เปิดไส้ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่งเงินไปไหน เพื่อใคร ใช้อย่างไร

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปิดไส้ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่งเงินไปไหน เพื่อใคร ใช้อย่างไร

รัฐบาลเดินหน้าใช้มาตรการการคลังครั้งใหญ่ ผ่าน “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน” วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานโลก ความผันผวนในตะวันออกกลาง และต้นทุนค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

แม้ตัวเลข “4 แสนล้านบาท” จะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งที่หลายฝ่ายจับตาคือ เงินก้อนนี้จะถูกใช้ตรงไหน เพื่อใคร และจะสร้างผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปอย่างไร

รัฐบาลยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ถูกออกแบบให้ทำงานควบคู่กัน 2 ด้าน คือ ประคองกำลังซื้อของประชาชนในช่วงต้นทุนสูง และเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เกิดขึ้นเพราะอะไร

กระทรวงการคลังชี้แจงว่า สถานการณ์พลังงานโลกในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานปรับตัวผันผวนอย่างรวดเร็ว

เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชนและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME

รัฐบาลจึงเลือกใช้ “พ.ร.ก.” เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการได้รวดเร็ว และรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจได้ทันเวลา พร้อมยืนยันว่าการกู้เงินครั้งนี้ยังไม่ทำให้หนี้สาธารณะเกินกรอบ 70% ของ GDP

แบ่งเงิน 4 แสนล้านออกเป็น 2 ก้อนใหญ่

โครงสร้างหลักของ พ.ร.ก. แบ่งวงเงินออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน คือ

  • 200,000 ล้านบาท สำหรับ “เยียวยาและลดภาระค่าครองชีพ”
  • 200,000 ล้านบาท สำหรับ “เปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน”

แนวคิดหลักของรัฐบาล คือ ใช้งบส่วนหนึ่งลดแรงกระแทกในปัจจุบัน และอีกส่วนใช้ลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงานของประเทศในระยะยาว

เงินเยียวยา 2 แสนล้าน ใครได้บ้าง

วงเงินก้อนแรกถูกออกแบบมาเพื่อดูแล 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • ประชาชนกลุ่มเปราะบาง
  • ประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพ
  • ผู้ประกอบการและ SME

สรุปข่าว

รัฐบาลอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ โดยแบ่งงบ 200,000 ล้านบาท สำหรับเยียวยาประชาชนและ SME ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อีก 200,000 ล้านบาท ใช้เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน สนับสนุน EV โซลาร์ และโครงสร้างไฟฟ้าใหม่ พร้อมตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองตามหลัก 5T

รัฐบาลเดินหน้าใช้มาตรการการคลังครั้งใหญ่ ผ่าน “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน” วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานโลก ความผันผวนในตะวันออกกลาง และต้นทุนค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

แม้ตัวเลข “4 แสนล้านบาท” จะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งที่หลายฝ่ายจับตาคือ เงินก้อนนี้จะถูกใช้ตรงไหน เพื่อใคร และจะสร้างผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปอย่างไร

รัฐบาลยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ถูกออกแบบให้ทำงานควบคู่กัน 2 ด้าน คือ ประคองกำลังซื้อของประชาชนในช่วงต้นทุนสูง และเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เกิดขึ้นเพราะอะไร

กระทรวงการคลังชี้แจงว่า สถานการณ์พลังงานโลกในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานปรับตัวผันผวนอย่างรวดเร็ว

เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชนและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME

รัฐบาลจึงเลือกใช้ “พ.ร.ก.” เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการได้รวดเร็ว และรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจได้ทันเวลา พร้อมยืนยันว่าการกู้เงินครั้งนี้ยังไม่ทำให้หนี้สาธารณะเกินกรอบ 70% ของ GDP

แบ่งเงิน 4 แสนล้านออกเป็น 2 ก้อนใหญ่

โครงสร้างหลักของ พ.ร.ก. แบ่งวงเงินออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน คือ

  • 200,000 ล้านบาท สำหรับ “เยียวยาและลดภาระค่าครองชีพ”
  • 200,000 ล้านบาท สำหรับ “เปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน”

แนวคิดหลักของรัฐบาล คือ ใช้งบส่วนหนึ่งลดแรงกระแทกในปัจจุบัน และอีกส่วนใช้ลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงานของประเทศในระยะยาว

เงินเยียวยา 2 แสนล้าน ใครได้บ้าง

วงเงินก้อนแรกถูกออกแบบมาเพื่อดูแล 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • ประชาชนกลุ่มเปราะบาง
  • ประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพ
  • ผู้ประกอบการและ SME

ไทยช่วยไทยพลัส หัวรถจักรมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

หนึ่งในมาตรการหลักคือ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ใช้แนวคิดคล้ายโครงการคนละครึ่ง โดยรัฐร่วมจ่ายประมาณ 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40%

เป้าหมายสำคัญคือกระตุ้นการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจ กระจายเม็ดเงินไปยังร้านค้ารายย่อยและธุรกิจท้องถิ่น

เบื้องต้นมีการประเมินว่าจะเปิดสิทธิประมาณ 30 ล้านสิทธิ และเริ่มลงทะเบียนช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนทยอยใช้จ่ายในเดือนถัดไป

เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4 เดือน

อีกส่วนหนึ่งของงบเยียวยา จะใช้เติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ผู้มีสิทธิประมาณ 13.4 ล้านคน

กรอบเบื้องต้นคือ

คนละ 1,000 บาทต่อเดือน

ต่อเนื่อง 4 เดือน

รวมคนละ 4,000 บาท

รูปแบบดังกล่าวถูกออกแบบให้ช่วยประคองกำลังซื้อรายเดือน และลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพในช่วงที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง

SME และภาคธุรกิจ ได้อะไรจากงบก้อนนี้

รัฐบาลกันวงเงินบางส่วนไว้ช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ โดยเฉพาะ

  • ภาคขนส่ง
  • ภาคการผลิต
  • ธุรกิจใช้พลังงานเข้มข้น

มาตรการที่อยู่ระหว่างออกแบบมีทั้งการลดภาระต้นทุน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการช่วยเสริมสภาพคล่อง เพื่อรักษาการจ้างงานและการดำเนินธุรกิจ

อีก 2 แสนล้าน ใช้เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย

นอกจากการเยียวยา รัฐบาลยังจัดงบอีกครึ่งหนึ่งไว้สำหรับ “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน” ซึ่งถือเป็นแกนสำคัญในระยะยาว

เป้าหมายหลักคือ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่มีความผันผวนสูง และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบเศรษฐกิจไทย

เร่ง EV – โซลาร์ – โครงสร้างไฟฟ้าใหม่

กรอบเบื้องต้นของโครงการในหมวดนี้ ประกอบด้วย

  • สนับสนุนพลังงานสะอาด

เช่น การลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า ระบบรองรับพลังงานหมุนเวียน และการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า เพื่อช่วยลดต้นทุนระยะยาว

  • ส่งเสริมรถ EV และโซลาร์รูฟท็อป

รัฐบาลเตรียมใช้มาตรการจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ช่วยภาคอุตสาหกรรมลดใช้พลังงานฟอสซิล

อีกส่วนหนึ่งจะใช้สนับสนุนธุรกิจในการลงทุนเครื่องจักรประหยัดพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และระบบลดการใช้พลังงาน เพื่อช่วยลดต้นทุนระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

ใครคุมการใช้เงิน 4 แสนล้าน

รัฐบาลตั้ง “คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้” โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และมีหน่วยงานเศรษฐกิจร่วมพิจารณาโครงการต่าง ๆ

ทุกโครงการที่จะใช้เงินจาก พ.ร.ก. ต้องผ่านหลักเกณฑ์ “5T” ได้แก่

  • Targeting ตรงกลุ่มเป้าหมาย
  • Timely ทันเวลา
  • Temporary ไม่สร้างภาระถาวร
  • Transparency โปร่งใส
  • Trackable ตรวจสอบและติดตามผลได้

ใช้เงินได้ถึงเมื่อไหร่

กรอบเวลาของ พ.ร.ก. กำหนดว่า

  • โครงการต้องผ่านการกลั่นกรองภายใน 30 กันยายน 2569
  • สามารถเบิกจ่ายได้ถึง 30 กันยายน 2570

นั่นหมายความว่า หน่วยงานรัฐมีเวลาจำกัดในการออกแบบและเสนอแผนงาน ขณะที่คุณภาพของโครงการจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าเงินกู้ก้อนนี้จะช่วยเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด

จับตาคุณภาพโครงการ หลังเปิดแผนใช้เงินกู้

แม้รัฐบาลจะย้ำว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นมาตรการจำเป็นเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่หลายฝ่ายติดตามต่อจากนี้ คือประสิทธิภาพของการใช้จ่ายและความรวดเร็วในการผลักดันโครงการ

เพราะท้ายที่สุด ผลลัพธ์ของเงินกู้ก้อนนี้จะขึ้นอยู่กับว่าเม็ดเงินสามารถลงไปถึงประชาชน ธุรกิจ และโครงการที่ช่วยลดต้นทุนเศรษฐกิจไทยได้จริงมากน้อยแค่ไหน

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Freepik

บรรณาธิการออนไลน์