เอกนิติชูไทยฐานลงทุนปลอดภัย ดึงทุนญี่ปุ่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

Share on Line Share on Facebook Share on X
เอกนิติชูไทยฐานลงทุนปลอดภัย ดึงทุนญี่ปุ่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “Thailand and Japan Building the Next Chapter of Investment Partnership” ภายในงาน Thailand – Japan Investment Forum : Investment Gateway for Sustainable Growth โดยระบุว่า ทิศทางการลงทุนของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากอดีตอย่างชัดเจน นักลงทุนให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ

ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นฐานการลงทุนสำคัญในภูมิภาค จากสถานะประเทศที่มีบทบาทระดับกลาง หรือ Middle Power ซึ่งสามารถรักษาความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ และเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้อย่างหลากหลาย โดยรัฐบาลมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

เปิด 4 ปัจจัยเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก ไทยเตรียมรับการลงทุนยุคใหม่

นายเอกนิติกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 4 ด้าน ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับโอกาสการลงทุนใหม่

ประเด็นแรก คือ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องพิจารณาความเสี่ยงในการเลือกฐานการผลิตมากขึ้น ไทยมีข้อได้เปรียบจากการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสมดุล และสามารถทำหน้าที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจ หรือ Trust เพื่อให้ประเทศไทยเป็นทางเลือกสำหรับการลงทุนและการขยายธุรกิจของบริษัทต่างชาติ

ประเด็นที่สอง คือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการดำเนินธุรกิจทั่วโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รวมถึงเพิ่มศักยภาพด้านการบริหารจัดการข้อมูลภายในประเทศ

ประเด็นที่สาม คือ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก การส่งเสริมพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจระยะต่อไป

ประเด็นสุดท้าย คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว รัฐบาลมองเห็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะธุรกิจสุขภาพ การแพทย์ การดูแลสุขภาวะ หรือ Wellness รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารไทยที่มีศักยภาพในการแข่งขัน

สรุปข่าว

เอกนิติชูไทยเป็นฐานลงทุนที่มั่นคงในยุคเศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว เดินหน้ายุทธศาสตร์ Quality Investment-Led Growth ส่งเสริม 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย พลังงานสะอาด และ AI พร้อมผลักดันโครงการ BOI to IPO ดึงบริษัทญี่ปุ่นเข้าลงทุน หวังยกระดับเศรษฐกิจไทยระยะยาว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “Thailand and Japan Building the Next Chapter of Investment Partnership” ภายในงาน Thailand – Japan Investment Forum : Investment Gateway for Sustainable Growth โดยระบุว่า ทิศทางการลงทุนของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากอดีตอย่างชัดเจน นักลงทุนให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ

ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นฐานการลงทุนสำคัญในภูมิภาค จากสถานะประเทศที่มีบทบาทระดับกลาง หรือ Middle Power ซึ่งสามารถรักษาความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ และเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้อย่างหลากหลาย โดยรัฐบาลมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

เปิด 4 ปัจจัยเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก ไทยเตรียมรับการลงทุนยุคใหม่

นายเอกนิติกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 4 ด้าน ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับโอกาสการลงทุนใหม่

ประเด็นแรก คือ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องพิจารณาความเสี่ยงในการเลือกฐานการผลิตมากขึ้น ไทยมีข้อได้เปรียบจากการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสมดุล และสามารถทำหน้าที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจ หรือ Trust เพื่อให้ประเทศไทยเป็นทางเลือกสำหรับการลงทุนและการขยายธุรกิจของบริษัทต่างชาติ

ประเด็นที่สอง คือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการดำเนินธุรกิจทั่วโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รวมถึงเพิ่มศักยภาพด้านการบริหารจัดการข้อมูลภายในประเทศ

ประเด็นที่สาม คือ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก การส่งเสริมพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจระยะต่อไป

ประเด็นสุดท้าย คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว รัฐบาลมองเห็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะธุรกิจสุขภาพ การแพทย์ การดูแลสุขภาวะ หรือ Wellness รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารไทยที่มีศักยภาพในการแข่งขัน

เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ เน้นลงทุนคุณภาพแทนการพึ่งพาการบริโภค

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอดีตขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกเป็นหลัก แต่ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มบทบาทของการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลจึงกำหนดแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านยุทธศาสตร์ Quality Investment-Led Growth หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่นำด้วยการลงทุนคุณภาพ โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับเทคโนโลยี และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศ

การลงทุนตามแนวทางดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น พร้อมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

รัฐบาลเร่งส่งเสริม 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

สำหรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Quality Investment-Led Growth รัฐบาลกำหนดแนวทางดำเนินงาน 4 ด้าน โดยด้านแรกให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่ประเทศไทยมีศักยภาพ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ร่วมกับภาคเอกชนผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย

1. เกษตรสมัยใหม่และการแปรรูปอาหาร

2. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

3. ยานยนต์แห่งอนาคต

4. สุขภาพและการแพทย์

5. การท่องเที่ยวคุณภาพสูง

6. โลจิสติกส์ระดับภูมิภาค

7. เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power

อุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นกลุ่มธุรกิจที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจไทย

ด้านที่สอง คือ การพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านที่สาม คือ การสร้างระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Ecosystem โดยรัฐบาลต้องการยกระดับความพร้อมของประเทศไทยให้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI ภายใต้แนวคิด All in AI

ส่วนด้านที่สี่ คือ การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจ และสนับสนุนการขยายตัวของกิจการที่เข้ามาลงทุนในประเทศ

ดัน BOI to IPO หวังบริษัทญี่ปุ่นเข้าร่วมรายแรก

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลเตรียมผลักดัน คือ โครงการ BOI to IPO ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงการส่งเสริมการลงทุนกับโอกาสในการระดมทุนผ่านตลาดทุน

แนวทางดำเนินงานครอบคลุมการปรับปรุงกฎระเบียบ การลดข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน และการจัดทำมาตรการจูงใจ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ

นายเอกนิติแสดงความคาดหวังว่า บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นจะเป็นบริษัทแรกที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งจะช่วยขยายความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างไทยกับญี่ปุ่น และสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจในประเทศไทย

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังต้องการให้ประเทศไทยเป็นฐานสำหรับการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และการขยายการลงทุนไปยังตลาดอื่นในอนาคต

นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นและนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Grow Together with and from Thailand for Sustainable Future” โดยมุ่งให้ภาคธุรกิจสามารถเติบโตในประเทศไทย ใช้ประเทศไทยเป็นฐานขยายธุรกิจ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกับประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์