เงินบาทแข็ง! หวังกระจายวัคซีนครอบคลุมดึงเม็ดเงินต่างชาติ

TNN ONLINE

WEALTH

เงินบาทแข็ง! หวังกระจายวัคซีนครอบคลุมดึงเม็ดเงินต่างชาติ

เงินบาทแข็ง!  หวังกระจายวัคซีนครอบคลุมดึงเม็ดเงินต่างชาติ

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น หลังบอนยีลด์สหรัฐฯย่อตัวจากยอดจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด ตลาดคลายความกังวลลดคิวอี หวังการกระจายวัคซีนดึงเม็ดเงินต่างชาติกลับคืน


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
แข็งค่าขึ้น จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 31.28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยแนวโน้มของค่าเงินบาทจะยังมีทิศทางเคลื่อนไหวในกรอบ (Sideways) ตามเงินดอลลาร์ และ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ โดยเราเชื่อว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสผันผวนและแข็งค่าขึ้นได้ หากตลาดกลับมากังวลแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น อนึ่ง เงินดอลลาร์อาจไม่ได้แข็งค่าไปมาก เพราะสกุลเงินอื่นๆ อาทิ เงินยูโร หรือ สกุลเงินเอเชียก็มีโอกาสแข็งค่าขึ้น หากข้อมูลเศรษฐกิจในยุโรปและเอเชียออกมาดีเกินคาด


ทั้งนี้ในส่วนของฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ เรามองว่ายังคงต้องติดตามการแจกจ่ายวัคซีน เพราะการแจกจ่ายวัคซีนที่ดีต่อเนื่องจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติและหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ อย่างไรก็ดี กังวลว่าการแจกจ่ายวัคซีนอาจมีปัญหาในระยะแรก ทำให้เงินบาทจะแกว่งตัวในกรอบ (Sideways) จนกว่าการแจกจ่ายวัคซีนจะเร่งตัวขึ้นได้ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ระดับ 31.05-31.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.10-31.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ


สัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด ได้ช่วยคลายกังวลโอกาสที่เฟดจะปรับลดคิวอีเร็วขึ้น ทำให้ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงหนัก ฉุดให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงตาม


สำหรับสัปดาห์นี้ควรจับตาทิศทางเงินเฟ้อสหรัฐฯ พร้อมกับ การฟื้นตัวเศรษฐกิจทั่วโลก อาทิ ภาคการส่งออกของเอเชีย รวมถึง ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้


ในฝั่งสหรัฐฯ แนวโน้มการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะช่วยหนุนให้ความต้องการแรงงานยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนผ่าน ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ที่อยู่ในระดับสูงถึง 8.4 ล้านตำแหน่ง ทั้งนี้ การจ้างงานที่ดีขึ้น รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้นตามการแจกจ่ายวัคซีนจะช่วยทำให้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (UofMichigan Consumer Sentiment) เดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 84.2 จุด


อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีการจ้างงานที่ดีขึ้น แต่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ก็ยังคงเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอยู่ หลังจากที่ยอดการจ้างงานอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นเพียง 5.6 แสนตำแหน่ง เนื่องจากผู้ว่างงานบางส่วนยังคงพอใจกับสวัสดิการการว่างงาน ขณะที่บางส่วนก็ยังไม่พร้อมสำหรับ New Normal ของการทำงาน อาทิ การทำงานจากบ้าน ซึ่งภาวะขาดแคลนแรงงานจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาด้านอุปทานที่ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ในเดือนพฤษภาคมยังอยู่ในระดับสูงถึง 4.7% ซึ่งก็ได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาสินค้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย


ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดการเงินยังคงมีความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรปที่ดีขึ้น สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) เดือนมิถุนายนที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 25.4 จุด ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจเยอรมนี (ZEW Economic Sentiment) เดือนมิถุนายนก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 86 จุด หนุนโดย ภาพเศรษฐกิจเยอรมนีที่ฟื้นตัวดีขึ้น หลังการเร่งแจกจ่ายวัคซีนสามารถคุมการระบาดได้ดีขึ้นและช่วยให้รัฐบาลทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown


นอกจากนี้มองว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะยังคงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป ทั้งคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาทิ Deposit Facility Rate ที่ระดับ 0.50% พร้อมกับเดินหน้าซื้อสินทรัพย์อย่างน้อย 8.5 หมื่นล้านยูโร ต่อเดือน เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ


ขณะที่ในฝั่งเอเชีย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในโซนเอเชียยังคงได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกเป็นสำคัญ สะท้อนผ่านยอดการส่งออกของหลายประเทศที่โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไต้หวันที่ยอดการส่งออก (Exports) ในเดือนพฤษภาคมจะโตขึ้นกว่า 30%y/y จากความต้องการชิพและแผงวงจรที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก


ขณะที่จีนยอดการส่งออกในเดือนพฤษภาคม ก็จะขยายตัวกว่า 32%y/y เช่นกัน หนุนโดยภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการสินค้าเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี การขยายตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีนจะทำให้ความต้องการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ยอดการนำเข้า (Imports) เพิ่มขึ้นกว่า 50%y/y ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จาก ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนพฤษภาคม ที่จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 8.5% จาก 6.8% ในเดือนก่อน เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ที่จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 1.6% จาก 0.9% ในเดือนก่อน


นอกจากนี้ฝั่งไทย ปัญหาการระบาดของ COVID-19 รวมถึงความไม่แน่นอนของการแจกจ่ายวัคซีน จะกดดันความเชื่อมั่นของประชาชนต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) เดือนพฤษภาคมที่จะปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 44 จุด






ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง