจ่ายค่ารักษาตามจริงที่สถานพยาบาลเรียกเก็บ โดยไม่มีการกำหนดเพดานงบประมาณต่อหัว ต่างจากระบบบัตรทองที่ใช้การเหมาจ่ายรายหัว ทำให้ควบคุมวงเงินได้ยาก

  3. ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทั้งด้านเทคโนโลยี ยา และวิธีการรักษาใหม่ๆ ที่มีราคาสูงขึ้น ช่วยยืดอายุผู้ป่วยแต่ก็ทำให้ต้นทุนการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต

  4. เศรษฐกิจที่เติบโตช้า ในขณะที่รายจ่ายด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้นในลักษณะอัตราเร่ง แต่เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียงประมาณ 2% ต่อปี ทำให้รายได้ของรัฐเติบโตไม่ทันภาระรายจ่าย

การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การลดค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำและความไร้ประสิทธิภาพของระบบสุขภาพไทย ปัจจุบันประเทศไทยมี 3 กองทุนสุขภาพหลักที่มีการบริหารจัดการแยกส่วนกันอย่างชัดเจน ได้แก่ สิทธิข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง

งานวิจัยในวารสารวิจัยระบบสาธารณสุข ในปี 2566 ของทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย พบว่า ต้นทุนบริการผู้ป่วยนอกของสิทธิข้าราชการสูงกว่าสิทธิบัตรทองถึง 16-30% และสูงกว่าประกันสังคม 25-30% ในสถานพยาบาลระดับเดียวกัน นอกจากนี้ สิทธิข้าราชการยังถูกมองว่ามีสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่าระบบอื่น เช่น การเข้าถึงยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ และการที่สามารถเลือกเข้าโรงพยาบาลระดับตติยภูมิหรือโรงเรียนแพทย์ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านระบบส่งต่อด้วย 

กรมบัญชีกลางในฐานะผู้กำกับดูแลการเบิกจ่าย ได้สะท้อนปัญหาสำคัญที่นำไปสู่การรั่วไหลของงบประมาณ โดยเฉพาะ การทุจริตและการใช้สิทธิเกินความจำเป็น ได้แก่ ปัญหาการช้อปปิ้งยา (Drug Shopping) ที่พบพฤติกรรมผู้ป่วยตระเวนเข้ารับการรักษาในหลายโรงพยาบาลเพื่อรับยาชนิดเดียวกันเกินความจำเป็น หรือนำยาไปจำหน่ายต่อ ซึ่งสร้างความเสียหายสะสมกว่า 200-250 ล้านบาทในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ทั้งข้อจำกัดด้านบุคลากร ในกองสวัสดิการรักษาพยาบาลมีเจ้าหน้าที่รวมลูกจ้างเพียง 50 คน และมีผู้รับหน้าที่ตรวจสอบรายการเบิกจ่ายโดยตรงเพียง 6 คน ขณะที่ปริมาณธุรกรรมเบิกจ่ายยาพุ่งสูงถึง 35 ล้านรายการต่อปี รวมถึงสิทธิข้าราชการครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิตและมีจุดใช้สิทธิที่หลากหลาย ทำให้การตรวจสอบทำได้ยากกว่าระบบประกันภัยทั่วไป

นอกจากนี้ ยังมีการยกผลสำรวจ และค่านิยมของข้าราชการรุ่นใหม่ ที่ระบุว่าข้าราชการอายุต่ำกว่า 30 ปี ต้องการเงินเดือนที่สูงขึ้นมากกว่าการรอรับสวัสดิการหรือบำนาญในอนาคต ทำให้ระบบเดิมอาจไม่ดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่อีกต่อไป 

 

แผนการปฏิรูปใหม่เป็นอย่างไร ? ราชการจะได้ระบบแบบไหน ?

