ระวัง! "5 โรคจิตเวช" หลังเผชิญ "บาดแผลทางใจ" คุณเป็นหนึ่งในนั้นไหม? เช็กด่วน!

Share on Line Share on Facebook Share on X
ระวัง! "5 โรคจิตเวช" หลังเผชิญ "บาดแผลทางใจ" คุณเป็นหนึ่งในนั้นไหม? เช็กด่วน!

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี 

ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา"  โดยระบุว่า


ระวัง 5 โรคจิตเวชที่มักเกิดหลังได้รับบาดแผลทางใจ คุณเป็นโรคไหนเช็กด่วน!


เมื่อพูดถึง “บาดแผลทางใจ” หลายคนอาจนึกถึง PTSD แต่ในความจริงมีโรคในกลุ่ม ที่เกี่ยวกับบาดแผลทางใจ ( Trauma- and Stressor-Related Disorders) หลายรูปแบบ และสิ่งสำคัญคือ การมีบาดแผลไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นโรค เพราะแม้คนจำนวนมากเคยผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนทางใจ แต่มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่พัฒนาเป็นความผิดปกติทางจิตเวช


1. โรคความผูกพันแบบตอบสนองผิดปกติ (Reactive Attachment Disorder: RAD) มักพบในเด็กที่เคยถูกละเลยหรือได้รับการดูแลไม่เพียงพออย่างรุนแรง เด็กจะถอนตัวและไม่ค่อยแสวงหาการปลอบโยนจากผู้ดูแล ราวกับเรียนรู้ว่า “เวลาฉันกลัว ฉันพึ่งใครไม่ได้” 


2. โรคการเข้าสังคมแบบไม่ยับยั้งกับคนแปลกหน้า (Disinhibited Social Engagement Disorder: DSED) มีพื้นฐานคล้ายกันแต่แสดงออกตรงข้าม คือเด็กอาจเข้าหาคนแปลกหน้าอย่างสนิทสนมและไม่ระมัดระวังเกินวัย จึงไม่ใช่เพียงเด็กเฟรนด์ลี่ แต่ต้องพิจารณาร่วมกับประวัติการเลี้ยงดู

สรุปข่าว

บาดแผลทางใจไม่ได้แปลว่าต้องเป็นโรคเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าชีวิตยังต้องต่อสู้กับมันอยู่หรือไม่ โดยแบ่งเป็น 5 โรคหลัก ทั้งนี้การเช็กตัวเองเป็นเพียงการสังเกตอาการเบื้องต้น หากรบกวนการใช้ชีวิตควรพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอย่างถูกต้อง

นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์ จิตแพทย์ประจำ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี 

ได้โพสต์เฟซบุ๊ก "คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา"  โดยระบุว่า


ระวัง 5 โรคจิตเวชที่มักเกิดหลังได้รับบาดแผลทางใจ คุณเป็นโรคไหนเช็กด่วน!


เมื่อพูดถึง “บาดแผลทางใจ” หลายคนอาจนึกถึง PTSD แต่ในความจริงมีโรคในกลุ่ม ที่เกี่ยวกับบาดแผลทางใจ ( Trauma- and Stressor-Related Disorders) หลายรูปแบบ และสิ่งสำคัญคือ การมีบาดแผลไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นโรค เพราะแม้คนจำนวนมากเคยผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนทางใจ แต่มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่พัฒนาเป็นความผิดปกติทางจิตเวช


1. โรคความผูกพันแบบตอบสนองผิดปกติ (Reactive Attachment Disorder: RAD) มักพบในเด็กที่เคยถูกละเลยหรือได้รับการดูแลไม่เพียงพออย่างรุนแรง เด็กจะถอนตัวและไม่ค่อยแสวงหาการปลอบโยนจากผู้ดูแล ราวกับเรียนรู้ว่า “เวลาฉันกลัว ฉันพึ่งใครไม่ได้” 


2. โรคการเข้าสังคมแบบไม่ยับยั้งกับคนแปลกหน้า (Disinhibited Social Engagement Disorder: DSED) มีพื้นฐานคล้ายกันแต่แสดงออกตรงข้าม คือเด็กอาจเข้าหาคนแปลกหน้าอย่างสนิทสนมและไม่ระมัดระวังเกินวัย จึงไม่ใช่เพียงเด็กเฟรนด์ลี่ แต่ต้องพิจารณาร่วมกับประวัติการเลี้ยงดู

3. โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Post-Traumatic Stress Disorder: PTSD) ผู้ป่วยอาจมีภาพหรือความทรงจำย้อนกลับ ฝันร้าย หลีกเลี่ยงสิ่งเตือนใจ อารมณ์เปลี่ยน และตื่นตัวสูง เช่น สะดุ้งง่ายหรือนอนไม่หลับ เปรียบเหมือน เหตุการณ์จบไปแล้ว แต่สัญญาณเตือนไฟไหม้ในสมองยังคงร้องอยู่ 


4. โรคเครียดเฉียบพลัน (Acute Stress Disorder: ASD) มีอาการคล้าย PTSD แต่เกิดในช่วง 3 วันถึง 1 เดือนหลังเหตุการณ์ ดังนั้นคนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญแล้วมีอาการในช่วงแรก ยังไม่ควรรีบสรุปว่าตัวเองเป็น PTSD 


5. โรคการปรับตัวผิดปกติ (Adjustment Disorder) ตัวกระตุ้นไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุการณ์รุนแรง แต่อาจเป็นการเลิกรา ตกงาน เจ็บป่วย หรือปัญหาครอบครัว แล้วเกิดความทุกข์จนกระทบการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์


อย่างไรก็ตาม คำว่า “เช็กด่วน” หมายถึงเช็กเพื่อสังเกตตัวเอง ไม่ใช่เช็กเพื่อวินิจฉัยตัวเอง เพราะความเศร้า ความกลัว หรือนอนไม่หลับหลังเจอเรื่องร้าย ไม่ได้หมายความว่าเราป่วยเสมอไป สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราเจอเรื่องร้ายแรงแค่ไหน” แต่คือ “หลังเรื่องนั้นผ่านไป ชีวิตของเรายังต้องต่อสู้กับมันอยู่หรือเปล่า” และหากอาการเริ่มรบกวนชีวิตอย่างชัดเจน การเข้ารับการประเมินย่อมมีประโยชน์กว่าการพยายามตั้งชื่อโรคให้ตัวเอง


ข้อมูลจาก เพจ คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา https://www.facebook.com/D2JED/posts/pfbid02mtJ3RdhHVCnBB47cPxGE3hVigiAUm7ygwmxBwfJrtcbHS4KJd7XUtBc6Hn8G1rSgl

ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง