
นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายตลอดเวลา โดยอาศัยหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary Artery) หลัก 3 เส้น เป็นเส้นทางลำเลียงเลือดและออกซิเจนเข้าสู่กล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เกิดจากการสะสมของคอเลสเตอรอล แคลเซียม และเซลล์เม็ดเลือดขาวบริเวณผนังหลอดเลือดด้านในเกิดเป็น "คราบตะกรัน" (Plaque) ที่พอกหนาขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา เมื่อหลอดเลือดหลักทั้ง 3 เส้นเกิดการตีบแคบพร้อมกัน กล้ามเนื้อหัวใจจะตกอยู่ในสภาพที่เปราะบางอย่างมาก เนื่องจากไม่มีหลอดเลือดเส้นอื่นสำรองเพื่อชดเชย การไหลเวียนของเลือดได้เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน ปัจจัยที่ทำให้คราบตะกรันสะสมตัวเร็วขึ้น แบ่งออกเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น อายุที่เพิ่มสูงขึ้น เพศชาย และประวัติครอบครัวสายตรงที่มีโรคหลอดเลือดหัวใข ก่อนวัยอันควร และปัจจัยทางสุขภาพและพฤติกรรม เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง (โดยเฉพาะไขมันชนิด LDL) การสูบบุหรี่ ภาวะน้ำหนักเกิน และการขาดการออกกำลังกาย
สรุปข่าว
นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายตลอดเวลา โดยอาศัยหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary Artery) หลัก 3 เส้น เป็นเส้นทางลำเลียงเลือดและออกซิเจนเข้าสู่กล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เกิดจากการสะสมของคอเลสเตอรอล แคลเซียม และเซลล์เม็ดเลือดขาวบริเวณผนังหลอดเลือดด้านในเกิดเป็น "คราบตะกรัน" (Plaque) ที่พอกหนาขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา เมื่อหลอดเลือดหลักทั้ง 3 เส้นเกิดการตีบแคบพร้อมกัน กล้ามเนื้อหัวใจจะตกอยู่ในสภาพที่เปราะบางอย่างมาก เนื่องจากไม่มีหลอดเลือดเส้นอื่นสำรองเพื่อชดเชย การไหลเวียนของเลือดได้เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน ปัจจัยที่ทำให้คราบตะกรันสะสมตัวเร็วขึ้น แบ่งออกเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น อายุที่เพิ่มสูงขึ้น เพศชาย และประวัติครอบครัวสายตรงที่มีโรคหลอดเลือดหัวใข ก่อนวัยอันควร และปัจจัยทางสุขภาพและพฤติกรรม เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง (โดยเฉพาะไขมันชนิด LDL) การสูบบุหรี่ ภาวะน้ำหนักเกิน และการขาดการออกกำลังกาย
นายแพทย์เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบอาจไม่มีอาการแสดงในระยะแรก แต่เมื่อการตีบแคบรุนแรงขึ้นจนเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ไม่เพียงพอ จะปรากฏสัญญาณเตือน ดังนี้ เจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง รู้สึกคล้ายมีของหนักทับ หรือถูกบีบรัดบริเวณกลางอก อาการปวดร้าวจากหน้าอกไปยังบริเวณกราม คอ ไหล่ แขนซ้าย หรือสะบักหลัง และอาการร่วมอื่นๆ เช่น หายใจไม่อิ่ม หอบเหนื่อย เหงื่อออกมาก ตัวเย็น หน้าซีด หรือมีอาการจุกบริเวณลิ้น ปี่คล้ายโรคกระเพาะอาหารกำเริบ เมื่อกล่าวถึงกลไกการเสียชีวิตเฉียบพลัน การเสียชีวิตกะทันหันมักไม่ได้เกิดจากภาวะหลอดเลือดตีบเรื้อรังเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ คราบตะกรันที่เกาะอยู่บริเวณผนังหลอดเลือดเกิดการ "ปริแตก" (Plaque Rupture) ร่างกายจะตอบสนอง โดยการสร้างเกล็ดเลือดและลิ่มเลือดเข้ามาอุดรอยแตกนั้นทันที ส่งผลให้หลอดเลือดที่ตีบอยู่แล้วถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์แบบฉับพลันเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และออกซิเจนกะทันหัน ทำให้ระบบไฟฟ้าหัวใจทำงานล้มเหลว นำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง (Ventricular Fibrillation) หัวใจจะสั่นพลิ้วและไม่สามารถบีบตัวสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ตามปกติ ผู้ป่วยจะหมดสติและหัวใจหยุดเต้นภายในเวลาไม่กี่นาที หากพบผู้ที่วูบหมดสติและหัวใจหยุดเต้น การช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ คือ สมองก่อนที่เซลล์สมองจะตายมีความสำคัญสูงสุดให้ปฏิบัติตามหลัก 4 ขั้นตอนนี้
1.ประเมินสถานการณ์ : ตีที่ไหล่ทั้งสองข้างแรงๆ เพื่อดูการตอบสนอง หากไม่ตอบสนองและไม่หายใจ (หรือ หายใจเฮือก) ให้เริ่มขั้นตอนการช่วยเหลือทันที
2.โทรศัพท์แจ้งสายด่วน 1669 : แจ้งศูนย์กู้ชีพว่าพบผู้หมดสติ ไม่หายใจ ระบุสถานที่เกิดเหตุให้ชัดเจน และเปิดลำโพงโทรศัพท์เพื่อรับคำแนะนำ
3.ขอความช่วยเหลือ : ตะโกนให้ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงนำเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) มาให้เร็วที่สุด
4.ทำการกดหน้าอก (CPR) : วางส้นมือซ้อนกันตรงกึ่งกลางหน้าอก กดให้ลึกประมาณ 5-6 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที กดอย่างต่อเนื่องห้ามหยุดพักจนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง การใช้เครื่อง AED: ทันทีที่เครื่องมาถึง ให้เปิดเครื่อง แปะแผ่นนำไฟฟ้าบริเวณหน้าอกตามรูปบนแผ่นและปฏิบัติตามคำแนะนำด้วยเสียงจากเครื่องอย่างเคร่งครัด
สำหรับแนวทางการป้องกันเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คือ วิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยง
1.เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองระดับน้ำตาล ระดับไขมัน และความดันโลหิต
2.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัวสูง อาหารรสหวานจัดและเค็มจัด
3.ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
4.งดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
5.หากมีอาการจุกแน่นหน้าอกขณะออกแรง ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือเดินสายพานตรวจสมรรถภาพหัวใจ (Exercise Stress Test) 6.การตรวจพิเศษเพิ่มเติม CT Calcium Score (การตรวจหินปูนเกาะผนังหลอดเลือดหัวใจ) เพื่อประเมินความเสี่ยง
- เหนื่อยง่าย ใจสั่น อย่าคิดแค่ว่า "อ่อนเพลีย" แพทย์ มช.เผย 5 สัญญาณเตือน "โรคหัวใจ"
- ผู้ชายเสี่ยงกว่า 3 เท่า! สธ. เปิดข้อมูล โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อายุน้อยสุดแค่ 15 ปี
- ยินดีจ่ายเองแต่ไม่ได้ตรวจ? เมียคาใจ รพ. ปฏิเสธตรวจ EKG ทำสามีช็อกดับวันเดียวกัน
- งานวิจัยชี้ คนที่มีกล้ามเนื้อหน้าอกแข็งแรง มีแนวโน้มเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่า
- อัตราการเกิดโรคหัวใจวายในกลุ่มคน หนุ่มสาวกำลังเพิ่มสูงขึ้น นี่คือเหตุผล
ที่มาข้อมูล : กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก
ที่มารูปภาพ : CANVA
นักข่าวที่มีประสบการณ์ในวงการข่าวสุขภาพและข่าวบันเทิงมากกว่า 20 ปี ผู้หลงใหลในงานสายข่าว ที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ พร้อมนำเสนอข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้จริง การันตีด้วยปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมผลงานที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อ
