พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รัฐบาลจะนำไปใช้อะไรบ้าง

Share on Line Share on Facebook Share on X
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รัฐบาลจะนำไปใช้อะไรบ้าง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงหลังการประชุมครม. ถึงการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า วันนี้ตนและครม. ขออนุญาตมารายงานให้ได้ทราบถึงการตัดสินใจของรัฐบาล ในรูปของมติครม. เพื่อออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากวิกฤติพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือที่จะได้ยินตามรายงานข่าวจากนี้ว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 

การตัดสินใจในครั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลกวิกฤตครั้งนี้ เริ่มจากราคาพลังงาน ไปสู่ราคาอาหาร และกำลังกดดันค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติและไม่ใช่สถานการณ์ที่จะรอได้

สรุปข่าว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงหลังการประชุมครม. ถึงการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า วันนี้ตนและครม. ขออนุญาตมารายงานให้ได้ทราบถึงการตัดสินใจของรัฐบาล ในรูปของมติครม. เพื่อออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากวิกฤติพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือที่จะได้ยินตามรายงานข่าวจากนี้ว่า พ.ร.ก.กู้เงิน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงหลังการประชุมครม. ถึงการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า วันนี้ตนและครม. ขออนุญาตมารายงานให้ได้ทราบถึงการตัดสินใจของรัฐบาล ในรูปของมติครม. เพื่อออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากวิกฤติพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือที่จะได้ยินตามรายงานข่าวจากนี้ว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 

การตัดสินใจในครั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลกวิกฤตครั้งนี้ เริ่มจากราคาพลังงาน ไปสู่ราคาอาหาร และกำลังกดดันค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติและไม่ใช่สถานการณ์ที่จะรอได้

หน้าที่ของรัฐบาล คือการหยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ “ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว” หรือ stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ขาที่ 1: การเยียวยาและบรรเทาทุกข์ "ไทยช่วยไทย พลัส" 200,000 ล้านบาท

ในส่วนแรกของแผนงาน รัฐบาลมุ่งเน้นการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น  วงเงิน 200,000 ล้านบาทนี้จะถูกนำไปใช้ในโครงการที่เน้นการลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับฐานราก โดยมีหัวใจหลักคือมาตรการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งเป็นการรวมโครงการยอดนิยมอย่างคนละครึ่งและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าด้วยกัน

กลไกของโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ในรอบนี้ได้รับการออกแบบเป็นสูตร 60:40 โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงินให้ 60% และประชาชนสมทบเอง 40%  ซึ่งแตกต่างจากรอบก่อนหน้าที่มีสัดส่วน 50:50 เพื่อสะท้อนถึงกำลังซื้อที่ลดลงของประชาชน  โดยกำหนดวงเงินช่วยเหลือไว้ที่ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน (รวม 4,000 บาทต่อคน) ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายรวม 43.25 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน และประชาชนทั่วไปอีกประมาณ 30 ล้านคน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรงบประมาณบางส่วนเพื่อช่วยเหลือด้านค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งจะได้รับการดูแลให้มีราคาค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายคงที่ของครัวเรือนรายได้น้อย  นายเอกนิติย้ำว่าเม็ดเงินส่วนนี้จะช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่า 250,000 ล้านบาท และเป็นการช่วยเหลือที่ "ตรงจุด" (Targeted) ตามหลักการกลั่นกรองโครงการ

ขาที่ 2: ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านและโครงสร้างพลังงานใหม่ 200,000 ล้านบาท

ความท้าทายที่สำคัญกว่าการเยียวยาคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้มีความทนทานต่อความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิลในอนาคต เงินกู้ขาที่สองอีก 200,000 ล้านบาท จึงถูกกำหนดให้เป็น "งบประมาณเพื่อการเปลี่ยนผ่าน" (Energy Transition) ซึ่งเป็นการมองวิกฤตให้เป็นโอกาสในการก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ตามเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

โครงการภายใต้แผนงานนี้มุ่งเน้นไปที่การลดการใช้พลังงานฟอสซิลและเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน โดยมีการแบ่งโครงการออกเป็น 4 หมวดหมู่หลัก:

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด: ส่งเสริมการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ทั้งในระดับครัวเรือน (Solar Rooftop) และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ 

โครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV): ขยายโครงข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Stations) ทั่วประเทศ และสนับสนุนการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการใช้น้ำมันดิบนำเข้า 

การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและนวัตกรรม: ลงทุนในเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) และระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต 

การพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill): พัฒนาทักษะของประชาชนและแรงงานในภาคการผลิตให้มีความพร้อมรองรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่และเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

รัฐบาลมองว่าการลงทุนในส่วนนี้จะช่วยลดต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจและครัวเรือนในระยะยาว สร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่เน้นมาตรฐานความยั่งยืน โดยตั้งเป้าพิจารณาโครงการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 และสามารถเบิกจ่ายได้จนถึงเดือนกันยายน 2570

ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม

ที่มารูปภาพ : TNN Online