
World Cities Report 2026 ของโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ หรือ UN-Habitat ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 นั่นคือสัดส่วนราคาบ้านต่อรายได้ต่อปีของประเทศไทยอยู่ที่ 24.0 เท่า หมายความว่าครัวเรือนไทยระดับกลางต้องเก็บรายได้ทั้งหมดโดยไม่ใช้จ่ายอะไรเลยนาน 24 ปี จึงจะซื้อบ้านราคากลาง ๆ ได้หนึ่งหลัง
ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งโลกที่ 11.2 เท่า มากกว่าสองเท่าตัว และทำให้ไทยอยู่อันดับ 171 จาก 181 ประเทศในชุดข้อมูล หรือเป็นประเทศที่การซื้อบ้านยากเป็นอันดับ 11 ของโลก ยากกว่าญี่ปุ่นซึ่งอยู่ที่ 10.3 เท่า และยากกว่าสิงคโปร์ที่ 15.5 เท่า ทั้งที่ทั้งสองประเทศมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยหลายเท่า
ความยากนี้ไม่ได้แปลว่าคนไทยเลิกอยากมีบ้าน แต่สะท้อนช่องว่างที่ห่างขึ้นระหว่างราคาที่อยู่อาศัยกับรายได้

สรุปข่าว
World Cities Report 2026 ของโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ หรือ UN-Habitat ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 นั่นคือสัดส่วนราคาบ้านต่อรายได้ต่อปีของประเทศไทยอยู่ที่ 24.0 เท่า หมายความว่าครัวเรือนไทยระดับกลางต้องเก็บรายได้ทั้งหมดโดยไม่ใช้จ่ายอะไรเลยนาน 24 ปี จึงจะซื้อบ้านราคากลาง ๆ ได้หนึ่งหลัง
ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งโลกที่ 11.2 เท่า มากกว่าสองเท่าตัว และทำให้ไทยอยู่อันดับ 171 จาก 181 ประเทศในชุดข้อมูล หรือเป็นประเทศที่การซื้อบ้านยากเป็นอันดับ 11 ของโลก ยากกว่าญี่ปุ่นซึ่งอยู่ที่ 10.3 เท่า และยากกว่าสิงคโปร์ที่ 15.5 เท่า ทั้งที่ทั้งสองประเทศมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยหลายเท่า
ความยากนี้ไม่ได้แปลว่าคนไทยเลิกอยากมีบ้าน แต่สะท้อนช่องว่างที่ห่างขึ้นระหว่างราคาที่อยู่อาศัยกับรายได้

สัดส่วนราคาบ้านต่อรายได้ต่อปี หรือ house price-to-income ratio คือการนำราคาบ้านมัธยฐานหารด้วยรายได้ครัวเรือนมัธยฐานต่อปี ค่ายิ่งสูงยิ่งแปลว่าซื้อบ้านยาก
ค่าของไทยอยู่ที่ 24.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งโลกที่ 11.2 เท่า ขณะที่ประเทศที่ซื้อบ้านง่ายที่สุดในชุดข้อมูลคือซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ 3.0 เท่า และยากที่สุดคือซีเรียที่ 86.7 เท่า สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 4.5 เท่า อังกฤษ 8.3 เท่า และแคนาดา 9.4 เท่า
เทียบ 14 ชาติเอเชีย ไทยยากเป็นอันดับ 5
ในกลุ่ม 14 ประเทศเอเชียตามอินโฟกราฟิก ไทยอยู่อันดับ 5 ของความยาก โดยประเทศที่ยากกว่าไทยคือ จีน 34.6 เท่า กัมพูชา 32.5 เท่า ฟิลิปปินส์ 30.1 เท่า และเกาหลีใต้ 26.0 เท่า ส่วนเวียดนามตามมาติด ๆ ที่ 23.5 เท่า
กลุ่มที่ซื้อบ้านง่ายกว่าไทยอย่างชัดเจน ได้แก่ อินโดนีเซีย 18.5 เท่า สิงคโปร์ 15.5 เท่า ญี่ปุ่น 10.3 เท่า อินเดีย 9.2 เท่า มาเลเซีย 8.1 เท่า เมียนมา 8.0 เท่า สปป.ลาว 5.7 เท่า และติมอร์เลสเต 5.2 เท่า
จุดที่น่าสังเกตคือความยากในการซื้อบ้านไม่ได้แปรผันตามความมั่งคั่งของประเทศ ญี่ปุ่นและมาเลเซียมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าเวียดนามและกัมพูชามาก แต่กลับซื้อบ้านง่ายกว่า เพราะตัวชี้วัดนี้วัดว่าราคาบ้าน "วิ่งตาม" รายได้ในประเทศนั้นได้ใกล้แค่ไหน ไม่ได้วัดว่าประเทศนั้นรวยแค่ไหน
ทำไมราคาบ้านไทยจึงวิ่งหนีรายได้
ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าปัญหาหลักของตลาดที่อยู่อาศัยไทยในปี 2569 คือรายได้ประชาชนโตไม่ทันราคาที่อยู่อาศัย โดยเห็นชัดตั้งแต่หลังโควิด-19 และกระทบกลุ่มรายได้ปานกลางถึงล่างมากที่สุด
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ว่ารายได้ทั้งสิ้นเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนไทยอยู่ที่ 28,151 บาท ในปี 2568 ช่วงหกเดือนแรก ลดลงจาก 29,030 บาทในปี 2566 นั่นคือรายได้ครัวเรือนไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่กลับหดตัวลงในระยะหลัง สวนทางกับต้นทุนที่ดินและค่าก่อสร้างที่ยังปรับขึ้น
ผลที่ตามมาคือผู้ซื้อลดขนาดความฝันลง ผู้บริโภคทุกกลุ่มรายได้หันไปขอสินเชื่อบ้านมือสองมากขึ้น จนสัดส่วนสินเชื่อบ้านมือสองเพิ่มจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 41 ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย
- กู้ง่าย...แต่ใช้เงินไม่เป็น เสี่ยงหนี้พอกหาง เปิดตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยทะลุ 16.4 ล้านล้านบาท
- คนไทยยังก่อหนี้ไม่หยุด เฉลี่ยหนึ่งคนมีหนี้ 4 บัญชี
- "หนี้ครัวเรือนต่อGDP" ต่ำสุดรอบ 6 ปี แต่เปราะบาง
- รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือนต่อเนื่อง ช่วยประชาชนลดภาระกว่า 171 ล้านบาท
- เจาะวิกฤตครัวเรือนไทย รายได้ลด-หนี้สูง ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือเพื่อความอยู่รอด
ที่มาข้อมูล : UN-Habitat, The Global Housing Crisis: World Cities Report 2026
ที่มารูปภาพ : TNN Online
