เทสลาเตรียมยุติการผลิต Cybertruck กลางปี 2027 เปิดทางให้ Cybercab

บริษัท Tesla ประกาศเตรียมยุติการผลิตรถกระบะไฟฟ้า Cybertruck ที่โรงงาน Gigafactory Texas ในช่วงกลางปี 2027 โดยอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเทสลา เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่สายการผลิตไปรองรับการผลิตแท็กซี่ไร้คนขับ Cybercab ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
สรุปข่าว
บริษัท Tesla ประกาศเตรียมยุติการผลิตรถกระบะไฟฟ้า Cybertruck ที่โรงงาน Gigafactory Texas ในช่วงกลางปี 2027 โดยอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเทสลา เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่สายการผลิตไปรองรับการผลิตแท็กซี่ไร้คนขับ Cybercab ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
⬛️ สาเหตุการยุติการผลิตและปรับทิศทางสู่ยานยนต์ไร้คนขับ
การปรับลดและยุติสายการผลิตในครั้งนี้ไม่ได้มีปัจจัยมาจากความต้องการพื้นที่สำหรับไซเบอร์แค็บเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการปรับทิศทางองค์กรของเทสลาไปสู่การเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ระบบขับขี่อัตโนมัติและหุ่นยนต์ ประกอบกับยอดขายไซเบอร์ทรักที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเชิงพาณิชย์ โดยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 เทสลาส่งมอบไซเบอร์ทรักได้เพียง 8,295 คัน
ในขณะที่ข้อมูลประเมินจาก เคลลีย์ บลูบุ๊ก (Kelley Blue Book) ระบุว่ายอดขายรวมในปี 2025 อยู่ที่ 20,237 คัน ซึ่งลดลงราวครึ่งหนึ่งจากปีก่อนหน้า และปรับตัวลดลงต่อเนื่องอีก 28% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2026
นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมและมิติตัวถังขนาดใหญ่ของไซเบอร์ทรักยังสร้างอุปสรรคต่อทีมวิศวกรปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ขับขี่อัตโนมัติ Full Self-Driving: FSD เนื่องจากต้องปรับแต่งโค้ดเฉพาะสำหรับจุดอับสายตาและขนาดรถที่แตกต่างจากรถรุ่นอื่นอย่าง Model 3 และ Model Y ซึ่งเทสลาเคยยุติการผลิตรถรุ่น Model S และ Model X ไปแล้วก่อนหน้านี้เพื่อปรับลดภาระงานซอฟต์แวร์เช่นเดียวกัน
⬛️ ยอดขาย ประวัติการพัฒนา และบทเรียนทางวิศวกรรม
สำหรับ Cybertruck เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2019 พร้อมสร้างกระแสด้วยดีไซน์ทรงเหลี่ยมและตัวถังเหล็กกล้าไร้สนิม ทว่ากระบวนการผลิตกลับเผชิญความล่าช้านานเกือบ 4 ปี เนื่องจากความซับซ้อนของการใช้เครื่องปั๊มขึ้นรูปขนาด 9,000 ตัน จากบริษัท IDRA ประเทศอิตาลี จนกระทั่งสามารถส่งมอบรถคันแรกให้แก่ลูกค้าได้ในเดือนพฤศจิกายน 2023
ด้านราคาจำหน่าย เดิมทีอีลอน มัสก์ เคยตั้งเป้าหมายราคาเริ่มต้นไว้ต่ำกว่า 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.4 ล้านบาท ถึง 49,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.75 ล้านบาท แต่เมื่อออกวางจำหน่ายจริง ราคากลับพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว โดยรุ่นแรกอย่าง Foundation Series มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 59,000 หรือ 2.06 ล้านบาท ถึง 86,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.01 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ผู้สั่งจองจำนวนมากยกเลิกสิทธิ์การซื้อ
⬛️ ความเชื่อมั่นของเจ้าของรถและการสนับสนุนอะไหล่ในระยะยาว
แม้การผลิตจะสิ้นสุดลง แต่ เวส มอร์ริลล์ (Wes Morrill) หัวหน้านักพัฒนาวิศวกรรมไซเบอร์ทรักของเทสลา ยืนยันผ่านเอ็กซ์ว่า "บริษัทจะยังคงสำรองอะไหล่และให้บริการดูแลรักษาหลังการขายแก่ลูกค้าระยะยาวอย่างแน่นอน ขณะที่เจ้าของรถในรัฐเท็กซัสรายหนึ่งซึ่งขับขี่ไปแล้วกว่า 60,000 ไมล์ หรือ 96,500 กิโลเมตร นับตั้งแต่รับรถในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ระบุว่าจะยังคงใช้งานรถคันนี้ต่อไปในระยะยาว
ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนของเทสลาครั้งนี้นับเป็นการจัดสรรทรัพยากรไปสู่เทคโนโลยีระบบขับขี่อัตโนมัติอย่างเต็มตัว ขณะที่ฝูงรถไซเบอร์ทรักที่ผลิตไปแล้วจะยังคงทำหน้าที่บนท้องถนนต่อไปอีกเป็นเวลานานตามคำยืนยันของผู้บริหาร
- ส่องจอ “Tesla Roadster” ถอดแบบจอนักบิน “เครื่องบินรบ” ขุมพลังหัวฉีด 5,500 PSI
- Tesla เปิดตัว Roadster รถบินได้ ผนึก SpaceX ท้าชน BYD ชิงตลาดอีวีโลก
- "Tesla" ปลุกตำนาน Roadster สปอร์ตไฟฟ้าเร่งต่ำกว่า 1 วินาที
- เจาะลึก Cold-Gas Thruster เทคโนโลยีอวกาศในรถสปอร์ต Tesla Roadster
- เทสลาเปิดตัว Tesla Roadster บินได้ เร่ง 0-60 ไมล์ใน 0.59 วินาที
ที่มาข้อมูล : Tesla, AP, electrek
ที่มารูปภาพ : Tesla, AP, electrek
