
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดความเปราะบางครัวเรือนไทย จากผลสำรวจครัวเรือนทั่วประเทศล่าสุด พบ "รายได้หด ลดรายจ่าย พึ่งพาเงินช่วยเหลือ และหนี้ยังสูง" กดดันการบริโภคระยะข้างหน้า
SCB EIC ได้วิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2568 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ครอบคลุมครัวเรือนตัวอย่าง 57,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ พบว่า ครัวเรือนไทยยังอยู่ระหว่างการปรับตัวจากระดับหนี้ที่สูงมาก (Deleveraging process) อีกทั้งกำลังเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ที่อาจกลายเป็นแรงฉุดสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
สรุปข่าว
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดความเปราะบางครัวเรือนไทย จากผลสำรวจครัวเรือนทั่วประเทศล่าสุด พบ "รายได้หด ลดรายจ่าย พึ่งพาเงินช่วยเหลือ และหนี้ยังสูง" กดดันการบริโภคระยะข้างหน้า
SCB EIC ได้วิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2568 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ครอบคลุมครัวเรือนตัวอย่าง 57,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ พบว่า ครัวเรือนไทยยังอยู่ระหว่างการปรับตัวจากระดับหนี้ที่สูงมาก (Deleveraging process) อีกทั้งกำลังเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ที่อาจกลายเป็นแรงฉุดสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
โดยมี 6 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ดังนี้
1. รายได้ครัวเรือนไทยลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี
รายได้เฉลี่ยครัวเรือนไทยในปี 2568 อยู่ที่ 28,308 บาท/เดือน ลดลง -2.5% เทียบกับผลสำรวจครั้งก่อนในปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 29,030 บาท/เดือน นับเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี จากรายได้การทำงานที่หดตัวเป็นสำคัญ สะท้อนเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า และปัญหาการกระจายของรายได้ครัวเรือนที่กระจุกตัวในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูง
2. ครัวเรือนไทยพึ่งพารายได้จากเงินช่วยเหลือสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ
ครัวเรือนไทย อยู่รอดด้วยการ "พึ่งพาเงินช่วยเหลือ" มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ซึ่งข้อมูลรายได้ครัวเรือนจากเงินช่วยเหลือในปี 2568 เพิ่มขึ้น 19.4% จากปี 2566 สวนทางกับรายได้ประเภทอื่นที่ปรับลดลงทั้งหมด โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน ซึ่งต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือและรายได้ไม่เป็นตัวเงินรวมกันเกือบ 60% ของรายได้ทั้งหมด สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของกระแสรายได้และความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือนรายได้น้อย
ครัวเรือนรายได้น้อย พึ่งพาเงินช่วยเหลือและรายได้ไม่เป็นตัวเงินในสัดส่วนสูง หากพิจารณารายได้ครัวเรือน แบ่งตามกลุ่มรายได้พบว่า รายได้ครัวเรือนในปี 2568 ปรับลดลงเกือบทุกกลุ่ม เมื่อเทียบกับปี 2566 แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน กลับมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 3.4% และเป็นกลุ่มที่รายได้ขยายตัวสูงที่สุด
อย่างไรก็ดี รายได้ที่เพิ่มขึ้นของครัวเรือนรายได้น้อยกลุ่มนี้ มีสาเหตุหลักจากการได้รับเงินช่วยเหลือมากขึ้น โดยมีสัดส่วนรายได้จากเงินช่วยเหลือสูงถึง 31.9% เพิ่มขึ้นจาก 26.2% ในปี 2566 ขณะเดียวกันรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงิน (เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สินค้า/บริการที่ได้รับมาโดยไม่ได้ซื้อเอง รวมถึงค่าประเมินค่าเช่าบ้านที่ไม่เสียเงิน) คิดเป็นสัดส่วนกว่า 27.9% สะท้อนว่าครัวเรือนรายได้น้อยกลุ่มนี้ พึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภาครัฐหรือบุคคลภายนอกครัวเรือน รวมกันเกือบ 60% ของรายได้ทั้งหมด โดยหากไม่รวมรายได้จากเงินช่วยเหลือ และรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงินดังกล่าวจะพบว่า รายได้ของครัวเรือนกลุ่มนี้ลดลงถึง -5.1% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2566
ครัวเรือนรายได้สูง เริ่มมีสัญญาณปัญหาการฟื้นตัวของรายได้ ครัวเรือนรายได้สูงเกิน 100,000 บาท/เดือน เป็นกลุ่มที่มีรายได้ลดลงมากที่สุดในปี 2568 เทียบปี 2566 โดยรายได้ปรับลดลงถึง -7.6% โดยเฉพาะรายได้จากการทำงาน และรายได้จากแหล่งอื่น (ประกอบด้วย รายได้จากการลงทุน รายได้จากบำเหน็จบำนาญ รายได้จากเงินชดเชยการออกจากงาน) สะท้อนความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่เริ่มส่งผลมาถึงกลุ่มครัวเรือนรายได้สูงมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ครัวเรือนกลุ่มนี้ มีแนวโน้มที่จะสามารถปรับตัวเพื่อรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มครัวเรือนที่มีการกระจายตัวของรายได้จากหลายทาง ทั้งรายได้ที่มาจากการทำงาน และรายได้จากการลงทุนและทรัพย์สิน ที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของรายได้ทั้งหมด
ขณะที่กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย มีสัดส่วนรายได้ที่มาจากการทำงาน และรายได้จากการลงทุน และทรัพย์สินรวมกันเพียง 40% ของรายได้ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของรายได้แบบ K-shape ที่กระจุกตัวในกลุ่มครัวเรือนรายได้สูง และจะยิ่งทำให้เกิดช่องว่างของรายได้จากโอกาสในการสร้างรายได้จากแหล่งที่หลากหลายและมีทรัพย์สินในการลงทุนที่สูงกว่ามาก
3. ครัวเรือนไทยรัดเข็มขัดตามรายได้ที่ลดลง โดยเน้นลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนในปี 2568 ลดลง -5.4% จากปี 2566 สะท้อนว่าครัวเรือนเริ่มระมัดระวังในการใช้จ่าย และชะลอการบริโภคมากขึ้น ตามกำลังซื้อที่อ่อนแอลงจากรายได้ที่หดตัว โดยครัวเรือนส่วนใหญ่เลือกลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภคที่ลดลงไปเกือบ -10% ขณะที่พยายามคุมค่าใช้จ่ายจำเป็นไม่ให้เพิ่มขึ้นมากนัก เช่น อาหารเครื่องดื่ม และยาสูบ ซึ่งยังขยายตัวเล็กน้อย 0.6%
ในภาพรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่ลดลงสะท้อนว่า ครัวเรือนเลือกลดรายจ่ายที่สามารถปรับลดได้ก่อน เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน ท่ามกลางแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง
4. ครัวเรือนก่อหนี้ลดลงในภาพรวม แต่กลุ่มรายได้น้อยกลับก่อหนี้เพิ่มขึ้น
ผลสำรวจหนี้ครัวเรือนในปี 2568 พบว่า หนี้ครัวเรือนในภาพรวมลดลง -11.8% จากปี 2566 รวมถึงค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่ปรับตัวลดลง สะท้อนภาวะการลดภาระหนี้ (Deleveraging) ในระดับประเทศ ท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น และความพยายามของภาคครัวเรือนในการลดภาระหนี้สินลง
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านหนี้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่หนี้เพิ่มขึ้น 1.9% โดยเฉพาะหนี้จากการเช่าซื้อบ้าน/ที่ดิน การศึกษา อุปโภคบริโภคอื่น ๆ และทำธุรกิจ การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนรายได้น้อยสะท้อนว่า ครัวเรือนกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อชดเชยรายได้จากการทำงานที่ลดลง เนื่องจากโครงสร้างค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ
5. เกินครึ่งของครัวเรือนไทยที่มีหนี้ ยังเผชิญปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย
ครัวเรือนไทยที่มีหนี้สิน กว่า 50.39% มีปัญหารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีหนี้สิน และมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท/เดือน ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ไม่พอใช้สูงถึงกว่า 2 ใน 3 ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท/เดือน ส่วนใหญ่ต้องแบกรับทั้งค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและภาระหนี้ในระดับสูง ส่งผลให้สภาพคล่องตึงตัว และมีความสามารถในการรับมือกับค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2569 ได้อย่างจำกัด เนื่องจากเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นมาก
6. ความเปราะบางของครัวเรือนไทย เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
ภาคครัวเรือนไทย มีแนวโน้มเปราะบางมากขึ้นจากแรงกดดันรอบด้าน ทั้งรายได้จากการทำงานที่ฟื้นตัวช้า การพึ่งพาเงินช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้น และภาระหนี้ที่ยังกดดันสภาพคล่อง โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท/เดือน ซึ่งส่วนใหญ่ยังเผชิญกับปัญหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย
แม้ครัวเรือนไทยจะปรับลดรายจ่ายลงเพื่อรักษาสภาพคล่อง แต่การปรับลดลงดังกล่าว สะท้อนพฤติกรรมการรัดเข็มขัดมากกว่าการฟื้นตัวของฐานะการเงิน เนื่องจากครัวเรือนยังมีพื้นที่จำกัดในการลดรายจ่ายจำเป็น ขณะที่ค่าครองชีพมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น สวนทางกับรายได้ที่ลดลง แรงกดดันดังกล่าว อาจทำให้ครัวเรือนต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือ และการก่อหนี้เพื่อดำรงชีพมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงกดดันการบริโภคภาคเอกชนในระยะสั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของภาคครัวเรือนไทย ที่แก้ไขได้ยากในระยะยาว
SCB EIC มองว่า การรับมือกับความท้าทายของภาคครัวเรือนไทยในระยะต่อไป จำเป็นต้องอาศัยทั้งมาตรการระยะสั้น และระยะยาวควบคู่กัน โดยในระยะสั้น การบริโภคภาคเอกชนจะยังได้แรงพยุงจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ผ่านการช่วยประคองกำลังซื้อและสภาพคล่องของครัวเรือน อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าว ควรเน้นการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้าไปยังครัวเรือนรายได้น้อย และรายได้ปานกลางที่มีความเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มที่ประสบปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย ควบคู่กับมาตรการบรรเทาภาระหนี้อย่างเหมาะสม เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การลดภาระดอกเบี้ยสำหรับกลุ่มเปราะบาง และการรวมหนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาหนี้นอกระบบ
ส่วนในระยะยาว ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพในการหารายได้ของครัวเรือน ทั้งการเพิ่มทักษะแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ การส่งเสริมโอกาสเข้าถึงรายได้จากหลายแหล่ง รวมถึงการเสริมวินัย และภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพื่อให้ครัวเรือนไทยสามารถรับมือกับความผันผวนของรายได้ ค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้น และลดการพึ่งพาเงินช่วยเหลือหรือการก่อหนี้เพื่อการบริโภคในระยะข้างหน้า
บรรณาธิการ TNN WEALTH ผู้ดำเนินรายการเศรษฐกิจและการลงทุน นักเขียนหนังสือสูตรลับเซียนหุ้น
