Gaslighting ในที่ทำงาน รู้ทันพฤติกรรมที่ทำให้เราสงสัยตัวเอง

Share on Line Share on Facebook Share on X
Gaslighting ในที่ทำงาน รู้ทันพฤติกรรมที่ทำให้เราสงสัยตัวเอง

เคยไหมที่ทำงานกับใครบางคนแล้วเริ่มรู้สึกว่า “หรือจริง ๆ เราจะจำผิด?” “เราคิดมากเกินไปหรือเปล่า?” หรือ “เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของเราจริง ๆ ไหม?”

สรุปข่าว

Gaslighting ในที่ทำงาน รู้ทันพฤติกรรมที่ทำให้เราสงสัยตัวเอง ลดทอนความมั่นใจ จดอาจเสียตัวตน

เคยไหมที่ทำงานกับใครบางคนแล้วเริ่มรู้สึกว่า “หรือจริง ๆ เราจะจำผิด?” “เราคิดมากเกินไปหรือเปล่า?” หรือ “เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของเราจริง ๆ ไหม?”

ความรู้สึกเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่อาจเป็นผลจากพฤติกรรมที่เรียกว่า Gaslighting หรือการบิดเบือนทางจิตใจ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการชักจูงและควบคุมที่ทำให้อีกฝ่ายเริ่มไม่มั่นใจในความทรงจำ การรับรู้ และมุมมองของตัวเอง

คำว่า Gaslighting มาจากภาพยนตร์เรื่อง Gaslight ในปี 1944 และถูกนำมาใช้เรียกพฤติกรรมที่คนหนึ่งพยายามทำให้อีกคนตั้งคำถามกับความเป็นจริงของตัวเอง

เมื่อเกิดขึ้นในที่ทำงาน Gaslighting อาจยิ่งสังเกตได้ยาก เพราะมักมาในรูปแบบของคำพูดหรือพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนคนถูกกระทำเริ่มสูญเสียความมั่นใจ และในระยะยาวยังส่งผลเสียต่อทั้งตัวพนักงานและบรรยากาศในองค์กร

คนที่ชอบ Gaslighting มีลักษณะอย่างไร?

Gaslighting อาจเกิดขึ้นได้กับคนหลายรูปแบบ และบางคนอาจไม่ได้ตระหนักด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำพฤติกรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คำนี้มักใช้กับกรณีที่คนหนึ่งจงใจบิดเบือนหรือควบคุมอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน สมาชิกในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน

พฤติกรรมเหล่านี้อาจสะสมและพัฒนามาจากรูปแบบการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัวในระยะยาว

ลักษณะที่มักพบในคนที่มีพฤติกรรม Gaslighting ได้แก่

  • ชอบควบคุมและบงการผู้อื่น
  • มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าหรือขาดความมั่นใจในตัวเอง
  • มีความไม่มั่นคงในตัวเอง แต่พยายามปกปิดด้วยการจับผิดหรือตำหนิข้อบกพร่องของคนอื่น
  • ต้องการควบคุมสถานการณ์ 
  • มีแนวโน้มหลงตัวเอง 
  • เป็นตัการแบ่งพรรคพวกในที่ทำงาน

สิ่งที่ทำให้ Gaslighting รับมือได้ยากคือ คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ไม่ได้มีบุคลิกเหมือนกันทุกคน บางคนมีเสน่ห์ พูดเก่ง และเข้ากับคนง่าย จนคนรอบข้างไม่ทันสังเกตว่ากำลังถูกบงการ ขณะที่บางคนมีบุคลิกเงียบขรึม ทำให้พฤติกรรมเหล่านี้ยิ่งดูไม่ชัดเจน

5 สัญญาณ Gaslighting ที่อาจเกิดขึ้นในที่ทำงาน

1. คุณได้ยินแต่คำวิจารณ์ด้านลบเกี่ยวกับผลงานของตัวเองซ้ำ ๆ

การได้รับฟีดแบ็กจากที่ทำงานเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าคุณถูกพูดถึงในแง่ลบอยู่ตลอด ทั้งที่ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานรองรับ และแทบไม่เคยได้รับฟีดแบ็กที่สร้างสรรค์ นี่อาจเป็นสัญญาณที่ควรระวัง

โดยเฉพาะเมื่อคำวิจารณ์นั้นมาจากหัวหน้าหรือคนที่มีอำนาจเหนือกว่า เพราะอาจทำให้คุณแยกได้ยากว่า สิ่งที่ได้ยินเป็นคำแนะนำที่มีเหตุผล หรือเป็นการบั่นทอนความมั่นใจ

วิธีหนึ่งที่ช่วยตรวจสอบได้คือ ลองคุยกับเพื่อนร่วมทีมที่ไว้ใจได้ เล่าให้ฟังตรง ๆ ว่าหัวหน้าหรือคนคนนั้นพูดอะไรเกี่ยวกับผลงานของคุณ แล้วถามว่าพวกเขามองเรื่องนี้อย่างไร หากหลายคนเห็นตรงกันว่าคำวิจารณ์นั้นไม่สมเหตุสมผล คุณอาจกำลังเจอกับพฤติกรรมที่ไม่ปกติ

2. คุณถูกพูดจาดูถูกหรือลดคุณค่าต่อหน้าคนอื่นเป็นประจำ

หากเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าชอบพูดจาดูถูกคุณต่อหน้าคนอื่น และคุณสังเกตได้ว่าคนรอบข้างเองก็รู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ นี่อาจเข้าข่ายการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน

แต่ถ้าคำพูดเหล่านั้นไม่ได้แค่ทำให้คุณรู้สึกแย่ แต่ยังทำให้คุณเริ่มสงสัยความทรงจำหรือการรับรู้ของตัวเองด้วย ก็อาจเป็น Gaslighting

ตัวอย่างเช่น การยืนยันว่าคุณจำเรื่องต่าง ๆ ผิด ทั้งที่คุณมั่นใจว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกแบบ หรือทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองอ่อนไหวเกินไป ทั้งที่ความรู้สึกของคุณมีเหตุผล

หากพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยเฉพาะจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานคนเดิม อาจถึงเวลาที่ต้องขอคำปรึกษาจากฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง

3. คุณได้ยินข่าวลือแย่ ๆ เกี่ยวกับตัวเองอยู่เรื่อย ๆ

อีกวิธีหนึ่งที่คนมีพฤติกรรม Gaslighting ใช้บั่นทอนความมั่นใจ คือการพูดถึงคุณในทางลบลับหลังกับบุคคลที่สาม โดยไม่นำปัญหานั้นมาคุยอบ่างเปิดเผย เพื่อแก้ไขให้งานผ่านไปได้ แต่เลือกนินทาลับหลัง

เมื่อคนรอบตัวเริ่มเชื่อข้อมูลเหล่านั้น คนที่เป็นต้นเหตุของพฤติกรรมก็อาจควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น ขณะที่คุณอาจเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนผิด ทั้งที่เรื่องราวไม่เป็นความจริง

หากได้ยินข่าวลือที่ไม่ตรงกับความจริง ลองหาต้นตอของข้อมูลและอย่าปล่อยให้ข่าวลือเหล่านั้นทำลายความมั่นใจของคุณ

4. คุณเริ่มสงสัยการรับรู้และความเป็นจริงของตัวเองตลอดเวลา

นี่ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่สุดของ Gaslighting

หากหลังจากพูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนบางคนแล้ว คุณมักกลับมานั่งสงสัยตัวเอง คิดวนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ เป็นอย่างไรกันแน่ หรือเริ่มไม่มั่นใจในความจำและการตัดสินใจของตัวเอง อาจต้องลองสังเกตว่าพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือไม่

5. เขาทำให้ความพยายาม ความรู้สึก หรือมุมมองของคุณดูไม่มีความหมาย

คนที่มีพฤติกรรม Gaslighting อาจทำให้คุณรู้สึกว่าความพยายามของตัวเองไม่เคยดีพอ

คุณอาจภูมิใจกับงานที่เพิ่งทำเสร็จ แต่กลับถูกทำให้รู้สึกว่าน่าจะทำให้ดีกว่านี้ หรือใช้เวลาน้อยกว่านี้ จนสุดท้ายเริ่มตั้งคำถามว่าจริง ๆ แล้วผลงานของตัวเองดีพอให้ภูมิใจหรือไม่

เช่นเดียวกับเรื่องความรู้สึก หากคุณรู้สึกตื่นเต้นกับโปรเจกต์ใหม่ หรือรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้อาจพยายามลดทอนความรู้สึกของคุณ ทำให้คุณคิดว่าตัวเองกำลังคิดมากหรือมีปฏิกิริยามากเกินไป

เมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ คุณอาจเริ่มไม่เชื่อความรู้สึกของตัวเอง และคิดว่าตัวเองไม่สามารถตัดสินอะไรได้อย่างถูกต้อง

ประโยคที่คนมีพฤติกรรม Gaslighting มักใช้

คำพูดบางอย่างอาจฟังดูธรรมดา แต่หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในบริบทที่อีกฝ่ายพยายามบิดเบือนสิ่งที่เกิดขึ้น ก็อาจเป็นสัญญาณที่ควรระวัง เช่น

  • ปฏิเสธว่าไม่เคยพูดหรือไม่เคยตกลงเรื่องนั้น ทั้งที่เคยมีการพูดคุยกัน
  • บอกว่าคุณอ่อนไหวเกินไปหรือมีปฏิกิริยามากเกินเหตุ เมื่อคุณแสดงความไม่พอใจ
  • ยืนยันว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นแบบที่คุณจำได้ หรือทำให้คุณสงสัยความทรงจำของตัวเอง
  • บอกว่าคุณคิดมากหรือวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ มากเกินไป ทั้งที่ข้อสังเกตของคุณมีเหตุผล
  • ใช้คำว่าเป็นเพียงเรื่องล้อเล่น เพื่อกลบเกลื่อนคำพูดที่ดูถูกหรือทำร้ายความรู้สึก
  • โจมตีความน่าเชื่อถือของคุณด้วยการบอกว่าคุณจำอะไรไม่ค่อยได้ หรือมีพฤติกรรมที่ดูดราม่าหรือผิดปกติ

หัวใจสำคัญคือ Gaslighting ไม่ได้หมายถึงการมีความเห็นไม่ตรงกันเพียงครั้งเดียว แต่เป็นรูปแบบพฤติกรรมที่เกิดซ้ำ ๆ จนอีกฝ่ายเริ่มไม่มั่นใจในความทรงจำ การรับรู้ ความรู้สึก หรือคุณค่าของตัวเอง

ดังนั้น หากทำงานกับใครแล้วคุณรู้สึกว่าตัวเองต้องคอยถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “หรือเราผิดเอง?” อาจถึงเวลาที่ต้องหยุดและลองมองย้อนกลับไปว่า ปัญหาอยู่ที่การทำงานของคุณจริง ๆ หรือมีใครบางคนกำลังทำให้คุณไม่เชื่อในตัวเองกันแน่

ที่มาข้อมูล : Australian HR Institution, simplypsychology

ที่มารูปภาพ : CANVA

เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย

แท็กบทความ