
ประเทศไทยมีกำลังคนภาครัฐทั้งสิ้น 3,004,485 คน ตามข้อมูลปีงบประมาณ 2567 ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือสำนักงาน ก.พ. แบ่งเป็นข้าราชการ 1,756,606 คน คิดเป็นราวร้อยละ 58 และกำลังคนประเภทอื่นที่ไม่ใช่ข้าราชการอีก 1,247,879 คน หรือราวร้อยละ 42 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย ไปจนถึงพนักงานรัฐวิสาหกิจ
เมื่อแยกดูรายกลุ่ม จะเห็นว่าภาครัฐไทยไม่ได้เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ธุรการอย่างที่หลายคนเข้าใจ กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือครูและบุคลากรทางการศึกษา 444,168 คน รองลงมาคือข้าราชการพลเรือนสามัญ 414,088 คน ซึ่งรวมบุคลากรสาธารณสุขจำนวนมากไว้ด้วย ตามด้วยข้าราชการตำรวจ 213,086 คน ส่วนกลุ่มที่คนมักนึกถึงอย่างตุลาการและอัยการ กลับมีเพียง 5,297 คน และ 4,257 คน ตามลำดับ
ตัวเลข 3 ล้านคนนี้คิดเป็นเพียงร้อยละ 4.6 ของกำลังแรงงานไทยราว 40.5 ล้านคน แต่กลับกลายเป็นโจทย์การคลังที่หนักที่สุดข้อหนึ่งของประเทศ เพราะในร่างงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและบำเหน็จบำนาญรวมกันสูงถึง 1.24 ล้านล้านบาท หรือเกือบหนึ่งในสามของงบทั้งประเทศ
นี่คือเหตุผลที่ทำให้คำว่า "เออร์ลี่รีไทร์" กลับมาอยู่บนโต๊ะรัฐบาลอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2569
กำลังคนภาครัฐ 3 ล้านคน อยู่ตรงไหนบ้าง
ข้อมูลสำนักงาน ก.พ. ปีงบประมาณ 2567 ระบุว่า กำลังคนภาครัฐไทยมีทั้งสิ้น 3,004,485 คน แบ่งเป็นข้าราชการ 1,756,606 คน และกำลังคนประเภทอื่น 1,247,879 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 58 ต่อ 42
ในฝั่งข้าราชการ กลุ่มใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา 444,168 คน ข้าราชการพลเรือนสามัญ 414,088 คน และข้าราชการตำรวจ 213,086 คน ถัดลงมาเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่กระจายอยู่หลายประเภท ได้แก่ พนักงานส่วนตำบล 81,163 คน พนักงานเทศบาล 70,367 คน ครูส่วนท้องถิ่น 53,574 คน ข้าราชการกรุงเทพมหานคร 35,126 คน และองค์การบริหารส่วนจังหวัด 27,833 คน ขณะที่กลุ่มเล็กที่สุดคือข้าราชการรัฐสภาสามัญ 3,164 คน

กำลังคนประเภทอื่น 1.24 ล้านคน คือใคร
ฝั่งที่ไม่ใช่ข้าราชการมีจำนวน 1,247,879 คน นำโดยลูกจ้างชั่วคราว 271,917 คน พนักงานจ้าง 223,528 คน พนักงานรัฐวิสาหกิจ 219,014 คน พนักงานราชการ 179,567 คน พนักงานมหาวิทยาลัย 136,859 คน พนักงานกระทรวงสาธารณสุข 121,285 คน ลูกจ้างประจำ 82,111 คน และพนักงานองค์การมหาชน 13,598 คน
คนกลุ่มนี้ทำงานเคียงข้างข้าราชการในโรงเรียน โรงพยาบาล และหน่วยงานท้องถิ่น แต่ได้รับสวัสดิการต่างกันชัดเจน และเป็นกลุ่มที่นักวิชาการเตือนว่า หากลดข้าราชการโดยไม่ลดงาน หน่วยงานจะหันไปเพิ่มการจ้างในรูปแบบนี้แทน ทำให้ขนาดภาครัฐไม่ได้เล็กลงจริง
เงินหายไปไหน งบดูแลบุคลากรแตะ 1.24 ล้านล้าน
แม้กำลังคนภาครัฐจะเป็นเพียงร้อยละ 4.6 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ แต่ภาระงบประมาณกลับสูงมาก ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท มีงบรายจ่ายบุคลากร 852,671 ล้านบาท และเงินบำเหน็จบำนาญในงบกลางอีก 389,090 ล้านบาท รวมเป็น 1.24 ล้านล้านบาท หรือเกือบหนึ่งในสามของงบทั้งประเทศ
รายการที่เพิ่มขึ้นแรงที่สุดคือเงินสมทบเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ซึ่งปีงบประมาณ 2569 ตั้งไว้ 24,860 ล้านบาท แต่ปี 2570 เพิ่มเป็น 71,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 187 ตามข้อกำหนดในมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 ที่บังคับให้รัฐต้องเติมเงินสำรองไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของงบบำเหน็จบำนาญในแต่ละปี
สรุปข่าว
ประเทศไทยมีกำลังคนภาครัฐทั้งสิ้น 3,004,485 คน ตามข้อมูลปีงบประมาณ 2567 ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือสำนักงาน ก.พ. แบ่งเป็นข้าราชการ 1,756,606 คน คิดเป็นราวร้อยละ 58 และกำลังคนประเภทอื่นที่ไม่ใช่ข้าราชการอีก 1,247,879 คน หรือราวร้อยละ 42 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย ไปจนถึงพนักงานรัฐวิสาหกิจ
เมื่อแยกดูรายกลุ่ม จะเห็นว่าภาครัฐไทยไม่ได้เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ธุรการอย่างที่หลายคนเข้าใจ กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือครูและบุคลากรทางการศึกษา 444,168 คน รองลงมาคือข้าราชการพลเรือนสามัญ 414,088 คน ซึ่งรวมบุคลากรสาธารณสุขจำนวนมากไว้ด้วย ตามด้วยข้าราชการตำรวจ 213,086 คน ส่วนกลุ่มที่คนมักนึกถึงอย่างตุลาการและอัยการ กลับมีเพียง 5,297 คน และ 4,257 คน ตามลำดับ
ตัวเลข 3 ล้านคนนี้คิดเป็นเพียงร้อยละ 4.6 ของกำลังแรงงานไทยราว 40.5 ล้านคน แต่กลับกลายเป็นโจทย์การคลังที่หนักที่สุดข้อหนึ่งของประเทศ เพราะในร่างงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและบำเหน็จบำนาญรวมกันสูงถึง 1.24 ล้านล้านบาท หรือเกือบหนึ่งในสามของงบทั้งประเทศ
นี่คือเหตุผลที่ทำให้คำว่า "เออร์ลี่รีไทร์" กลับมาอยู่บนโต๊ะรัฐบาลอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2569
กำลังคนภาครัฐ 3 ล้านคน อยู่ตรงไหนบ้าง
ข้อมูลสำนักงาน ก.พ. ปีงบประมาณ 2567 ระบุว่า กำลังคนภาครัฐไทยมีทั้งสิ้น 3,004,485 คน แบ่งเป็นข้าราชการ 1,756,606 คน และกำลังคนประเภทอื่น 1,247,879 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 58 ต่อ 42
ในฝั่งข้าราชการ กลุ่มใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา 444,168 คน ข้าราชการพลเรือนสามัญ 414,088 คน และข้าราชการตำรวจ 213,086 คน ถัดลงมาเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่กระจายอยู่หลายประเภท ได้แก่ พนักงานส่วนตำบล 81,163 คน พนักงานเทศบาล 70,367 คน ครูส่วนท้องถิ่น 53,574 คน ข้าราชการกรุงเทพมหานคร 35,126 คน และองค์การบริหารส่วนจังหวัด 27,833 คน ขณะที่กลุ่มเล็กที่สุดคือข้าราชการรัฐสภาสามัญ 3,164 คน

กำลังคนประเภทอื่น 1.24 ล้านคน คือใคร
ฝั่งที่ไม่ใช่ข้าราชการมีจำนวน 1,247,879 คน นำโดยลูกจ้างชั่วคราว 271,917 คน พนักงานจ้าง 223,528 คน พนักงานรัฐวิสาหกิจ 219,014 คน พนักงานราชการ 179,567 คน พนักงานมหาวิทยาลัย 136,859 คน พนักงานกระทรวงสาธารณสุข 121,285 คน ลูกจ้างประจำ 82,111 คน และพนักงานองค์การมหาชน 13,598 คน
