ยิ่งพูดว่า “งานยุ่ง” อาจยิ่งดูไม่เก่ง? รู้จัก Busy Bragging พฤติกรรมอวดว่างานล้นมือ

Share on Line Share on Facebook Share on X
ยิ่งพูดว่า “งานยุ่ง” อาจยิ่งดูไม่เก่ง? รู้จัก Busy Bragging พฤติกรรมอวดว่างานล้นมือ

เคยไหม? แค่ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง อีกฝ่ายก็เริ่มเล่าว่า “ช่วงนี้งานยุ่งมาก” “ประชุมทั้งวัน” “แทบไม่มีเวลาพัก” หรือ “งานกองเต็มโต๊ะจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน”

บางคนอาจไม่ได้แค่บ่น แต่กำลังทำสิ่งที่เรียกว่า “Busy Bragging” หรือการอวดว่างานยุ่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่คนทำงานบางกลุ่มใช้เพื่อทำให้ตัวเองดูเป็นคนขยัน ทุ่มเท และมีความสำคัญในองค์กร

แต่ปัญหาคือ การพยายามทำให้คนอื่นเห็นว่า “ฉันยุ่งมาก” อาจไม่ได้ทำให้ดูเก่งขึ้นอย่างที่คิด แถมยังอาจทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกไม่ปลื้ม เครียดตาม และมองว่าความสามารถในการทำงานของเราลดลงด้วย

สรุปข่าว

ยิ่งพูดว่า “งานยุ่ง” อาจยิ่งดูไม่เก่ง? รู้จัก Busy Bragging พฤติกรรมอวดว่างานล้นมือ ส่งผลเสียมากกว่าที่คิด

เคยไหม? แค่ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง อีกฝ่ายก็เริ่มเล่าว่า “ช่วงนี้งานยุ่งมาก” “ประชุมทั้งวัน” “แทบไม่มีเวลาพัก” หรือ “งานกองเต็มโต๊ะจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน”

บางคนอาจไม่ได้แค่บ่น แต่กำลังทำสิ่งที่เรียกว่า “Busy Bragging” หรือการอวดว่างานยุ่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่คนทำงานบางกลุ่มใช้เพื่อทำให้ตัวเองดูเป็นคนขยัน ทุ่มเท และมีความสำคัญในองค์กร

แต่ปัญหาคือ การพยายามทำให้คนอื่นเห็นว่า “ฉันยุ่งมาก” อาจไม่ได้ทำให้ดูเก่งขึ้นอย่างที่คิด แถมยังอาจทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกไม่ปลื้ม เครียดตาม และมองว่าความสามารถในการทำงานของเราลดลงด้วย

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Personnel Psychology พบว่า คนที่พูดถึงภาระงานของตัวเองอยู่บ่อย ๆ มีแนวโน้มที่จะถูกมองว่า เป็นที่ชื่นชอบน้อยลงและมีความสามารถน้อยลง

พฤติกรรมนี้แตกต่างจาก “Quiet Quitting” ที่ทำงานเท่าที่จำเป็น เพราะคนกลุ่มนี้ยังคงมีรายการสิ่งที่ต้องทำยาวเหยียด และมักทำให้คนรอบข้างรับรู้ว่า ตัวเองมีงานล้นมือแค่ไหน จนบางครั้งสร้างความอึดอัดให้เพื่อนร่วมงาน

ทำไมคนที่ชอบอวดว่างานยุ่งถึงถูกมองในแง่ลบ?

การศึกษาพบว่า การ “บ่นเรื่องความเครียดเพื่อให้คนเห็นว่าเรายุ่ง” หรือ Stress Bragging มีผลต่อภาพลักษณ์ของคนพูด เพราะเพื่อนร่วมงานอาจมองว่าคนเหล่านี้มีความสามารถในการทำงานน้อยลง

ที่น่าสนใจคือ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับคนที่ชอบอวดงานยุ่งเท่านั้น แต่ยังส่งต่อไปถึงคนรอบข้างด้วย โดยเพื่อนร่วมงานของคนที่ชอบ Stress Bragging มีแนวโน้มที่จะรู้สึก หมดไฟมากขึ้น เพราะได้รับความเครียดจากบรรยากาศรอบตัว

นักวิจัยทดลองกับผู้เข้าร่วม 360 คน โดยให้พวกเขาอ่านข้อความจากเพื่อนร่วมงานสมมติที่เพิ่งกลับมาจากการประชุม

บางคนเล่าว่าการประชุมเป็นประสบการณ์ที่สนุกและมีประโยชน์ ขณะที่อีกกลุ่มกลับพูดถึงการประชุมในลักษณะว่า เป็นเพียง “งานอีกชิ้นที่ถูกโยนเข้ามาในกองงานที่มีอยู่แล้ว”

ความแตกต่างเล็ก ๆ ในวิธีพูดนี้กลับส่งผลต่อการรับรู้ของคนฟังไม่น้อย

แล้ว Busy Bragger มีพฤติกรรมแบบไหน?

ลองสังเกตคนรอบตัว หรือแม้แต่ตัวเราเองว่า มีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่

  • พูดอยู่บ่อย ๆ ว่าตัวเองมีงานเยอะมาก
  • พูดถึงงานที่ต้องทำมากกว่าการลงมือทำจริง
  • คุยโวเรื่องความสำเร็จของตัวเอง แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ
  • แสวงหาคำชมและการยอมรับจากคนรอบข้างอยู่เสมอ
  • ประกาศให้คนอื่นรับรู้ว่าตัวเองยุ่งและมีภาระมากแค่ไหน

จริง ๆ แล้วการพยายาม “ทำให้ดูยุ่ง” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกการทำงาน

รายงาน State of Work ของ Salesforce ในปี 2023 พบว่า พนักงานเกือบ 32 เปอร์ดซนต์ ใช้เวลาไปกับ “Performative Work” หรือการทำงานที่ทำให้ดูเหมือนกำลังมีประสิทธิภาพ มากกว่าจะเป็นงานที่สร้างผลลัพธ์จริง

สำหรับ Busy Bragger แรงขับสำคัญอาจไม่ได้มาจากความพึงพอใจที่ได้ทำงานสำเร็จ แต่อาจมาจากความต้องการ การยอมรับ คำชม หรือรางวัล มากกว่า

อย่างไรก็ตาม คนที่ชอบพูดว่างานยุ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานไม่เก่งเสมอไป บางคนอาจเป็นพนักงานที่มีผลงานยอดเยี่ยม เพียงแต่การสื่อสารเรื่องงานของตัวเองมากเกินไป อาจกลายเป็นสิ่งรบกวนหรือสร้างความกดดันให้กับคนรอบข้าง

ถ้าไม่อยากกลายเป็นคนที่ “ยุ่งจนต้องประกาศให้โลกรู้” ทำอย่างไร?

1. เลือก “ทำงานให้ได้ผล” มากกว่า “ทำตัวให้ดูยุ่ง”

การทำงานอย่างฉลาด เช่น จัดลำดับความสำคัญและบริหารเวลาให้ดี ย่อมดีกว่าการรับทุกอย่างเข้ามาเพียงเพื่อให้ตัวเองดูยุ่ง เพราะสุดท้ายเราจะทำงานได้มากขึ้นโดยไม่ต้องใช้พลังจนหมดไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น

2. โฟกัสที่ความสำเร็จของตัวเอง

การเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จอาจทำให้เราเผลอเปรียบเทียบ และพยายามทำให้ตัวเองดูมีคุณค่าด้วยการทำงานให้หนักกว่าเดิม แต่คุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนงาน ตำแหน่ง หรือคำชมในที่ทำงานเพียงอย่างเดียว

3. อย่าลืมชีวิตนอกออฟฟิศ

ลองถามตัวเองว่า เมื่อไม่ได้ไล่ตามเดดไลน์แล้ว เราเป็นใคร? เพราะชีวิตไม่ได้มีแค่ตำแหน่งงานหรืออาชีพ การแบ่งเวลาให้ครอบครัว เพื่อน งานอดิเรก และการพักผ่อน ก็สำคัญไม่แพ้กัน

4. ปิดการแจ้งเตือนเรื่องงานหลังเลิกงาน

การเห็นอีเมลหรือข้อความงานเด้งเข้ามาตลอดเวลา อาจทำให้สมองรู้สึกว่า “เราควรทำงานอยู่หรือเปล่า?” และเพิ่มความเครียดโดยไม่รู้ตัว ลองเปิดโหมด “ห้ามรบกวน” หลังเลิกงาน เพื่อให้สมองได้พักจริง ๆ

5. ระวังการทำงานจุกจิกเพื่อหนีงานใหญ่

บางครั้งการทำให้ตัวเองยุ่งตลอดเวลา อาจเป็นวิธีหนึ่งของการผัดวันประกันพรุ่ง เช่น เราเลือกตอบอีเมล จัดโต๊ะ หรือทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะไม่อยากเริ่มโปรเจกต์ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า

ถ้าเป็นแบบนั้น ลองบอกตัวเองว่า “ขอทำแค่ 5-10 นาทีก่อน” เพราะส่วนที่ยากที่สุดของการทำงานหลายครั้งไม่ใช่การทำให้เสร็จ แต่คือการเริ่มต้น

ท้ายที่สุด การมีงานเยอะไม่ได้แปลว่าเรามีคุณค่ามากกว่า และการไม่มีงานล้นมือก็ไม่ได้แปลว่าเราขยันน้อยกว่า การทำงานที่ดีอาจไม่ใช่การทำให้คนอื่นเห็นว่าเรายุ่งแค่ไหน แต่อาจเป็นการรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรควรวาง และเมื่อไหร่ที่เราควรพักให้เป็นเสียมากกว่า

ที่มาข้อมูล : fox5ny.com, Personnel Psychology, truity.com

ที่มารูปภาพ : CANVA

เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย

แท็กบทความ