เช็กอาการ "ตาบอดสีทางอารมณ์" สุขก็ไม่สุด เศร้าก็ไม่แสดงออก เมื่อความรู้สึกกลายเป็นสีเทา

Share on Line Share on Facebook Share on X
เช็กอาการ "ตาบอดสีทางอารมณ์" สุขก็ไม่สุด เศร้าก็ไม่แสดงออก เมื่อความรู้สึกกลายเป็นสีเทา

"ตาบอดสีทางอารมณ์" เมื่อเรากลายเป็นคนไร้ความรู้สึก ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังสุขหรือเศร้า

ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังโกรธ เสียใจ หรือมีความสุข เผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบไหนใจก็ว่างเปล่าไปหมด อาการแบบนี้ในทางการแพทย์เราเรียกว่า Alexithymia หรือเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือภาวะตาบอดสีทางอารมณ์


คนที่มีภาวะนี้จะไม่สามารถรับรู้ บรรยาย หรือแสดงออกถึงความรู้สึกของตัวเองได้ และเมื่อเราไม่เข้าใจอารมณ์ของตัวเอง ข้างในมันดูว่างเปล่าไปหมด ก็จะส่งผลให้เราไม่สามารถรับรู้หรือเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นได้ด้วยเช่นกัน


ภาวะตาบอดสีทางอารมณ์ส่งผลกระทบกับชีวิตในหลายมิติมาก ทั้งเรื่องของแรงผลักดันในการใช้ชีวิต (Motivation) ความเสี่ยงในการหันไปพึ่งพาสารเสพติด และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของความสัมพันธ์ เพราะเมื่อมีคนรัก เราจะไม่รู้เลยว่าตอนนี้เรากำลังรู้สึกอย่างไรกับเขา และไม่สามารถเข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่


ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Alexithymia เป็นแค่ลักษณะอาการ ไม่ใช่โรคในทางจิตเวช โดยเรามักจะพบอาการนี้ร่วมกับโรคหรือภาวะอื่นๆ ได้หลากหลาย เช่น


 โรคทางจิตเวชและสมอง พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า (Depression) โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) โรคจิตเภท (Schizophrenia) กลุ่มอาการออทิสติก (Autism) รวมไปถึงโรคสมองเสื่อมบางชนิด เช่น Frontotemporal Dementia


สรุปข่าว

ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังโกรธ เสียใจ หรือมีความสุข เผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบไหนใจก็ว่างเปล่าไปหมด อาการแบบนี้ในทางการแพทย์เราเรียกว่า Alexithymia หรือเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือภาวะตาบอดสีทางอารมณ์

"ตาบอดสีทางอารมณ์" เมื่อเรากลายเป็นคนไร้ความรู้สึก ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังสุขหรือเศร้า

ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังโกรธ เสียใจ หรือมีความสุข เผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบไหนใจก็ว่างเปล่าไปหมด อาการแบบนี้ในทางการแพทย์เราเรียกว่า Alexithymia หรือเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือภาวะตาบอดสีทางอารมณ์


คนที่มีภาวะนี้จะไม่สามารถรับรู้ บรรยาย หรือแสดงออกถึงความรู้สึกของตัวเองได้ และเมื่อเราไม่เข้าใจอารมณ์ของตัวเอง ข้างในมันดูว่างเปล่าไปหมด ก็จะส่งผลให้เราไม่สามารถรับรู้หรือเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นได้ด้วยเช่นกัน


ภาวะตาบอดสีทางอารมณ์ส่งผลกระทบกับชีวิตในหลายมิติมาก ทั้งเรื่องของแรงผลักดันในการใช้ชีวิต (Motivation) ความเสี่ยงในการหันไปพึ่งพาสารเสพติด และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของความสัมพันธ์ เพราะเมื่อมีคนรัก เราจะไม่รู้เลยว่าตอนนี้เรากำลังรู้สึกอย่างไรกับเขา และไม่สามารถเข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่


ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Alexithymia เป็นแค่ลักษณะอาการ ไม่ใช่โรคในทางจิตเวช โดยเรามักจะพบอาการนี้ร่วมกับโรคหรือภาวะอื่นๆ ได้หลากหลาย เช่น


 โรคทางจิตเวชและสมอง พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า (Depression) โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) โรคจิตเภท (Schizophrenia) กลุ่มอาการออทิสติก (Autism) รวมไปถึงโรคสมองเสื่อมบางชนิด เช่น Frontotemporal Dementia


 ปัญหาในความสัมพันธ์ชีวิตคู่ บางครั้งภาวะนี้ก็แฝงอยู่ในชีวิตประจำวันโดยที่เราไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่แฟนสาวเดินมาเล่าให้ฟังด้วยความเครียดว่าเธอเพิ่งตกงาน สิ่งที่เธอต้องการจริงๆ ในวินาทีนั้นคือแรงสนับสนุนทางอารมณ์ (Emotional Support) ความเห็นอกเห็นใจ หรือคำปลอบโยนว่าเสียใจด้วยนะ แต่สิ่งที่คุณตอบกลับไปแบบทื่อๆ คือ แล้วจะได้งานใหม่เมื่อไหร่ล่ะ


การตอบสนองแบบนี้มักกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในความสัมพันธ์ เพราะอีกฝ่ายจะรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้รับการซัพพอร์ตทางใจ และสุดท้ายก็จะเลือกที่จะเงียบและไม่อยากเล่าอะไรให้ฟังอีกต่อไป


หากสืบสาวไปถึงต้นตอว่าทำไมคนเราถึงเกิดภาวะตาบอดสีทางอารมณ์ได้ ถ้าอิงตามทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory) นักจิตวิทยาพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้เลี้ยงดูในวัยเยาว์มีผลอย่างมากต่อการพัฒนาด้านอารมณ์


ลองจินตนาการภาพเด็กคนหนึ่งที่วิ่งเล่นในสวนสาธารณะแล้วหกล้มจนเข่าถลอกแล้วร้องไห้โฮออกมา ถ้าคุณแม่อุ้มขึ้นมาแล้วพูดว่า ลูกเจ็บใช่ไหมคะ ลูกกำลังตกใจและเสียใจอยู่ใช่ไหม เด็กจะเกิดกระบวนการเรียนรู้และเข้าใจว่า อารมณ์แบบนี้ ความรู้สึกทางกายแบบนี้ เรียกว่าความเศร้าและความเสียใจนะ

หมอเปรมใส่ไข่ ความรู้สุขภาพจิตแบบง่ายๆ

ในทางกลับกัน ถ้าผู้เลี้ยงดูละเลย ปล่อยให้ร้องไห้ไปโดยไม่สนใจ หรือดุซ้ำว่าห้ามร้องไห้ เด็กคนนั้นเติบโตมาโดยไม่ได้เรียนรู้ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร และอาจจะกลายเป็นคนไม่กล้าแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาเพราะฝังใจว่าความรู้สึกของเขาไม่ได้รับการยอมรับจากคนที่รักที่สุด


การไม่มีความรู้สึกไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่ว่าคุณเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจ แต่อาจเป็นเพราะสัญญานเตือนบางอย่างในใจที่ยังไม่ถูกปลดล็อก

ชื่นชอบ​ในการติดตามข่าวสาร​ และเรื่องราว "ฮีลใจ" เพราะเชื่อว่าการมีใจที่แข็งแรง​ คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

แท็กบทความ