"อ้างแม่ป่วยทางจิต" จ้างคนมาอุ้มส่งศูนย์ได้ไหม?" ถอดบทเรียนกฎหมายจิตเวช จากมหากาพย์ "แม่ภัทร"

Share on Line Share on Facebook Share on X
"อ้างแม่ป่วยทางจิต" จ้างคนมาอุ้มส่งศูนย์ได้ไหม?" ถอดบทเรียนกฎหมายจิตเวช จากมหากาพย์ "แม่ภัทร"

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา"  โดยระบุว่า


ถ้าลูกบอกว่าแม่ป่วยทางจิต ก็จ้างคนมาจับแม่ไปได้เลย?

(คำเตือน:บทความนี้ยาวมาก)

มหากาพย์กรณีแม่ภัทรที่ถูกลูกชายพาไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งในรายการโหนกระแส เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากชายผู้รับหน้าที่นำส่งแม่ภัทรโทรศัพท์เข้ามาชี้แจงว่า ได้รับการว่าจ้างจากลูกชายเป็นเงิน 15,000 บาท โดยได้รับข้อมูลว่าแม่มีพฤติกรรมรุนแรงและทำร้ายคนในบ้าน และยอมรับว่าทีมงานมีการล็อกตัวและใช้เชือกมัดระหว่างนำส่ง แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการทำร้ายร่างกาย เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามที่ผมคิดว่าสำคัญกับทุกครอบครัวครับว่า ถ้าวันหนึ่งคนในบ้านของเรามีอาการทางจิตและไม่ยอมไปโรงพยาบาล เราสามารถจ้างคนมาจับตัวเขาไปได้หรือไม่ และถ้าไม่ได้จ้าง แต่ขอให้เพื่อนบ้านมาช่วยแทน จะทำได้หรือเปล่า?


ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่าการเป็นผู้ป่วยจิตเวชไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะหมดสิทธิ์ตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง แม้จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้ว หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆก็ไม่ได้ทำให้ญาติมีอำนาจบังคับพาไปรักษาโดยอัตโนมัติ แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายก็ไม่ได้กำหนดว่าผู้ป่วยทุกคนต้องยินยอมก่อนจึงจะสามารถนำไปรักษาได้ เพราะบางสถานการณ์อาการทางจิตอาจรุนแรงจนจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ แม้เจ้าตัวจะไม่ยอมรับว่าตนเองป่วยก็ตาม


แล้วกฎหมายอนุญาตให้พาผู้ป่วยที่ไม่ยินยอมไปโรงพยาบาลได้เมื่อใด?

พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 มาตรา 22 กำหนดไว้ 2 กรณีสำคัญ คือ ผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตและมีภาวะอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น และผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา เช่น มีอาการทางจิตจนขาดความสามารถในการตัดสินใจให้ความยินยอม และจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่า เราไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ป่วยลงมือทำร้ายใครก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้ แต่การไม่ยอมกินยาหรือไม่ยอมไปพบแพทย์เพียงอย่างเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบังคับพาตัวไปได้ทุกกรณี เมื่อมีเหตุสงสัยว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ดังกล่าว มาตรา 23–24 กำหนดให้ แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายสุขภาพจิต พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ เพื่อดำเนินการนำผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัดรักษาที่อยู่ใกล้ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการเบื้องต้น โดยการใช้วิธีผูกมัดร่างกายจะทำไม่ได้ เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายต่อตัวผู้ป่วย บุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่น


ตรงนี้เองที่ทำให้กรณีแม่ภัทรมีประเด็นน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ *การเลือกสถานที่ปลายทาง* เพราะหากเหตุผลในการพาตัวออกจากบ้าน คือการสงสัยว่ามีอาการทางจิตรุนแรง กระบวนการตามพรบ.สุขภาพจิตก็มุ่งให้นำผู้ป่วยไปตรวจประเมินที่สถานพยาบาล ไม่ใช่ให้ญาติเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งใดแห่งหนึ่งแล้วบังคับพาไปอยู่ได้ทันที โดยเฉพาะหากมีการวางแผนให้อยู่ระยะยาวโดยไม่สมัครใจ ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาเรื่องสิทธิ ความยินยอม และอำนาจตามกฎหมายแยกต่างหาก พูดง่ายๆคือ ต่อให้เรามีเหตุผลเพียงพอที่จะพาคนคนหนึ่งไปตรวจรักษา ก็ไม่ได้หมายความว่าเรามีสิทธิ์ เลือก ให้เขาไปอยู่ที่ไหนก็ได้ และนานเท่าไรก็ได้ครับ 


อย่างไรก็ตาม ผมอยากเน้นย้ำอีกด้านหนึ่งด้วยว่า การที่กฎหมายกำหนดผู้มีอำนาจนำส่งผู้ป่วย ไม่ได้หมายความว่าญาติ เพื่อนบ้าน หรือประชาชนทั่วไปจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยไม่ได้เลย เพราะเรายังสามารถช่วยพูดคุย เกลี้ยกล่อม ประสานโรงพยาบาล ช่วยขับรถเมื่อผู้ป่วยยินยอม หรือช่วยดูแลความปลอดภัยได้ และหากผู้ป่วยกำลังทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ประชาชนก็อาจเข้าช่วยป้องกันอันตรายเฉพาะหน้าได้ภายใต้หลักความจำเป็นและความเหมาะสมตามกฎหมาย โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกฝ่าย ไม่ใช่ว่าต้องยืนดูเฉยๆจนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึง

สรุปข่าว

จากเคส "แม่ภัทร" ถ้าคนในบ้านป่วยจิตเวชแต่ไม่ยอมรักษา เราจ้างคนมาจับไปได้ไหม? คำตอบคือ "ทำไม่ได้" เพราะตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต การบังคับพาตัวต้องให้ ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ นำส่ง "โรงพยาบาล" เท่านั้น การจ้างเอกชนมาล็อกตัวหรือพาไปศูนย์ดูแลเองถือว่าผิดกฎหมายและเสี่ยงติดคุกทันที เพราะ "การช่วยเหลือ" กับ "การบังคับอุ้มตัว" ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา"  โดยระบุว่า


ถ้าลูกบอกว่าแม่ป่วยทางจิต ก็จ้างคนมาจับแม่ไปได้เลย?

(คำเตือน:บทความนี้ยาวมาก)

มหากาพย์กรณีแม่ภัทรที่ถูกลูกชายพาไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งในรายการโหนกระแส เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากชายผู้รับหน้าที่นำส่งแม่ภัทรโทรศัพท์เข้ามาชี้แจงว่า ได้รับการว่าจ้างจากลูกชายเป็นเงิน 15,000 บาท โดยได้รับข้อมูลว่าแม่มีพฤติกรรมรุนแรงและทำร้ายคนในบ้าน และยอมรับว่าทีมงานมีการล็อกตัวและใช้เชือกมัดระหว่างนำส่ง แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการทำร้ายร่างกาย เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามที่ผมคิดว่าสำคัญกับทุกครอบครัวครับว่า ถ้าวันหนึ่งคนในบ้านของเรามีอาการทางจิตและไม่ยอมไปโรงพยาบาล เราสามารถจ้างคนมาจับตัวเขาไปได้หรือไม่ และถ้าไม่ได้จ้าง แต่ขอให้เพื่อนบ้านมาช่วยแทน จะทำได้หรือเปล่า?


ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่าการเป็นผู้ป่วยจิตเวชไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะหมดสิทธิ์ตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง แม้จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้ว หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆก็ไม่ได้ทำให้ญาติมีอำนาจบังคับพาไปรักษาโดยอัตโนมัติ แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายก็ไม่ได้กำหนดว่าผู้ป่วยทุกคนต้องยินยอมก่อนจึงจะสามารถนำไปรักษาได้ เพราะบางสถานการณ์อาการทางจิตอาจรุนแรงจนจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ แม้เจ้าตัวจะไม่ยอมรับว่าตนเองป่วยก็ตาม


แล้วกฎหมายอนุญาตให้พาผู้ป่วยที่ไม่ยินยอมไปโรงพยาบาลได้เมื่อใด?

พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 มาตรา 22 กำหนดไว้ 2 กรณีสำคัญ คือ ผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตและมีภาวะอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น และผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา เช่น มีอาการทางจิตจนขาดความสามารถในการตัดสินใจให้ความยินยอม และจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่า เราไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ป่วยลงมือทำร้ายใครก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้ แต่การไม่ยอมกินยาหรือไม่ยอมไปพบแพทย์เพียงอย่างเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบังคับพาตัวไปได้ทุกกรณี เมื่อมีเหตุสงสัยว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ดังกล่าว มาตรา 23–24 กำหนดให้ แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายสุขภาพจิต พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ เพื่อดำเนินการนำผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัดรักษาที่อยู่ใกล้ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการเบื้องต้น โดยการใช้วิธีผูกมัดร่างกายจะทำไม่ได้ เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายต่อตัวผู้ป่วย บุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่น


ตรงนี้เองที่ทำให้กรณีแม่ภัทรมีประเด็นน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ *การเลือกสถานที่ปลายทาง* เพราะหากเหตุผลในการพาตัวออกจากบ้าน คือการสงสัยว่ามีอาการทางจิตรุนแรง กระบวนการตามพรบ.สุขภาพจิตก็มุ่งให้นำผู้ป่วยไปตรวจประเมินที่สถานพยาบาล ไม่ใช่ให้ญาติเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งใดแห่งหนึ่งแล้วบังคับพาไปอยู่ได้ทันที โดยเฉพาะหากมีการวางแผนให้อยู่ระยะยาวโดยไม่สมัครใจ ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาเรื่องสิทธิ ความยินยอม และอำนาจตามกฎหมายแยกต่างหาก พูดง่ายๆคือ ต่อให้เรามีเหตุผลเพียงพอที่จะพาคนคนหนึ่งไปตรวจรักษา ก็ไม่ได้หมายความว่าเรามีสิทธิ์ เลือก ให้เขาไปอยู่ที่ไหนก็ได้ และนานเท่าไรก็ได้ครับ 


อย่างไรก็ตาม ผมอยากเน้นย้ำอีกด้านหนึ่งด้วยว่า การที่กฎหมายกำหนดผู้มีอำนาจนำส่งผู้ป่วย ไม่ได้หมายความว่าญาติ เพื่อนบ้าน หรือประชาชนทั่วไปจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยไม่ได้เลย เพราะเรายังสามารถช่วยพูดคุย เกลี้ยกล่อม ประสานโรงพยาบาล ช่วยขับรถเมื่อผู้ป่วยยินยอม หรือช่วยดูแลความปลอดภัยได้ และหากผู้ป่วยกำลังทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ประชาชนก็อาจเข้าช่วยป้องกันอันตรายเฉพาะหน้าได้ภายใต้หลักความจำเป็นและความเหมาะสมตามกฎหมาย โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกฝ่าย ไม่ใช่ว่าต้องยืนดูเฉยๆจนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึง

แต่สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ การช่วยป้องกันอันตรายที่กำลังเกิดขึ้น กับการใช้กำลังจับตัวบุคคลที่ไม่ยินยอมแล้วพาขึ้นรถไปยังสถานที่อื่น เป็นคนละเรื่องกัน และการเป็นญาติ เพื่อนบ้าน หรือผู้รับจ้างนำส่ง ก็ไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นมีอำนาจบังคับตามพรบ.สุขภาพจิตขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะการจับมัดหรือจำกัดเสรีภาพโดยไม่มีเหตุจำเป็นหรืออำนาจตามกฎหมายรองรับ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อความรับผิดทางกฎหมายได้


สำหรับกรณีแม่ภัทร ผมคิดว่าเรายังต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนสรุปความรับผิดของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องความจำเป็นในการใช้กำลัง ความยินยอม การเลือกสถานที่ปลายทาง และการให้อยู่ในศูนย์ดูแลเป็นเวลานาน เพราะเราไม่สามารถวินิจฉัยสภาพจิตใจของบุคคลจากข่าวหรือคำบอกเล่าของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้


 สรุป 3 สถานการณ์ ถ้าคนในบ้านมีอาการทางจิต เราควรทำอย่างไร?


1.  ผู้ป่วยยินยอมไปโรงพยาบาล

 ทำได้: ญาติหรือเพื่อนบ้านช่วยเกลี้ยกล่อม ขับรถพาไป และดูแลระหว่างเดินทางได้ตามปกติ

 ไม่ควรทำ: ข่มขู่หรือจับมัดโดยไม่มีเหตุจำเป็น


2.  ผู้ป่วยไม่ยอมไปโรงพยาบาล แต่ยังไม่มีอันตรายเฉพาะหน้า

 ทำได้: ช่วยพูดคุย ดูแลความปลอดภัย และแจ้งโรงพยาบาล พนักงานเจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ เพื่อประสานการประเมินและนำส่งตามกฎหมาย

 ไม่ควรทำ: รวมกลุ่มกันจับมัดแล้วพาตัวไปเองโดยไม่มีเหตุหรืออำนาจตามกฎหมายรองรับ รวมถึงบังคับพาไปอยู่ศูนย์ดูแลระยะยาวเพียงเพราะญาติบอกว่าป่วย


3.  ผู้ป่วยกำลังทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น

ทำได้: ช่วยป้องกันอันตรายเฉพาะหน้าเท่าที่จำเป็นและปลอดภัย เช่น พาคนอื่นออกจากจุดเสี่ยง พร้อมโทร 1669 และประสานตำรวจ หากจำเป็นต้องเข้ายับยั้ง ต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ

 ไม่ควรทำ: เสี่ยงเข้าต่อสู้ ใช้กำลังเกินความจำเป็น หรือจับมัดควบคุมตัวต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุทางกฎหมายรองรับ


ท้ายที่สุด ผมไม่อยากให้เหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนกลัวการเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวช แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ใครใช้ความหวังดีเป็นข้ออ้างในการละเมิดสิทธิของผู้ป่วย เพราะ กฎหมายไม่ได้ห้ามประชาชนช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวช แต่ *การช่วยเหลือผู้ป่วย* กับ *การมีอำนาจบังคับพาตัวเขาไป* ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี


ข้อมูลจาก เพจ คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา 

https://www.facebook.com/D2JED/posts/pfbid0EEwbgDrWsCG3PFBBFiqGLv4v9DGuMpNB4zD9cE4Dwv3uppYU4qqXB4ycJX5CNxmil

ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง