ข่าวดีเปิดโอกาสวัคซีนทางเลือก-เปิดจองฉีดล็อตใหญ่ ดันหุ้นไทยปิดพุ่ง 14.38 จุด

TNN ONLINE

WEALTH

ข่าวดีเปิดโอกาสวัคซีนทางเลือก-เปิดจองฉีดล็อตใหญ่ ดันหุ้นไทยปิดพุ่ง 14.38 จุด

ข่าวดีเปิดโอกาสวัคซีนทางเลือก-เปิดจองฉีดล็อตใหญ่ ดันหุ้นไทยปิดพุ่ง 14.38 จุด

ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 14.38 จุด ขานรับรัฐบาลเปิดลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และเปิดโอกาสให้นำเข้าวัคซีนทางเลือกเพิ่ม

วันนี้( 27 พ.ค.64) ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,582.96 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 14.38 จุด (+0.92%) มูลค่าการซื้อขาย 175,296.31 ล้านบาท ซึ่งการซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดทั้งวัน โดยดัชนีทำระดับสูงสุด 1,587.54 จุด และระดับต่ำสุด 1,568.89 จุด ตอบรับการลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และแรงเข้าซื้อคืนในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าหลังจากปรับลดลงในช่วงก่อนหน้านี้ อีกทั้ง รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนไทยมีกำไรไตรมาส 1 เพิ่มขึ้น 120% จากราคาน้ำมันที่กลับเข้าสู่ปกติและรับมือโควิดได้ดีขึ้น


ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 964 หลักทรัพย์ ลดลง 720 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 438 หลักทรัพย์


บล.ไอร่า ระบุว่า บรรยากาศตลาดหุ้นไทยเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อการที่รัฐบาลไทยตั้งเป้ากระจายวัคซีนเดือน มิ.ย. ให้ได้ 12% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นความหวังการกลับมาเปิดเศรษฐกิจได้ในระยะถัดไป แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ยังทรงตัว รวมทั้งการพบการติดเชื้อใหม่สายพันธุ์อินเดีย ที่คาดว่ายังเป็นปัจจัยจำกัดการปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยได้อยู่ อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังต้องติดตามการปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยของเอ็มเอสซีไอลง 0.01% เหลือ 1.73% หรือคิดเป็นมูลค่า 10,700 ล้านบาท


ด้านบล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้รีบาวด์ได้ดีกว่าคาด ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดกลุ่ม TIP บวกได้ดีในวันนี้ ส่วนตลาดอื่นในเอเชียเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ อย่างตลาดหุ้นฮ่องกง, ตลาดหุ้นไต้หวัน และตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ติดลบเล็กน้อย ทั้งนี้ ตลาดบ้านเรารับแรงหนุนจากโอกาสการนำเข้าวัคซีนทางเลือกมาเพิ่ม และเริ่มเปิดจองฉีดวัคซีนรอบใหม่สำหรับบุคคลทั่วไป ทำให้หันมามองการเปิดเมืองในระยะต่อไป ส่งผลให้วันนี้หุ้นกลุ่มพาณิชย์ (Commerce), กลุ่มโรงแรม, กลุ่มห้างสรรพสินค้า และกลุ่มโรงไฟฟ้า ปรับตัวขึ้นมาได้ดี คาดว่าจะเป็นแรงซื้อของนักลงทุนสถาบัน พร้อมแนะติดตามดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน เม.ย.ที่จะออกมาในวันพรุ่งนี้


ขณะที่แนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่ายนี้ นายวีระวัฒน์ กล่าวว่า ตลาดฯมีโอกาสเผชิญแรงขายทำกำไรหลังจากปรับขึ้นมา 2 วัน และยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาเพิ่ม พร้อมให้แนวรับ 1,570 จุด ส่วนแนวต้าน 1,590 จุด


สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่

1.KBANK มูลค่าการซื้อขาย 21,129.93 ล้านบาท ปิดที่ 121.50 บาท ลดลง 2.50 บาท

2.KTC มูลค่าการซื้อขาย 11,843.57 ล้านบาท ปิดที่ 73.50 บาท ลดลง 9.50 บาท

3.SCGP มูลค่าการซื้อขาย 8,326.80 ล้านบาท ปิดที่ 55.50 บาท ลดลง 1.25 บาท

4.PTT มูลค่าการซื้อขาย 7,806.81 ล้านบาท ปิดที่ 38.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

5. CPALL มูลค่าการซื้อขาย 5,322.02 ล้านบาท ปิดที่ 60.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท

ข่าวแนะนำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง