
เคยไหม? แค่ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง อีกฝ่ายก็เริ่มเล่าว่า “ช่วงนี้งานยุ่งมาก” “ประชุมทั้งวัน” “แทบไม่มีเวลาพัก” หรือ “งานกองเต็มโต๊ะจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน”
บางคนอาจไม่ได้แค่บ่น แต่กำลังทำสิ่งที่เรียกว่า “Busy Bragging” หรือการอวดว่างานยุ่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่คนทำงานบางกลุ่มใช้เพื่อทำให้ตัวเองดูเป็นคนขยัน ทุ่มเท และมีความสำคัญในองค์กร
แต่ปัญหาคือ การพยายามทำให้คนอื่นเห็นว่า “ฉันยุ่งมาก” อาจไม่ได้ทำให้ดูเก่งขึ้นอย่างที่คิด แถมยังอาจทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกไม่ปลื้ม เครียดตาม และมองว่าความสามารถในการทำงานของเราลดลงด้วย
สรุปข่าว
เคยไหม? แค่ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง อีกฝ่ายก็เริ่มเล่าว่า “ช่วงนี้งานยุ่งมาก” “ประชุมทั้งวัน” “แทบไม่มีเวลาพัก” หรือ “งานกองเต็มโต๊ะจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน”
บางคนอาจไม่ได้แค่บ่น แต่กำลังทำสิ่งที่เรียกว่า “Busy Bragging” หรือการอวดว่างานยุ่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่คนทำงานบางกลุ่มใช้เพื่อทำให้ตัวเองดูเป็นคนขยัน ทุ่มเท และมีความสำคัญในองค์กร
แต่ปัญหาคือ การพยายามทำให้คนอื่นเห็นว่า “ฉันยุ่งมาก” อาจไม่ได้ทำให้ดูเก่งขึ้นอย่างที่คิด แถมยังอาจทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกไม่ปลื้ม เครียดตาม และมองว่าความสามารถในการทำงานของเราลดลงด้วย
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Personnel Psychology พบว่า คนที่พูดถึงภาระงานของตัวเองอยู่บ่อย ๆ มีแนวโน้มที่จะถูกมองว่า เป็นที่ชื่นชอบน้อยลงและมีความสามารถน้อยลง
พฤติกรรมนี้แตกต่างจาก “Quiet Quitting” ที่ทำงานเท่าที่จำเป็น เพราะคนกลุ่มนี้ยังคงมีรายการสิ่งที่ต้องทำยาวเหยียด และมักทำให้คนรอบข้างรับรู้ว่า ตัวเองมีงานล้นมือแค่ไหน จนบางครั้งสร้างความอึดอัดให้เพื่อนร่วมงาน
ทำไมคนที่ชอบอวดว่างานยุ่งถึงถูกมองในแง่ลบ?
การศึกษาพบว่า การ “บ่นเรื่องความเครียดเพื่อให้คนเห็นว่าเรายุ่ง” หรือ Stress Bragging มีผลต่อภาพลักษณ์ของคนพูด เพราะเพื่อนร่วมงานอาจมองว่าคนเหล่านี้มีความสามารถในการทำงานน้อยลง
ที่น่าสนใจคือ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับคนที่ชอบอวดงานยุ่งเท่านั้น แต่ยังส่งต่อไปถึงคนรอบข้างด้วย โดยเพื่อนร่วมงานของคนที่ชอบ Stress Bragging มีแนวโน้มที่จะรู้สึก หมดไฟมากขึ้น เพราะได้รับความเครียดจากบรรยากาศรอบตัว
นักวิจัยทดลองกับผู้เข้าร่วม 360 คน โดยให้พวกเขาอ่านข้อความจากเพื่อนร่วมงานสมมติที่เพิ่งกลับมาจากการประชุม
บางคนเล่าว่าการประชุมเป็นประสบการณ์ที่สนุกและมีประโยชน์ ขณะที่อีกกลุ่มกลับพูดถึงการประชุมในลักษณะว่า เป็นเพียง “งานอีกชิ้นที่ถูกโยนเข้ามาในกองงานที่มีอยู่แล้ว”
ความแตกต่างเล็ก ๆ ในวิธีพูดนี้กลับส่งผลต่อการรับรู้ของคนฟังไม่น้อย
แล้ว Busy Bragger มีพฤติกรรมแบบไหน?
ลองสังเกตคนรอบตัว หรือแม้แต่ตัวเราเองว่า มีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่
- พูดอยู่บ่อย ๆ ว่าตัวเองมีงานเยอะมาก
- พูดถึงงานที่ต้องทำมากกว่าการลงมือทำจริง
- คุยโวเรื่องความสำเร็จของตัวเอง แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ
- แสวงหาคำชมและการยอมรับจากคนรอบข้างอยู่เสมอ
- ประกาศให้คนอื่นรับรู้ว่าตัวเองยุ่งและมีภาระมากแค่ไหน
จริง ๆ แล้วการพยายาม “ทำให้ดูยุ่ง” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกการทำงาน
รายงาน State of Work ของ Salesforce ในปี 2023 พบว่า พนักงานเกือบ 32 เปอร์ดซนต์ ใช้เวลาไปกับ “Performative Work” หรือการทำงานที่ทำให้ดูเหมือนกำลังมีประสิทธิภาพ มากกว่าจะเป็นงานที่สร้างผลลัพธ์จริง
สำหรับ Busy Bragger แรงขับสำคัญอาจไม่ได้มาจากความพึงพอใจที่ได้ทำงานสำเร็จ แต่อาจมาจากความต้องการ การยอมรับ คำชม หรือรางวัล มากกว่า
อย่างไรก็ตาม คนที่ชอบพูดว่างานยุ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานไม่เก่งเสมอไป บางคนอาจเป็นพนักงานที่มีผลงานยอดเยี่ยม เพียงแต่การสื่อสารเรื่องงานของตัวเองมากเกินไป อาจกลายเป็นสิ่งรบกวนหรือสร้างความกดดันให้กับคนรอบข้าง
ถ้าไม่อยากกลายเป็นคนที่ “ยุ่งจนต้องประกาศให้โลกรู้” ทำอย่างไร?
1. เลือก “ทำงานให้ได้ผล” มากกว่า “ทำตัวให้ดูยุ่ง”
การทำงานอย่างฉลาด เช่น จัดลำดับความสำคัญและบริหารเวลาให้ดี ย่อมดีกว่าการรับทุกอย่างเข้ามาเพียงเพื่อให้ตัวเองดูยุ่ง เพราะสุดท้ายเราจะทำงานได้มากขึ้นโดยไม่ต้องใช้พลังจนหมดไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น
2. โฟกัสที่ความสำเร็จของตัวเอง
การเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จอาจทำให้เราเผลอเปรียบเทียบ และพยายามทำให้ตัวเองดูมีคุณค่าด้วยการทำงานให้หนักกว่าเดิม แต่คุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนงาน ตำแหน่ง หรือคำชมในที่ทำงานเพียงอย่างเดียว
3. อย่าลืมชีวิตนอกออฟฟิศ
ลองถามตัวเองว่า เมื่อไม่ได้ไล่ตามเดดไลน์แล้ว เราเป็นใคร? เพราะชีวิตไม่ได้มีแค่ตำแหน่งงานหรืออาชีพ การแบ่งเวลาให้ครอบครัว เพื่อน งานอดิเรก และการพักผ่อน ก็สำคัญไม่แพ้กัน
4. ปิดการแจ้งเตือนเรื่องงานหลังเลิกงาน
การเห็นอีเมลหรือข้อความงานเด้งเข้ามาตลอดเวลา อาจทำให้สมองรู้สึกว่า “เราควรทำงานอยู่หรือเปล่า?” และเพิ่มความเครียดโดยไม่รู้ตัว ลองเปิดโหมด “ห้ามรบกวน” หลังเลิกงาน เพื่อให้สมองได้พักจริง ๆ
5. ระวังการทำงานจุกจิกเพื่อหนีงานใหญ่
บางครั้งการทำให้ตัวเองยุ่งตลอดเวลา อาจเป็นวิธีหนึ่งของการผัดวันประกันพรุ่ง เช่น เราเลือกตอบอีเมล จัดโต๊ะ หรือทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะไม่อยากเริ่มโปรเจกต์ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า
ถ้าเป็นแบบนั้น ลองบอกตัวเองว่า “ขอทำแค่ 5-10 นาทีก่อน” เพราะส่วนที่ยากที่สุดของการทำงานหลายครั้งไม่ใช่การทำให้เสร็จ แต่คือการเริ่มต้น
ท้ายที่สุด การมีงานเยอะไม่ได้แปลว่าเรามีคุณค่ามากกว่า และการไม่มีงานล้นมือก็ไม่ได้แปลว่าเราขยันน้อยกว่า การทำงานที่ดีอาจไม่ใช่การทำให้คนอื่นเห็นว่าเรายุ่งแค่ไหน แต่อาจเป็นการรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรควรวาง และเมื่อไหร่ที่เราควรพักให้เป็นเสียมากกว่า
- "อยู่กับปัจจุบัน" ทางลัดสู่ "ความมั่นคงจากภายใน" ในวันที่โลกหมุนเร็วจน"ใจเคว้ง"
- เมื่อถูก "ทำร้ายจิตใจ" ควรทำอย่างไรให้ใจยังดี จิตแพทย์แนะ 4 วิธี รักษาใจให้ไม่พัง!
- ทำไมการใช้เวลาออนไลน์มากเกินไปจึงทำให้เราไม่มีความสุข
- ยิปซี-ยิปโซ ประกาศยุติทำรายการ แยกย้ายกันไปรักษาตัว และหัวใจ .
- ไม่ว่าจะดีหรือไม่ คนหนุ่มสาวหันมาพึ่งพาแชทบอท AI เพื่อสนับสนุนด้านอารมณ์
ที่มาข้อมูล : fox5ny.com, Personnel Psychology, truity.com
ที่มารูปภาพ : CANVA
เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย
