โรงพยาบาลรัฐขาดทุนจริงหรือ? เปิดตัวเลขรายรับต่ำกว่ารายจ่าย แม้รับงบบัตรทองกว่า 1 แสนล้านบาท

Share on Line Share on Facebook Share on X
โรงพยาบาลรัฐขาดทุนจริงหรือ? เปิดตัวเลขรายรับต่ำกว่ารายจ่าย แม้รับงบบัตรทองกว่า 1 แสนล้านบาท

โรงพยาบาลรัฐขาดทุนจริงหรือ? เปิดตัวเลขรายรับต่ำกว่ารายจ่าย แม้รับงบบัตรทองกว่า 1 แสนล้านบาท

ประเด็นสถานะการเงินของโรงพยาบาลรัฐกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยข้อมูลว่า โรงพยาบาลในสังกัดมีรายรับต่ำกว่ารายจ่ายจริง แม้ได้รับงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) กว่า 107,731 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนการให้บริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ภาระการดูแลประชาชนและค่าจ้างบุคลากรยังสูงกว่างบประมาณที่ได้รับ

ข้อมูลดังกล่าวถูกนำเสนอในโครงการสัมมนาเชิงนโยบายระดับประเทศ เรื่อง "การปฏิรูประบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพระบบบัตรทอง และสนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง" ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569

สรุปข่าว

กระทรวงสาธารณสุขเผย โรงพยาบาลในสังกัดมีรายรับต่ำกว่ารายจ่าย แม้ได้รับงบกองทุนบัตรทอง 107,731 ล้านบาท เนื่องจากดูแลประชาชนกว่า 41 ล้านคน พร้อมรับภาระค่าจ้างบุคลากรและต้นทุนการรักษาที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีโรงพยาบาลประมาณ 400 แห่งที่มีสถานะการเงินติดลบ

โรงพยาบาลรัฐขาดทุนจริงหรือ? เปิดตัวเลขรายรับต่ำกว่ารายจ่าย แม้รับงบบัตรทองกว่า 1 แสนล้านบาท

ประเด็นสถานะการเงินของโรงพยาบาลรัฐกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยข้อมูลว่า โรงพยาบาลในสังกัดมีรายรับต่ำกว่ารายจ่ายจริง แม้ได้รับงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) กว่า 107,731 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนการให้บริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ภาระการดูแลประชาชนและค่าจ้างบุคลากรยังสูงกว่างบประมาณที่ได้รับ

ข้อมูลดังกล่าวถูกนำเสนอในโครงการสัมมนาเชิงนโยบายระดับประเทศ เรื่อง "การปฏิรูประบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพระบบบัตรทอง และสนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง" ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569

กระทรวงสาธารณสุขดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 41 ล้านคน

นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ให้บริการหลักของระบบบัตรทอง โดยรับดูแลประชาชนผู้ใช้สิทธิประมาณ 41.13 ล้านคน จากผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั้งหมด 47.15 ล้านคน หรือคิดเป็น 87% ของผู้ใช้สิทธิทั่วประเทศ

ขณะที่งบประมาณจากกองทุนบัตรทองที่จัดสรรให้กระทรวงสาธารณสุขคิดเป็น 64% ของงบทั้งหมด หรือประมาณ 107,731 ล้านบาท

เหตุใดโรงพยาบาลยังมีภาวะขาดดุล

แม้ได้รับงบประมาณจำนวนมาก แต่กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า อัตราการจ่ายค่าบริการในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและต้นทุนการดำเนินงานปรับตัวสูงขึ้น

กระทรวงสาธารณสุขยังมีภารกิจให้บริการประชาชนทุกสิทธิการรักษา โดยไม่สามารถปฏิเสธผู้ป่วยได้ ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โรงพยาบาลกว่า 400 แห่งมีสถานะการเงินติดลบ

ข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่า ปัจจุบันมีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขประมาณ 400 แห่ง ที่มีสถานะการเงินติดลบ

ส่วนเงินบำรุงโรงพยาบาลคงเหลือรวม 18,978.36 ล้านบาท ซึ่งสามารถรองรับการดำเนินงานได้ประมาณ 3 เดือน ก่อนที่จะได้รับงบประมาณรอบใหม่เข้ามาหมุนเวียน

นพ.สุภโชค ระบุว่า หลังสถานการณ์โควิด-19 โรงพยาบาลเคยมีเงินสะสมอยู่ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการจ่ายค่าบริการยังไม่ทันกับต้นทุน ส่งผลให้หลายแห่งกลับเข้าสู่ภาวะขาดดุลอีกครั้ง

ภาระค่าจ้างบุคลากรเป็นอีกปัจจัยสำคัญ

อีกหนึ่งปัจจัยที่กระทบต่อฐานะการเงินของโรงพยาบาล คือภาระค่าจ้างบุคลากร ทั้งข้าราชการและบุคลากรที่ไม่ใช่ข้าราชการ

เนื่องจากข้อจำกัดด้านการบรรจุอัตรากำลัง ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งต้องใช้งบประมาณนอกระบบมาจ้างบุคลากรเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงเสนอให้มีการพิจารณาปรับระบบงบประมาณให้สอดคล้องกับภาระการให้บริการจริง เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับการดูแลประชาชนได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

 

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Freepik

บรรณาธิการออนไลน์