ต่างชาติแห่ซื้อสินทรัพย์ไทยหนุนบาทแข็ง

TNN ONLINE

Wealth

ต่างชาติแห่ซื้อสินทรัพย์ไทยหนุนบาทแข็ง

ต่างชาติแห่ซื้อสินทรัพย์ไทยหนุนบาทแข็ง

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ ที่ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแนวโน้มแข็งค่า หลังตัวเลขโควิดทรงตัว-รัฐผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้น-พันธบัตรทะลุ 4 หมื่นล้านบาท


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ ที่ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า โดยแนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่า จากความหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์การระบาดในประเทศเริ่มดูทรงตัวและรัฐบาลได้ประกาศทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lock down


ดังจะเห็นได้จากแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งซื้อสุทธิหุ้นไทยเมื่อวานนี้ 2,067 ล้านบาท พันธบัตรซื้อสุทธิ 833 ล้านบาท จากสัปดาห์ก่อนซื้อสุทธิหุ้นไทย 13,405 ล้านบาท และพันธบัตรซื้อสุทธิ 24,621 ล้านบาท


อย่างไรก็ดี เรายังคงกังวลต่อแนวโน้มการระบาดในไทย และมองว่า การตรวจเชิงรุกยังไม่ครอบคลุมพอที่จะสรุปได้ว่าการระบาดนั้นลดลงแล้ว (อัตราการตรวจพบเชื้อ หรือ Positive Rate ยังสูงกว่า 20% ซึ่งมากกว่าที่ WHO แนะนำไว้ว่าไม่ควรเกิน 5%)


มองว่าเงินบาท ยังมีโอกาสผันผวนและกลับไปอ่อนค่าลงจากปัญหาการระบาดของ COVID-19 ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะดีขึ้นจริง ซึ่งอาจจะต้องจับตาแนวโน้มการระบาดในระยะ 3-4 สัปดาห์ หลังจากสัปดาห์แรกของการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของยอดผู้ติดเชื้อ จนอาจกลายเป็นการระบาดระลอกใหม่ได้หรือไม่


นอกจากนี้ เรามองว่า แนวรับหลักของเงินบาทยังอยู่ในโซน 32.30-32.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่บรรดาผู้นำเข้าต่างรอซื้อเงินดอลลาร์อยู่


ขณะเดียวกัน การแข็งค่าเร็วของเงินบาทอาจทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วยดูแลความผันผวนในตลาดค่าเงินมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เงินบาทไม่ผันผวนไปมากและมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบได้ในระยะสั้น มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.35-32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ


ตลาดการเงินโดยรวมยังอยู่ในบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยง หนุนโดยความคาดหวังแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก กอปรกับผู้เล่นในตลาดเริ่มไม่ได้กังวลประเด็นการปรับลดคิวอีมากเท่าใด หลังประธานเฟดส่งสัญญาณสนับสนุนการลดคิวอีในช่วงปลายปี


ในฝั่งสหรัฐฯ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาด ได้หนุนให้ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น +0.43% ส่วนทางด้านดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปิดตลาด +0.90% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของหุ้นในกลุ่มเทคฯ อาทิ หุ้น Apple ที่ปรับตัวขึ้นกว่า +3.0%


นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มเทคฯ ยังได้แรงหนุนจาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี ที่ยังคงทรงตัวในระดับต่ำใกล้ 1.30% ต่อ ส่วนในฝั่งยุโรป บรรยากาศการลงทุนที่เปิดรับความเสี่ยงได้ช่วยหนุนให้ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.19% เช่นกัน นำโดยหุ้นเทคฯ อย่าง Infineon Tech. +1.54%, Adyen +0.88%, ASML +0.87%


ในฝั่งตลาดบอนด์นั้นพบว่า บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงราว 4bps สู่ระดับ 1.28% หลังจากถ้อยแถลงของประธานเฟดในงานประชุมวิชาการ Jackson Hole ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทยอยลดคิวอีมากเท่าที่ตลาดคาดหวังไว้ โดยเฉพาะประเด็นอัตราการปรับลดคิวอี


ขณะเดียวกันบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็ได้แรงหนุนจากการซื้อของกลุ่มผู้เล่นที่ต้องการปรับสถานะพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม (Portfolio Rebalancing) หลังจากที่สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้เล่นบางส่วนจำเป็นต้องทยอยเข้ามาซื้อบอนด์เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนในบอนด์ให้สูงขึ้นสอดคล้องกับนโยบายการลงทุน


ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทรงตัวเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัง โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 92.71 จุด เนื่องจากตลาดยังคงรอดูยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในช่วงปลายสัปดาห์นี้


ซึ่งตลาดมองว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดแรงงานจะส่งผลต่อทิศทางการปรับลดคิวอีของเฟด โดยหากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ฟื้นตัวแข็งแกร่งมากกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ ก็มีโอกาสที่จะทำให้เฟดมีความมั่นใจการทยอยลดคิวอีในปีนี้มากขึ้น ซึ่งภาพดังกล่าวอาจช่วยหนุนโมเมนตัมของเงินดอลลาร์ ทำให้เงินดอลลาร์ไม่อ่อนค่าลงหนัก


สำหรับวันนี้เรามองว่า ตลาดจะรอจับตาภาพรวมการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่าน รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย Conference Board (Consumer Confidence Index) โดย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม มีแนวโน้มลดลงเหลือ 123 จุด จากความกังวลปัญหาการระบาดระลอกใหม่ ซึ่งอาจกดดันให้การบริโภคในสหรัฐฯ อาจชะลอตัวลงในระยะสั้น


ส่วนจีนนักวิเคราะห์ต่างมองว่า ทั้งภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราชะลอลงต่อเนื่อง หลังจีนเผชิญทั้งปัญหาการระบาดของ COVID-19 ที่กดดันให้รัฐบาลจีนใช้มาตรการ Lockdown ที่เข้มงวด รวมถึงปัญหาน้ำท่วมใหญ่ สะท้อนผ่านดัชนี PMI ภาคการผลิตในเดือนสิงหาคมที่ลดลงสู่ระดับ 50.1 จุด


ส่วนดัชนี PMI ภาคการบริการก็จะปรับตัวลงสู่ระดับ 52 จุด (ดัชนีสูงกว่า 50 หมายถึง ภาวะขยายตัว) นอกจากนี้ ตลาดจะติดตามแนวโน้มการคุมเข้มภาคธุรกิจโดยรัฐบาลจีนมากขึ้น หลังจากล่าสุด ทางการจีนเตรียมประกาศควบคุมเวลาในการเล่นเกมส์ของเยาวชน ซึ่งอาจส่งผลให้ หุ้นเทคฯ จีน ที่มีรายได้จากธุรกิจเกมส์ออนไลน์ต่างปรับตัวลดลงในระยะสั้นได้




ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง