Tesla เปิดตัว Roadster รถบินได้ ผนึก SpaceX ท้าชน BYD ชิงตลาดอีวีโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X

เทสลา (Tesla) เปิดตัว Roadster รถสปอร์ตไฟฟ้ารุ่นใหม่ ชูเทคโนโลยีระบบขับดันที่พัฒนาร่วมกับ SpaceX พร้อมสาธิตความสามารถในการยกตัวและหมุนกลางอากาศ ตั้งเป้าเริ่มผลิตปี 2028 ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะ BYD จากจีน ซึ่งยังมียอดขายรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วนสูงกว่าเทสลา

การเปิดตัว Roadster เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา กลายเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญของเทสลา หลังจากบริษัทเผยโฉมรถต้นแบบครั้งแรกในปี 2017 และเลื่อนแผนการผลิตมาแล้วหลายครั้ง

จุดเด่นของ Roadster รุ่นใหม่อยู่ที่ความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีอวกาศ สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ซึ่งนำความรู้ด้านระบบขับดันมาต่อยอดกับรถสปอร์ตไฟฟ้า เพื่อสร้างความแตกต่างจากการแข่งขันด้านราคาและระยะทางขับขี่

Tesla Roadster ชูระบบขับดัน เปิดตัว 3 รุ่น ตั้งเป้าผลิตปี 2028

ข้อมูลการเปิดตัวระบุว่า Roadster มีการนำเสนอ 3 รูปแบบ ได้แก่ รุ่น Performance, Thrust และ Rocket ซึ่งมีคุณสมบัติและกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน

รุ่น Performance เป็นรถสปอร์ตไฟฟ้าสองที่นั่ง มาพร้อมระบบแอโรไดนามิกแบบปรับได้ และระบบดูดอากาศเพื่อเพิ่มแรงกดตัวรถ

รุ่น Thrust เพิ่มระบบขับดันเพื่อช่วยเร่งความเร็ว โดยเปิดรับจองแบบจำกัดสำหรับตลาดสหรัฐฯ เงินจองของรุ่น Performance และ Thrust อยู่ที่ 50,000 ดอลลาร์ และ 250,000 ดอลลาร์ ตามลำดับ

ส่วนรุ่น Rocket เป็นรถที่นั่งเดียวพร้อมระบบขับดันสำหรับการยกตัว โดยจำกัดการซื้อเฉพาะผู้ได้รับคำเชิญ และยังไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้งานบนถนนสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม เทสลาตั้งเป้าเริ่มผลิต Roadster ในปี 2028 โดยข้อตกลงการจองระบุว่ารถยังอยู่ระหว่างพัฒนา ราคาจำหน่ายสุดท้ายต้องยืนยันภายหลัง และบริษัทไม่สามารถรับประกันการส่งมอบได้

ดังนั้น แม้เทคโนโลยีของ Roadster จะสร้างความสนใจอย่างมาก แต่ความสามารถในการยกตัวหรือบินยังต้องแยกจากการได้รับอนุญาตให้ใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์

ในมุมธุรกิจ Roadster อาจมีบทบาทสำคัญด้านการแสดงศักยภาพทางวิศวกรรม สร้างภาพลักษณ์ด้านนวัตกรรม และดึงดูดบุคลากร มากกว่าการเป็นแหล่งกำไรหลักจากยอดขายรถยนต์

ความสำเร็จจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความตื่นเต้นจากการเปิดตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาความพร้อมในการผลิต ราคาจำหน่าย และความสามารถในการส่งมอบให้ลูกค้า

ยอดส่งมอบ Tesla ปี 2026 ฟื้นตัว แต่ไตรมาส 3 ยังลดลง

แม้ Roadster จะช่วยสร้างกระแสให้เทสลา แต่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าหลักยังต้องเผชิญการแข่งขันอย่างหนัก

ข้อมูลจากเทสลาระบุว่า ปี 2024 บริษัทส่งมอบรถยนต์จำนวน 1,789,226 คัน ก่อนลดลงเหลือ 1,636,129 คันในปี 2025 หรือหดตัว 8.56%

