ทุจริตสอบท้องถิ่น! มท.4 แถลงผลเพิกถอนบรรจุ 5,925 ราย ลั่นเอาผิดถึงที่สุด

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทุจริตสอบท้องถิ่น! มท.4 แถลงผลเพิกถอนบรรจุ 5,925 ราย ลั่นเอาผิดถึงที่สุด

ถอนบรรจุ 5,925 ราย กรณีทุจริตสอบท้องถิ่น 

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีผลการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 

โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมชี้แจง ณ ณ ห้อง 5501 อาคาร 5 ชั้น 5 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ถ.นครราชสีมา กรุงเทพฯ

สรุปข่าว

“วรศิษฎ์” แถลงผลสอบท้องถิ่น พบแก้ไขคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ 5,925 ราย ถอดถอนผู้บรรจุครบแล้ว เดินหน้าส่งข้อมูลให้ 5 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเอาผิดทั้งวินัยและอาญา ย้ำไม่หยุดแค่ “ปิดจ็อบ” ด้านการบริหาร พร้อมเร่งคืนความเป็นธรรมผู้สอบได้ตัวจริง เตรียมเรียกบรรจุจากบัญชีทดแทนให้ครบภายใน พ.ย. 2569

ถอนบรรจุ 5,925 ราย กรณีทุจริตสอบท้องถิ่น 

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีผลการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 

โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมชี้แจง ณ ณ ห้อง 5501 อาคาร 5 ชั้น 5 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ถ.นครราชสีมา กรุงเทพฯ

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า สำหรับการแถลงในวันนี้ จะมีการจัดแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก คือ ช่วงก่อนเกิดเหตุทุจริต และช่วงหลังตรวจพบเหตุทุจริตพร้อมแนวทางแก้ไขปัญหา 

โดยในช่วงแรก เมื่อต้นปี 2567 ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อหาผู้รับจ้างจัดการสอบ ซึ่งในครั้งแรกมหาวิทยาลัยบูรพาได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะ แต่ก่อนการลงนามสัญญา ได้มีภาคประชาชนจากจังหวัดศรีสะเกษเดินทางมาร้องเรียนเรื่องความไม่ชอบมาพากล และการเรียกรับผลประโยชน์ กระทรวงมหาดไทยจึงได้ประสานหน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้ง ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ บก.ปปป. มาร่วมวางแนวทางป้องกัน 

พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ตรวจสอบการสอบทุกขั้นตอน ต่อมาคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้เสนอ 3 ประเด็นสำคัญ คือ ขอให้ใช้ผลสอบภาค ก ของ ก.พ., เพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริต และให้ภาคีเครือข่ายร่วมตรวจทุกขั้นตอน ซึ่ง กสถ. ได้มีมติเห็นชอบตามแนวทางเพิ่มมาตรการและการดึงภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมตรวจสอบ

“การปรับเพิ่มมาตรการดังกล่าวทำให้กระบวนการสอบและกรอบงบประมาณเปลี่ยนแปลงไป ไม่สามารถใช้สัญญาตัวเดิมได้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงหารือไปยังกรมบัญชีกลางและได้รับคำตอบว่าเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ จึงนำไปสู่การยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาลัยเดิม 

ทั้งนี้ ต้องขอเน้นย้ำว่าการยกเลิกสัญญาไม่ได้เกิดจากคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือฝ่ายการเมืองอย่างที่มีการบิดเบือน แต่เป็นอำนาจของ กสถ. และคณะกรรมการตามขั้นตอน และหากละเลยข้อร้องเรียนในวันนั้นก็เท่ากับเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ที่เปิดกว้าง 

โดยเปิดรับสมัครผู้สอบก่อนเพื่อทราบจำนวนที่แน่นอนในการกำหนดราคากลาง เพื่อไม่ให้รัฐเสียประโยชน์ มีการสืบราคากลางจากหลายสถาบัน และผลการประมูลปรากฏว่ามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ชนะการประกวดราคา แม้จะมีการยื่นอุทธรณ์จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ แต่คณะกรรมการวินิจฉัยของกรมบัญชีกลางได้วินิจฉัยยกอุทธรณ์ จึงยืนยันให้ มศว. เป็นผู้รับจ้างอย่างโปร่งใส” นายวรศิษฎ์ กล่าว

พบแก้คะแนน 5,925 ราย

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อไปว่า หลังจากจัดการสอบเสร็จสิ้นและมีการตรวจพบการทุจริตเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2567 ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีตาม MOU ตั้งแต่ปี 2567 ได้เข้าตรวจสอบทันที พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตต่อข้อกล่าวหาเรื่องการล้มประมูลเพื่อโกงว่า หากคิดจะโกงจริงย่อมไม่มีทางดึง ป.ป.ช. และตำรวจเข้ามาตรวจสอบตั้งแต่ต้น 

โดยการทำงานแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ป.ป.ช. รับผิดชอบคดีทุจริตหลัก, เจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งสืบสวนจับกุมขบวนการนายหน้าเรียกรับเงินหลอกลวงประชาชนรายวัน และกระทรวงมหาดไทยดำเนินการทางด้านการบริหาร ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสอบวินัยร้ายแรง 

ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบพบผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนสอบให้ผ่านเกณฑ์จำนวน 5,925 คน 

กสถ. จึงได้ประกาศผลสอบใหม่ และสั่งการให้ ก.จังหวัด และ อปท. ทั่วประเทศ ดำเนินการถอดถอนผู้ที่บรรจุไปแล้วให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2567 ซึ่งปัจจุบันถอดถอนเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้ว

ส่งข้อมูลผู้กระทำผิดให้ 5 หน่วยงาน

“สำหรับมาตรการดำเนินงานต่อไป ได้กำหนดแนวทางไว้ชัดเจน ได้แก่ การส่งข้อมูลผู้กระทำผิดให้ 5 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย (ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง., DSI, บก.ปปป.) ดำเนินคดีอาญา, การแจ้งรายชื่อผู้แก้ไขคะแนนไปยังหน่วยงานจัดสอบภาครัฐทุกแห่งเพื่อเฝ้าระวัง, การหารือร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อเรียกคืนเงินเดือนและสิทธิประโยชน์จากผู้ถูกถอดถอน, 

การชะลอการจ่ายค่างวดงานงวดสุดท้ายให้แก่ มศว พร้อมปรึกษาอัยการสูงสุดเรื่องความรับผิดชอบใน 3 งวดแรกที่จ่ายไปแล้ว, การตั้งทีมสนับสนุนทางกฎหมายระดับจังหวัดเพื่อช่วยเหลือ อปท. หากถูกฟ้องร้อง ตลอดจนการสั่งการให้ผู้ว่าฯ และนายอำเภอจับตาไม่ให้ อปท. นำผู้ถูกถอดถอนกลับไปทำสัญญาจ้างเหมาบริการ โดยจะมีหนังสือสั่งการให้ชะลอการจ้างบุคคลกลุ่มนี้ไว้ก่อน” นายวรศิษฎ์ กล่าว

คืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้สอบได้ตัวจริง 

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้สอบได้ตัวจริง ทั้งกลุ่มที่บรรจุไปแล้วแต่เสียสิทธิ์ในการเลือกลำดับพื้นที่ และกลุ่มที่อยู่ระหว่างรอขึ้นบัญชีเรียกบรรจุ กระทรวงมหาดไทยจะเสนอ ก.กลาง ปรับแก้หลักเกณฑ์การโอนย้ายให้รวดเร็วขึ้น 

คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ และเมื่อทราบตำแหน่งว่างที่ชัดเจน จะดำเนินการเรียกบรรจุผู้สอบได้ตัวจริงจากบัญชีทดแทนให้ครบถ้วนภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อรักษาประโยชน์และความเป็นธรรมแก่ผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง

“ท้ายนี้ ขอยืนยันถึงความจริงจังของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริต โดยต้องชี้แจงว่าไม่เคยมีการสอบแข่งขันครั้งใดที่มีการดึงหน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. เข้ามาร่วมจับตาดูตั้งแต่ต้นจนสามารถเปิดโปงขบวนการได้ขนาดนี้ ส่วนคำว่า "ปิดจ็อบ" ของอธิบดี เป็นเพียงการปิดขั้นตอนการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบและการถอดถอนผู้ทุจริตออก 

ไม่ใช่การยุติการดำเนินคดีอาญา ทั้ง ป.ป.ช. และตำรวจยังคงเดินหน้าสืบสวนขยายผลเพื่อเอาผิดผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งระดับสูงแค่ไหน ทั้งระดับ C10, C11 หรือสูงกว่านั้น จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน” นายวรศิษฎ์ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มาข้อมูล : กระทรวงมหาดไทย

ที่มารูปภาพ : Getty Images

นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