รัฐบาลภายใต้การนำของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และกรมบัญชีกลาง ได้เตรียมแผนการปฏิรูปใหญ่ที่คาดว่าจะเห็นผลในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีประเด็นหลัก 4 ข้อคือ 

  1. ระบบการจ่ายตรง (Direct Billing) ที่กำหนดให้สถานพยาบาลทุกแห่งต้องเบิกค่ารักษาผ่านระบบจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลางเท่านั้น เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น

  2. เปิดทางให้สมาชิกครอบครัวข้าราชการสามารถเลือกใช้สิทธิอื่นได้ เช่น บัตรทองหรือประกันสังคม จากเดิมที่ถูกบังคับให้ใช้สิทธิข้าราชการเพียงอย่างเดียว เพื่อลดภาระของกองทุน CSMBS

  3. มาตรการลงโทษผู้ทุจริต หากพบว่าบุคคลในครอบครัวทุจริตการใช้สิทธิ จะถูกตัดสิทธิการเบิกจ่ายทั้งครอบครัว รวมถึงตัวข้าราชการเจ้าของสิทธิด้วย

  4. ผลักดันให้สถานพยาบาลจ่ายยาที่ผลิตในประเทศก่อนยานำเข้า ซึ่งมีราคาต่างกันมากกว่า 10 เท่า และงดการเสิร์ฟอาหารว่างที่ส่งผลต่อโรค NCDs ในส่วนราชการ

ถึงอย่างนั้น ก็มีความเห็นของ นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า อายุรแพทย์ระบบประสาท ที่เตือนถึงผลกระทบหากปฏิรูปแบบหักดิบ ว่าจะกระทบวิกฤตการเงินโรงพยาบาลรัฐ ที่อาจขาดทุน และเสียรายได้จากการชดเชยค่ารักษาตามต้นทุนจริง, อาจขาดความต่อเนื่องในการรักษา หากเปลี่ยนแพทย์, ภาวะสมองไหลสู่ภาคเอกชนมากขึ้นเนื่องจากรายได้โรงพยาบาลรัฐลดลง ไปถึงเสถียรภาพของระบบสาธารณสุข ที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่น และแรงต้านจากราชการได้ 

ข้าราชการในต่างประเทศ ได้สวัสดิการการรักษาอย่างไรบ้าง ?

ข้าราชการในแต่ละประเทศ ต่างก็มีระบบ และได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาลที่แตกต่างกัน โดย สิงคโปร์ ประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีข้าราชการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น ได้รับความคุ้มครองผู้ป่วยนอก ทันตกรรม และการรักษาในโรงพยาบาลอย่างครอบคลุม คือได้เงินอุดหนุนผู้ป่วยนอกประจําปี 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (โดยจํากัดไว้ที่ 50 ดอลลาร์ต่อครั้ง) เงินอุดหนุนทันตกรรมประจําปี 250 ดอลลาร์สิงคโปร์ 

ข้าราชการสวิสเซอร์แลนด์  แต่ละคนต้องพึ่งพาการประกันภัยเอกชนภาคบังคับที่ควบคุมโดยรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งพวกเขาจะได้รับแพ็คเกจประกันที่ดีที่สุด 

หรือข้าราชการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เองก็สามารถเข้าถึงโครงการผลประโยชน์ด้านสุขภาพของพนักงานของรัฐบาลกลาง (FEHB) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแผนที่ได้รับการสนับสนุนจากนายจ้างที่ครอบคลุมที่สุดทั่วโลก ซึ่งสหรัฐฯ มีความคล้ายคลึงไทยตรงที่ คลอบคลุมครอบครัว คู่สมรส และบุตรจนถึงอายุ 26 ปีด้วย

แต่ใดๆ แผนใหม่ของไทยนั้นก็ยังไม่เป็นที่แน่นอน แต่กรมบัญชีกลางจะใช้เวลาประมา 1 เดือนในการสรุปรับฟังความเห็น ก่อนรวมข้อเสนอทำร่างกฎหมายให้คณะรัฐมนตรีต่อไป

ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม

ที่มารูปภาพ : Freepik

แท็กบทความ

ข้าราชการ
ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลราชการ
เออร์รี่รีไทร์
งบบุคลากรภาครัฐโรงพยาบาลรัฐ