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 เทสลาส่งมอบรถยนต์รวม 1,324,681 คัน เพิ่มขึ้น 8.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่ายอดส่งมอบสะสมกลับมาขยายตัว

หากพิจารณาเฉพาะไตรมาส 3 ปี 2026 เทสลาส่งมอบรถยนต์ 486,532 คัน ลดลง 2.13% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ยังสูงกว่าไตรมาส 2 ซึ่งส่งมอบประมาณ 480,000 คัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ยอดส่งมอบสะสมจะฟื้นตัว แต่ยอดขายรายไตรมาสยังมีความท้าทาย

Reuters รายงานว่า ผู้บริโภคในสหรัฐฯ เร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนสิทธิประโยชน์ทางภาษีมูลค่า 7,500 ดอลลาร์สิ้นสุดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนยอดส่งมอบในไตรมาส 3 ขณะที่การฟื้นตัวของตลาดยุโรปมีส่วนช่วยหนุนยอดขายด้วย

ทั้งนี้ เทสลาระบุว่า จำนวนรถที่ส่งมอบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสะท้อนผลประกอบการทั้งหมดได้ เนื่องจากยังต้องพิจารณาราคาขายเฉลี่ย ต้นทุนการผลิต และอัตราแลกเปลี่ยนประกอบกัน

การฟื้นตัวของยอดขายจึงต้องติดตามควบคู่กับความสามารถในการรักษากำไรต่อคัน โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนกำลังขยายการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

BYD แซง Tesla ยอดขายรถไฟฟ้า ทิ้งห่างกว่า 3 แสนคัน

หนึ่งในคู่แข่งสำคัญของเทสลาคือ บีวายดี (BYD) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านปริมาณขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน หรือ BEV

ข้อมูลที่ CnEVPost รวบรวมจากรายงานของทั้งสองบริษัทระบุว่า ปี 2025 BYD ขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วนประมาณ 2.26 ล้านคัน สูงกว่าเทสลาที่มียอดส่งมอบประมาณ 1.64 ล้านคัน นับเป็นปีแรกที่ BYD แซงเทสลาในยอดขายรถไฟฟ้าประเภทนี้ตลอดทั้งปี

สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 BYD ขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วนประมาณ 1.63 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 1.50% ขณะที่เทสลาส่งมอบประมาณ 1.32 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 8.77%

แม้เทสลาจะมีอัตราการเติบโตสูงกว่า แต่ BYD ยังคงนำด้านปริมาณขายประมาณ 305,000 คัน

หากพิจารณาเฉพาะไตรมาส 3 ปี 2026 BYD ขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วนประมาณ 762,000 คัน ขณะที่เทสลาส่งมอบประมาณ 487,000 คัน สะท้อนความแตกต่างด้านขนาดตลาดที่ทั้งสองบริษัทเข้าถึง

อย่างไรก็ตาม ยอดขายที่สูงกว่าไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะมีกำไรต่อคันสูงกว่าเสมอไป เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนและกลยุทธ์ราคาของแต่ละบริษัทแตกต่างกัน

การแข่งขันยังขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดย Reuters รายงานอ้างข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ที่เข้าพบผู้บริหาร BYD ว่า บริษัทคาดการณ์ยอดส่งมอบรถไปต่างประเทศประมาณ 1.9–2 ล้านคันในปี 2026 และมากกว่า 2.5 ล้านคันในปี 2027

นอกจากนี้ แบรนด์รถยนต์จีน รวมถึง เดนซา (Denza) ของ BYD ยังเดินหน้ารุกตลาดรถยนต์ระดับบนในยุโรป โดยใช้เทคโนโลยีระบบช่วยขับและการชาร์จเร็วเป็นจุดขาย

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เทสลาต้องสร้างความแตกต่างด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ใช้งาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว


สรุปข่าว

Tesla เปิดตัวรถสปอร์ตไฟฟ้า Roadster รุ่นใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ SpaceX ชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยีระบบขับดันและการบิน ตั้งเป้าผลิตในปี 2028 เพื่อสร้างภาพลักษณ์นวัตกรรมและสู้ศึกอีวี ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงกับ BYD จากจีนที่ยังคงครองแชมป์ยอดขายรถไฟฟ้าแบตเตอรี่สูงสุด นอกจากนี้ ยังมีกระแสคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการระหว่าง Tesla และ SpaceX เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยี AI ชิป และพลังงาน แต่ความท้าทายสำคัญของ Tesla ยังคงอยู่ที่ความสามารถในการผลิตจริง การส่งมอบตามแผน และการรักษาความสามารถในการทำกำไรให้ได้ท่ามกลางตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการแข่งขันสูง

เทสลา (Tesla) เปิดตัว Roadster รถสปอร์ตไฟฟ้ารุ่นใหม่ ชูเทคโนโลยีระบบขับดันที่พัฒนาร่วมกับ SpaceX พร้อมสาธิตความสามารถในการยกตัวและหมุนกลางอากาศ ตั้งเป้าเริ่มผลิตปี 2028 ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะ BYD จากจีน ซึ่งยังมียอดขายรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วนสูงกว่าเทสลา

การเปิดตัว Roadster เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา กลายเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญของเทสลา หลังจากบริษัทเผยโฉมรถต้นแบบครั้งแรกในปี 2017 และเลื่อนแผนการผลิตมาแล้วหลายครั้ง

จุดเด่นของ Roadster รุ่นใหม่อยู่ที่ความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีอวกาศ สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ซึ่งนำความรู้ด้านระบบขับดันมาต่อยอดกับรถสปอร์ตไฟฟ้า เพื่อสร้างความแตกต่างจากการแข่งขันด้านราคาและระยะทางขับขี่

Tesla Roadster ชูระบบขับดัน เปิดตัว 3 รุ่น ตั้งเป้าผลิตปี 2028

ข้อมูลการเปิดตัวระบุว่า Roadster มีการนำเสนอ 3 รูปแบบ ได้แก่ รุ่น Performance, Thrust และ Rocket ซึ่งมีคุณสมบัติและกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน

รุ่น Performance เป็นรถสปอร์ตไฟฟ้าสองที่นั่ง มาพร้อมระบบแอโรไดนามิกแบบปรับได้ และระบบดูดอากาศเพื่อเพิ่มแรงกดตัวรถ

รุ่น Thrust เพิ่มระบบขับดันเพื่อช่วยเร่งความเร็ว โดยเปิดรับจองแบบจำกัดสำหรับตลาดสหรัฐฯ เงินจองของรุ่น Performance และ Thrust อยู่ที่ 50,000 ดอลลาร์ และ 250,000 ดอลลาร์ ตามลำดับ

ส่วนรุ่น Rocket เป็นรถที่นั่งเดียวพร้อมระบบขับดันสำหรับการยกตัว โดยจำกัดการซื้อเฉพาะผู้ได้รับคำเชิญ และยังไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้งานบนถนนสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม เทสลาตั้งเป้าเริ่มผลิต Roadster ในปี 2028 โดยข้อตกลงการจองระบุว่ารถยังอยู่ระหว่างพัฒนา ราคาจำหน่ายสุดท้ายต้องยืนยันภายหลัง และบริษัทไม่สามารถรับประกันการส่งมอบได้

ดังนั้น แม้เทคโนโลยีของ Roadster จะสร้างความสนใจอย่างมาก แต่ความสามารถในการยกตัวหรือบินยังต้องแยกจากการได้รับอนุญาตให้ใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์

ในมุมธุรกิจ Roadster อาจมีบทบาทสำคัญด้านการแสดงศักยภาพทางวิศวกรรม สร้างภาพลักษณ์ด้านนวัตกรรม และดึงดูดบุคลากร มากกว่าการเป็นแหล่งกำไรหลักจากยอดขายรถยนต์

ความสำเร็จจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความตื่นเต้นจากการเปิดตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาความพร้อมในการผลิต ราคาจำหน่าย และความสามารถในการส่งมอบให้ลูกค้า

ยอดส่งมอบ Tesla ปี 2026 ฟื้นตัว แต่ไตรมาส 3 ยังลดลง

แม้ Roadster จะช่วยสร้างกระแสให้เทสลา แต่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าหลักยังต้องเผชิญการแข่งขันอย่างหนัก

ข้อมูลจากเทสลาระบุว่า ปี 2024 บริษัทส่งมอบรถยนต์จำนวน 1,789,226 คัน ก่อนลดลงเหลือ 1,636,129 คันในปี 2025 หรือหดตัว 8.56%

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 เทสลาส่งมอบรถยนต์รวม 1,324,681 คัน เพิ่มขึ้น 8.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่ายอดส่งมอบสะสมกลับมาขยายตัว

หากพิจารณาเฉพาะไตรมาส 3 ปี 2026 เทสลาส่งมอบรถยนต์ 486,532 คัน ลดลง 2.13% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ยังสูงกว่าไตรมาส 2 ซึ่งส่งมอบประมาณ 480,000 คัน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ยอดส่งมอบสะสมจะฟื้นตัว แต่ยอดขายรายไตรมาสยังมีความท้าทาย

Reuters รายงานว่า ผู้บริโภคในสหรัฐฯ เร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนสิทธิประโยชน์ทางภาษีมูลค่า 7,500 ดอลลาร์สิ้นสุดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนยอดส่งมอบในไตรมาส 3 ขณะที่การฟื้นตัวของตลาดยุโรปมีส่วนช่วยหนุนยอดขายด้วย

ทั้งนี้ เทสลาระบุว่า จำนวนรถที่ส่งมอบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสะท้อนผลประกอบการทั้งหมดได้ เนื่องจากยังต้องพิจารณาราคาขายเฉลี่ย ต้นทุนการผลิต และอัตราแลกเปลี่ยนประกอบกัน

การฟื้นตัวของยอดขายจึงต้องติดตามควบคู่กับความสามารถในการรักษากำไรต่อคัน โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนกำลังขยายการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

BYD แซง Tesla ยอดขายรถไฟฟ้า ทิ้งห่างกว่า 3 แสนคัน

หนึ่งในคู่แข่งสำคัญของเทสลาคือ บีวายดี (BYD) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านปริมาณขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน หรือ BEV

ข้อมูลที่ CnEVPost รวบรวมจากรายงานของทั้งสองบริษัทระบุว่า ปี 2025 BYD ขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วนประมาณ 2.26 ล้านคัน สูงกว่าเทสลาที่มียอดส่งมอบประมาณ 1.64 ล้านคัน นับเป็นปีแรกที่ BYD แซงเทสลาในยอดขายรถไฟฟ้าประเภทนี้ตลอดทั้งปี

สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 BYD ขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วนประมาณ 1.63 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 1.50% ขณะที่เทสลาส่งมอบประมาณ 1.32 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 8.77%

แม้เทสลาจะมีอัตราการเติบโตสูงกว่า แต่ BYD ยังคงนำด้านปริมาณขายประมาณ 305,000 คัน

หากพิจารณาเฉพาะไตรมาส 3 ปี 2026 BYD ขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วนประมาณ 762,000 คัน ขณะที่เทสลาส่งมอบประมาณ 487,000 คัน สะท้อนความแตกต่างด้านขนาดตลาดที่ทั้งสองบริษัทเข้าถึง

อย่างไรก็ตาม ยอดขายที่สูงกว่าไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะมีกำไรต่อคันสูงกว่าเสมอไป เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนและกลยุทธ์ราคาของแต่ละบริษัทแตกต่างกัน

การแข่งขันยังขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดย Reuters รายงานอ้างข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ที่เข้าพบผู้บริหาร BYD ว่า บริษัทคาดการณ์ยอดส่งมอบรถไปต่างประเทศประมาณ 1.9–2 ล้านคันในปี 2026 และมากกว่า 2.5 ล้านคันในปี 2027

นอกจากนี้ แบรนด์รถยนต์จีน รวมถึง เดนซา (Denza) ของ BYD ยังเดินหน้ารุกตลาดรถยนต์ระดับบนในยุโรป โดยใช้เทคโนโลยีระบบช่วยขับและการชาร์จเร็วเป็นจุดขาย

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เทสลาต้องสร้างความแตกต่างด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ใช้งาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว


Tesla–SpaceX ถูกจับตาควบรวม เชื่อมธุรกิจ AI ชิป และพลังงาน

นอกจากการแข่งขันด้านรถยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือระหว่าง Tesla และ SpaceX ยังทำให้เกิดกระแสคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคตของทั้งสองบริษัท

Reuters รายงานว่า วิศวกรของ Tesla และ SpaceX ทำงานร่วมกันในการพัฒนา Roadster ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีจากอุตสาหกรรมอวกาศมาประยุกต์ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า อีลอน มัสก์ (Elon Musk) โพสต์ข้อความ “Tesla x SpaceX” พร้อมลิงก์ถ่ายทอดสดการเปิดตัว Roadster ส่งผลให้กระแสคาดการณ์เรื่องการควบรวมกิจการกลับมาได้รับความสนใจ

มีการประเมินว่าทั้งสองบริษัทอาจประกาศแผนควบรวมภายในปี 2026 ก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นเทสลา อย่างไรก็ตาม Tesla และ SpaceX ยังไม่ได้ประกาศยืนยันการควบรวมอย่างเป็นทางการ

ประเด็นที่ถูกจับตาคือโอกาสเชื่อมโยงธุรกิจเทคโนโลยีหลายด้าน ทั้งปัญญาประดิษฐ์ ชิปประมวลผล พลังงาน รถยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจอวกาศ

ปัจจุบันทั้งสองบริษัทมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจอยู่แล้ว โดย SpaceX ซื้อรถ Cybertruck ขณะที่ xAI เป็นลูกค้าระบบกักเก็บพลังงานของ Tesla รวมถึงมีความร่วมมือเกี่ยวกับโครงการผลิตชิป Terafab ซึ่งเชื่อมโยงกับความต้องการประมวลผลของรถยนต์ หุ่นยนต์ และธุรกิจอวกาศ

หากสามารถใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาสินค้าและลดความซ้ำซ้อนของการลงทุนบางส่วน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การรวมธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงอาจเพิ่มภาระทางการเงิน หากโครงการใหม่ไม่สามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมาย

ดังนั้น ประโยชน์จากการควบรวมยังต้องพิจารณาทั้งต้นทุน เงินลงทุน ความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความสามารถในการสร้างกำไร ไม่ใช่เพียงความน่าสนใจของเทคโนโลยี


Roadster จะช่วย Tesla แข่งขันกับรถอีวีจีนได้แค่ไหน

การเปิดตัว Roadster สะท้อนกลยุทธ์ของเทสลาที่พยายามสร้างความแตกต่างผ่านนวัตกรรม โดยใช้ความร่วมมือกับ SpaceX เป็นจุดแข็งด้านวิศวกรรม

อย่างไรก็ตาม ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ BYD และผู้ผลิตจีนรายอื่นยังเดินหน้าขยายยอดขายและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเทสลา ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีโดดเด่น แต่ต้องเปลี่ยนความสามารถดังกล่าวให้เป็นสินค้าที่ผลิตได้จริง ส่งมอบได้ตามแผน และสร้างผลตอบแทนให้ธุรกิจ

ส่วนความร่วมมือกับ SpaceX จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบได้มากเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารต้นทุนและนำเทคโนโลยีไปใช้ในผลิตภัณฑ์ที่มีลูกค้ารองรับ

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ Tesla Roadster และความร่วมมือกับ SpaceX จะไม่ได้วัดจากความตื่นเต้นของรถบินได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิสูจน์ด้วยการผลิต การส่งมอบ และกำไรที่เกิดขึ้นจริง ท่ามกลางการแข่งขันกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่รุนแรงขึ้น

ที่มาข้อมูล : Tesla, Reuters, CnEVPost

ที่มารูปภาพ : Tesla