ราชกิจจาฯ ประกาศใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน

Share on Line Share on Facebook Share on X
ราชกิจจาฯ ประกาศใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

พระราชกำหนดดังกล่าว อาศัยอำนาจตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อเปิดทางให้กระทรวงการคลัง โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี สามารถกู้เงินบาท เงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ในนามรัฐบาล วงเงินรวมไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

สาระสำคัญของมาตรการครั้งนี้ มุ่งบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานที่มีต่อประชาชน เกษตรกร และภาคธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้สอดรับเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก

สรุปข่าว

ราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีผล 9 พ.ค. 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบวิกฤตพลังงานและเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แบ่งวงเงินช่วยประชาชน-ธุรกิจ 2 แสนล้านบาท และลงทุนด้านพลังงานทดแทนอีก 2 แสนล้านบาท พร้อมตั้งคณะกรรมการติดตามการใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

พระราชกำหนดดังกล่าว อาศัยอำนาจตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อเปิดทางให้กระทรวงการคลัง โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี สามารถกู้เงินบาท เงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ในนามรัฐบาล วงเงินรวมไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570

สาระสำคัญของมาตรการครั้งนี้ มุ่งบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานที่มีต่อประชาชน เกษตรกร และภาคธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้สอดรับเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก

สำหรับกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

วงเงิน 200,000 ล้านบาท ใช้ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายและเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ

อีก 200,000 ล้านบาท ใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล การติดตั้งระบบพลังงานทดแทน การพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน การส่งเสริมยานยนต์พลังงานสะอาด รวมถึงการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังครอบคลุมการพัฒนาทักษะแรงงานและนวัตกรรมใหม่ เพื่อรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจพลังงานยุคใหม่ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ในส่วนของการกำกับดูแล จะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ร่วมด้วยหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและการคลังที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาโครงการ กำกับติดตาม และรายงานความคืบหน้าต่อคณะรัฐมนตรีทุก 3 เดือน

ขณะเดียวกัน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะจะรับหน้าที่บริหารจัดการเงินกู้ การเบิกจ่าย การบริหารความเสี่ยง และติดตามประเมินผลโครงการ โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะต้องจัดทำรายงานผลการกู้เงิน เสนอรัฐสภาภายใน 60 วันหลังสิ้นปีงบประมาณ เพื่อแสดงรายละเอียดการใช้เงิน ผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากมาตรการดังกล่าว

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์