เงินบาทเดินหน้าแข็งค่าต่อ ! ต่างชาติแห่เก็งกำไรระยะสั้น

TNN ONLINE

Wealth

เงินบาทเดินหน้าแข็งค่าต่อ ! ต่างชาติแห่เก็งกำไรระยะสั้น

 เงินบาทเดินหน้าแข็งค่าต่อ !   ต่างชาติแห่เก็งกำไรระยะสั้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.23 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าทำสถิติใหม่รอบ 7 สัปดาห์นับจาก 6 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อทรงตัว-รัฐคลายล็อกดาวน์ขณะที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าหุ้น-พันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ชี้แนวโน้มยังผันผวนจับตาตัวเลขระบาดใน 4 สัปดาห์ข้างหน้า

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.23 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าทำสถิติใหม่รอบ 7 สัปดาห์นับจาก 6 ก.ค. 64 โดยมองแนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่า จาก ความหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์การระบาดในประเทศเริ่มดูทรงตัวและรัฐบาลได้ประกาศทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ดังจะเห็นได้จากแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยซื้อสุทธิหุ้นไทยกว่า 3.9 พันล้านบาท ขณะเดียวกัน ก็มีแรงซื้อบอนด์สุทธิกว่า 6 พันล้านบาท โดยเป็นการซื้อบอนด์ระยะสั้นถึง 4.3 พันล้านบาท ซึ่งอาจสะท้อนภาพการเก็งกำไรค่าเงินบาท


อย่างไรก็ดี เรายังคงกังวลต่อแนวโน้มการระบาดในไทย และมองว่า การตรวจเชิงรุกยังไม่ครอบคลุมพอที่จะสรุปได้ว่าการระบาดนั้นลดลงแล้ว (อัตราการตรวจพบเชื้อ หรือ Positive Rate ยังสูงกว่า 20% ซึ่งมากกว่าที่ WHO แนะนำไว้ว่าไม่ควรเกิน 5%) จึงมองว่าเงินบาทยังมีโอกาสผันผวนและกลับไปอ่อนค่าลงจากปัญหาการระบาดของ COVID-19 ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะดีขึ้นจริง ซึ่งอาจจะต้องจับตาแนวโน้มการระบาดในระยะ 3-4 สัปดาห์ หลังจากสัปดาห์แรกของการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของยอดผู้ติดเชื้อ จนอาจกลายเป็นการระบาดระลอกใหม่ได้หรือไม่


อนึ่ง แม้ว่า เงินบาทยังมีโอกาสกลับไปอ่อนค่าได้บ้าง จากความเสี่ยงการระบาดระลอกใหม่ ทว่ากว่าจะถึงจุดดังกล่าวเงินบาทก็สามารถแข็งค่าได้ถึงระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นแนวรับหลักต่อไป หากยังมีโฟลว์การลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาหนุนค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่องในระยะสั้นมองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.10-32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ


ผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น จากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมากกว่าคาด หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย Conference Board (Consumer Confidence) ในเดือนสิงหาคม ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 113.8 จุด ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 6 เดือน และแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 124 จุด จากปัญหาการระบาดของเดลต้าและภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง


นอกจากนี้ตลาดการเงินโดยรวมยังได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นในกลุ่มพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงเนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างคาดการณ์ว่า ที่ประชุม OPEC+ อาจมีมติทยอยปรับเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น โดยในฝั่งสหรัฐฯ ดัชนี S&P500 ย่อตัวลงราว -0.13% ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ย่อตัวลง -0.06% เช่นกัน ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่กดดันตลาดหุ้นยุโรปนั้นมาจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เริ่มออกมาสนับสนุนการทยอยลดคิวอี เหมือนกับในฝั่งธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด


ในฝั่งตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ กลับมาปรับตัวขึ้นราว 3bps สู่ระดับ 1.31% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP ซึ่งอาจสะท้อนถึงยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในวันศุกร์ได้ โดยผู้เล่นในตลาดมองว่า หากข้อมูลการจ้างงานออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด (Nonfarm Payrolls สูงกว่า 7.5 แสนราย) อาจจะช่วยหนุนให้เฟดมีความมั่นใจต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจและเดินหน้าทยอยลดคิวอีได้


ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัง หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ รวมถึงภาวะตลาดการเงินที่กลับมาระมัดระวังตัวมากขึ้น โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 92.67 จุด และมีโอกาสที่เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways เนื่องจากตลาดจะรอดูยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในช่วงปลายสัปดาห์นี้


โดยผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า หากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ฟื้นตัวแข็งแกร่งมากกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ ก็มีโอกาสที่จะทำให้เฟดมีความมั่นใจการทยอยลดคิวอีในปีนี้มากขึ้น ซึ่งภาพดังกล่าวอาจช่วยหนุนโมเมนตัมของเงินดอลลาร์ได้ในระยะสั้น


สำหรับวันนี้มองว่า ตลาดจะรอจับตาภาพรวมการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่าน รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมซึ่งสำรวจโดย ISM (Manufacturing PMI) ในเดือนสิงหาคม โดยตลาดประเมินว่า ผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่อาจกดดันให้ทั้งภาคการผลิตขยายตัวในอัตราชะลอลง ดังจะเห็นได้จากดัชนี PMI ภาคการผลิตที่จะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 59 จุด


นอกจากนี้ตลาดจะรอลุ้นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดแรงงานผ่าน ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ซึ่งอาจใช้เป็นสัญญาณของยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในวันศุกร์ ได้ โดย ตลาดมองว่า ยอดการจ้างงานภาคเอกชน มีโอกาสเพิ่มขึ้นราว 6 แสนราย หนุนแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ





ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง