
คลื่นความร้อนที่กำลังแผ่ปกคลุมหลายพื้นที่ของยุโรป กลายเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่ หลังหลายประเทศในยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก และยุโรปใต้ ประกาศเตือนภัยระดับสูงจากอุณหภูมิที่พุ่งสูงผิดปกติ พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่อากาศร้อนที่สุดของวัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะเจ็บป่วยจากความร้อน
สถานการณ์รุนแรงขึ้นหลังมวลอากาศร้อน หรือ “โดมความร้อน” (heat dome) เคลื่อนตัวจากยุโรปตะวันตกไปยังพื้นที่ตอนกลางและตะวันออก ส่งผลให้อุณหภูมิในหลายเมืองเพิ่มขึ้นแตะระดับอันตราย เช่น กรุงบูดาเปสต์ของฮังการีที่คาดว่าอุณหภูมิอาจสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ขณะที่เบลเกรดของเซอร์เบียและบูคาเรสต์ของโรมาเนีย เผชิญอุณหภูมิราว 37-38 องศาเซลเซียส
สรุปข่าว
คลื่นความร้อนที่กำลังแผ่ปกคลุมหลายพื้นที่ของยุโรป กลายเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่ หลังหลายประเทศในยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก และยุโรปใต้ ประกาศเตือนภัยระดับสูงจากอุณหภูมิที่พุ่งสูงผิดปกติ พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่อากาศร้อนที่สุดของวัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะเจ็บป่วยจากความร้อน
สถานการณ์รุนแรงขึ้นหลังมวลอากาศร้อน หรือ “โดมความร้อน” (heat dome) เคลื่อนตัวจากยุโรปตะวันตกไปยังพื้นที่ตอนกลางและตะวันออก ส่งผลให้อุณหภูมิในหลายเมืองเพิ่มขึ้นแตะระดับอันตราย เช่น กรุงบูดาเปสต์ของฮังการีที่คาดว่าอุณหภูมิอาจสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ขณะที่เบลเกรดของเซอร์เบียและบูคาเรสต์ของโรมาเนีย เผชิญอุณหภูมิราว 37-38 องศาเซลเซียส
หลายประเทศออกคำเตือนภัยอากาศร้อนจัด
หลายประเทศประกาศ “คำเตือนสีแดง” จากคลื่นความร้อน เช่น ฮังการี โปแลนด์ โรมาเนีย เซอร์เบีย โครเอเชีย สโลวาเกีย และบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา พร้อมแนะนำให้ประชาชนอยู่ในอาคาร หลีกเลี่ยงแดดจัด ดื่มน้ำให้เพียงพอ และดูแลกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง
ก่อนหน้านี้ คลื่นความร้อนในยุโรปตะวันตกส่งผลกระทบด้านสุขภาพอย่างหนัก โดยฝรั่งเศสรายงานว่าความร้อนจัดอาจเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 ราย ขณะที่สเปนพบผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นหลายร้อยรายจากผลกระทบของอุณหภูมิสูง
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เตือนว่า อากาศที่ร้อนจัดไม่ได้เป็นเพียงปัญหาความไม่สบายตัว แต่สามารถส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ความดันโลหิตผิดปกติ อ่อนเพลียรุนแรง ไปจนถึงภาวะลมแดด หรือ heat stroke ซึ่งอาจทำให้อวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิตได้
บ้านยุโรปตอนหน้าร้อน ไม่ต่างจาก "เตาอบ"
สิ่งที่ทำให้ยุโรปเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น คือโครงสร้างบ้านและอาคารจำนวนมากไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับอากาศร้อนจัด เพราะในอดีตหลายพื้นที่ของยุโรปมีสภาพอากาศค่อนข้างเย็น อาคารจึงถูกสร้างขึ้นโดยเน้นการเก็บความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว มากกว่าการระบายความร้อนในช่วงฤดูร้อน
บ้านและอาคารเก่าจำนวนมาก โดยเฉพาะในยุโรปกลางและตะวันออก ใช้วัสดุคอนกรีตหนาที่ช่วยกักเก็บความร้อน ทำให้ภายในอาคารร้อนสะสมและระบายออกได้ยาก ขณะที่ระบบระบายอากาศและเครื่องปรับอากาศไม่ได้ถูกติดตั้งไว้ตั้งแต่แรก
ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุว่า บ้านในยุโรปมีเครื่องปรับอากาศเพียงประมาณ 20 เปอร์เซนต์ เท่านั้น เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่มีเครื่องปรับอากาศในบ้านประมาณ 90 เปอร์เซนต์ ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่มีระบบช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านเมื่อเกิดคลื่นความร้อ
นี่ทำให้ บ้านบางแห่งในยุโรปอาจกลายเป็นเหมือน “เตาอบ” เพราะถูกออกแบบมาเพื่อรักษาความร้อนในช่วงอากาศหนาว แต่กลับกลายเป็นการกักเก็บความร้อนในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน
นอกจากนี้ ยุโรปยังเป็นหนึ่งในทวีปที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดของโลก โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น จนสภาพอากาศร้อนจัดที่เคยเกิดขึ้นไม่บ่อย กำลังกลายเป็นสิ่งที่หลายประเทศต้องเผชิญเป็นประจำ
ตอนนี้ หน่วยงานท้องถิ่นหลายแห่งเริ่มจัดตั้งศูนย์พักพิงคลายร้อน แจกจ่ายข้อมูลเตือนภัย และจัดทำแผนรับมือคลื่นความร้อน ขณะเดียวกัน ระบบสาธารณสุขยังต้องเตรียมพร้อมมากขึ้น เพราะคลื่นความร้อนอาจทำให้จำนวนผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสังคมยุโรปที่มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปรับตัวจากเมืองหนาว เพื่อรับมือกับอากาศร้อน
คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นซ้ำบ่อยและรุนแรงขึ้น กำลังเป็นสัญญาณว่า ยุโรปจำเป็นต้องปรับตัวจากแนวคิดเดิมที่เคยรับมือกับอากาศหนาว มาเป็นการออกแบบสังคมและเมืองให้พร้อมสำหรับสภาพอากาศร้อนในอนาคต
การปรับปรุงอาคารและบ้านเรือนให้มีความสามารถในการลดความร้อนมากขึ้น เช่น เพิ่มระบบระบายอากาศที่เหมาะสม ใช้วัสดุก่อสร้างที่ช่วยลดการสะสมความร้อน เพิ่มพื้นที่ร่มเงาและพื้นที่สีเขียวในเมือง รวมถึงออกแบบอาคารใหม่ให้คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่เพียงการป้องกันความหนาวเหมือนในอดีต
ขณะเดียวกัน เมืองต่าง ๆ จำเป็นต้องมีแผนรับมือคลื่นความร้อนที่ชัดเจน ตั้งแต่ระบบแจ้งเตือนประชาชน ศูนย์พักร้อนสำหรับกลุ่มเสี่ยง การเตรียมพร้อมของโรงพยาบาลและบริการฉุกเฉิน ไปจนถึงมาตรการช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเพิ่มเครื่องปรับอากาศเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ เพราะการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจยิ่งกระตุ้นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
วิกฤตคลื่นความร้อนครั้งนี้เป็นจุดสะท้อนอย่างดีว่า อากาศร้อนไม่ใช่เพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นภัยสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การออกแบบบ้าน เมือง ระบบพลังงาน ไปจนถึงความพร้อมของระบบการแพทย์ และการรับมือในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระดับโลกเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง
- ร้อน 40 องศาฯ เท่าไทย แต่ทำไมยุโรปเสียชีวิตนับหมื่น?
- ปารีสวิกฤต! เมื่อบ้านพักกลายเป็น “เตาอบ”
- อังกฤษร้อนจัด โรงพยาบาลประกาศภาวะวิกฤต เครื่องมือแพทย์พัง ผู้ป่วยล้น
- ยุโรปเดือดทะลุปรอท! เสียชีวิตแล้วกว่า 1,300 ราย
- “อิตาลี” คลื่นความร้อนถล่ม ดันน้ำทะเลไหลย้อนเข้า “แม่น้ำโป” เสี่ยงกระทบระบบนิเวศ-เกษตรกรรม
ที่มาข้อมูล : The Guardian, Time Magazine, Reuters
ที่มารูปภาพ : Reuters
เล่าเรื่องสุขภาพกายใจให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองที่ใกล้ตัวและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เชื่อว่าการดูแลตัวเองไม่ต้องยาก แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ทุกวัน ที่สำคัญ อย่ารอทำตอนป่วย