คนกลุ่มนี้ทำงานเคียงข้างข้าราชการในโรงเรียน โรงพยาบาล และหน่วยงานท้องถิ่น แต่ได้รับสวัสดิการต่างกันชัดเจน และเป็นกลุ่มที่นักวิชาการเตือนว่า หากลดข้าราชการโดยไม่ลดงาน หน่วยงานจะหันไปเพิ่มการจ้างในรูปแบบนี้แทน ทำให้ขนาดภาครัฐไม่ได้เล็กลงจริง
เงินหายไปไหน งบดูแลบุคลากรแตะ 1.24 ล้านล้าน
แม้กำลังคนภาครัฐจะเป็นเพียงร้อยละ 4.6 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ แต่ภาระงบประมาณกลับสูงมาก ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท มีงบรายจ่ายบุคลากร 852,671 ล้านบาท และเงินบำเหน็จบำนาญในงบกลางอีก 389,090 ล้านบาท รวมเป็น 1.24 ล้านล้านบาท หรือเกือบหนึ่งในสามของงบทั้งประเทศ
รายการที่เพิ่มขึ้นแรงที่สุดคือเงินสมทบเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ซึ่งปีงบประมาณ 2569 ตั้งไว้ 24,860 ล้านบาท แต่ปี 2570 เพิ่มเป็น 71,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 187 ตามข้อกำหนดในมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 ที่บังคับให้รัฐต้องเติมเงินสำรองไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของงบบำเหน็จบำนาญในแต่ละปี
รายจ่ายประจำ 73.6% บีบงบลงทุนจนเหลือน้อย
ผลสะท้อนคือโครงสร้างงบประมาณที่บิดเบี้ยว รายจ่ายประจำในงบปี 2570 มีสัดส่วน 73.6% หรือ 2,786,367 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 131,725 ล้านบาท หรือเติบโตราวร้อยละ 5 ขณะที่วงเงินงบประมาณรวมโตเพียงร้อยละ 0.2 สวนทางกับรายจ่ายลงทุนที่เหลือ 789,171 ล้านบาท ลดลง 72,564 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน อภิปรายว่าทิศทางงบประมาณกำลังเริ่ม "ไร้อนาคต" จากรายจ่ายประจำที่พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับงบลงทุนที่ลดลง ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าสวัสดิการและค่าใช้จ่ายบุคลากรมีสัดส่วนสูงจนเบียดบังงบลงทุน และควรพิจารณาปรับปรุงระบบสวัสดิการ เช่น การนำระบบประกันสุขภาพเข้ามาใช้
เออร์ลี่รีไทร์ 2570 เกณฑ์ใหม่คืออะไร
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ศึกษามาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retirement ให้มีผลภายในปีงบประมาณ 2570 ตามนโยบายปฏิรูประบบราชการที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา
หลักเกณฑ์เดิมกำหนดให้ผู้เข้าร่วมต้องมีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีอายุราชการตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป โดยได้รับเงินชดเชยสูงสุดเทียบเท่าค่าจ้าง 400 วัน แต่แนวคิดใหม่เปิดกว้างให้ข้าราชการอายุ 40 ปีขึ้นไปยื่นความจำนงได้ โดยรองนายกรัฐมนตรีให้เหตุผลว่าคนวัย 50 ปีขึ้นไปปรับเปลี่ยนทักษะและสายอาชีพในโลกดิจิทัลได้ยากกว่า ทั้งนี้ยืนยันว่าเป็นระบบสมัครใจ ไม่มีการบังคับ และเบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมหลักหมื่นคนขึ้นไป ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
ที่มาข้อมูล : สำนักงาน ก.พ.
ที่มารูปภาพ : TNN Online
