"ณเดชน์" เปิดใจเบื้องหลังหุ่นเป๊ะ คลั่งฟิต-คุมอาหารหนัก จนป่วยไทรอยด์

Share on Line Share on Facebook Share on X
"ณเดชน์" เปิดใจเบื้องหลังหุ่นเป๊ะ คลั่งฟิต-คุมอาหารหนัก จนป่วยไทรอยด์

“ณเดชน์ คูกิมิยะ” นักแสดงหนุ่มชื่อดัง เปิดใจถึงเบื้องหลังการดูแลรูปร่างที่หลายคนยกให้เป็นต้นแบบของคนรักสุขภาพ แต่กว่าจะมีหุ่นฟิตและกล้ามเนื้อชัดอย่างทุกวันนี้ เจ้าตัวต้องแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพง หลังเคยออกกำลังกายและควบคุมอาหารอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนและสุขภาพโดยรวม

เรื่องราวดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านรายการ On The Way With Chom โดยณเดชน์เล่าย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนว่า ช่วงหนึ่งตนเองกินอาหารมากจนน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว กระทั่งได้เห็นตัวเองผ่านจอภาพยนตร์หรือละคร จึงรู้สึกตกใจและแทบจำตัวเองไม่ได้ เพราะมีรูปร่างที่อ้วนขึ้นอย่างชัดเจน

หลังจากนั้น ณเดชน์จึงตัดสินใจเข้าฟิตเนสอย่างจริงจัง โดยออกกำลังกายต่อเนื่องนานประมาณ 3 เดือนแทบไม่มีวันพัก บางวันตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อทำทั้งคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่ง จนการออกกำลังกายกลายเป็นสิ่งที่ทำอย่างจริงจังและเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วงที่ต้องการลดน้ำหนักจากประมาณ 80 กิโลกรัมให้เหลือ 70 กิโลกรัมภายใน 1 เดือน ณเดชน์ยอมรับว่าใช้วิธีควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด โดยจำกัดพลังงานไว้ประมาณ 1,500 แคลอรีต่อวัน และรับประทานอาหารเพียงมื้อเดียว ขณะเดียวกันยังออกกำลังกายอย่างหนักถึงวันละ 3 รอบ

แม้ตัวเลขบนตาชั่งจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ผลที่ตามมากลับรุนแรงกว่าที่คิด เมื่อร่างกายเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติ ณเดชน์จึงเข้าพบแพทย์และตรวจพบว่าค่าฮอร์โมนหลายส่วนแปรปรวน ทั้งฮอร์โมนเพศชาย วิตามิน เกลือแร่ และฮอร์โมนความเครียด

เจ้าตัวเปรียบเทียบสภาพร่างกายในช่วงเวลานั้นว่า ฮอร์โมนรวนราวกับคนอายุ 60 ปี ทั้งที่ขณะนั้นมีอายุเพียง 30 กว่าปีเท่านั้น และปัญหาสำคัญที่สุดคือการตรวจพบภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ หรือ ไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism) ซึ่งทำให้ต้องรับประทานยาปรับฮอร์โมนไทรอยด์เป็นประจำทุกเช้า

ณเดชน์ยังเล่าว่า หากได้รับยาไม่เพียงพอ อาจมีอาการอ่อนเพลีย ง่วงนอน และน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องดูแลต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ระบุว่า ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์เกิดจากต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อาการที่พบได้ เช่น อ่อนเพลีย ทำงานช้าลง หนาวง่าย ท้องผูก ผิวแห้ง น้ำหนักเพิ่ม และหัวใจเต้นช้าลง อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจคล้ายกับโรคหรือภาวะอื่น การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการตรวจเลือดและการประเมินโดยแพทย์ 

การรักษาโดยทั่วไปอาจใช้ยา เลโวไทรอกซิน (Levothyroxine) เพื่อทดแทนฮอร์โมนไทรอยด์ที่ร่างกายสร้างได้ไม่เพียงพอ โดยแพทย์จะพิจารณาปรับขนาดยาตามผลเลือดและอาการของผู้ป่วย  ผู้ป่วยจำนวนมากจำเป็นต้องรับประทานยาเป็นระยะยาวหรือตลอดชีวิต และควรตรวจเลือดติดตามระดับฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอ 

ทั้งนี้ ยังไม่ควรสรุปว่าการออกกำลังกายเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคไฮโปไทรอยด์ในทุกคน เพราะภาวะดังกล่าวมีสาเหตุได้หลายประการ การออกกำลังกายหนักและการจำกัดอาหารอย่างมากอาจส่งผลต่อความสมดุลของร่างกายและฮอร์โมนได้ แต่การวินิจฉัยสาเหตุที่แน่ชัดต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน

ปัจจุบันแนวทางการดูแลสุขภาพเน้นการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รับประทานอาหารให้เพียงพอ และพักผ่อนอย่างสมดุล ไม่ควรเลียนแบบการจำกัดอาหารหรือโปรแกรมออกกำลังกายของบุคคลอื่นโดยไม่ประเมินสภาพร่างกายของตัวเอง

สรุปข่าว

จากความกังวลหลังเห็นตัวเองน้ำหนักพุ่ง สู่การออกกำลังกายแบบหักโหมและคุมอาหารสุดโต่ง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” เผยบทเรียนสุขภาพครั้งใหญ่ ร่างกายรวนจนรู้สึกเหมือนคนอายุ 60 ทั้งที่อายุเพียง 30 กว่าปี พร้อมเตือนอย่าลดน้ำหนักผิดวิธี

“ณเดชน์ คูกิมิยะ” นักแสดงหนุ่มชื่อดัง เปิดใจถึงเบื้องหลังการดูแลรูปร่างที่หลายคนยกให้เป็นต้นแบบของคนรักสุขภาพ แต่กว่าจะมีหุ่นฟิตและกล้ามเนื้อชัดอย่างทุกวันนี้ เจ้าตัวต้องแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพง หลังเคยออกกำลังกายและควบคุมอาหารอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนและสุขภาพโดยรวม

เรื่องราวดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านรายการ On The Way With Chom โดยณเดชน์เล่าย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนว่า ช่วงหนึ่งตนเองกินอาหารมากจนน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว กระทั่งได้เห็นตัวเองผ่านจอภาพยนตร์หรือละคร จึงรู้สึกตกใจและแทบจำตัวเองไม่ได้ เพราะมีรูปร่างที่อ้วนขึ้นอย่างชัดเจน

หลังจากนั้น ณเดชน์จึงตัดสินใจเข้าฟิตเนสอย่างจริงจัง โดยออกกำลังกายต่อเนื่องนานประมาณ 3 เดือนแทบไม่มีวันพัก บางวันตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อทำทั้งคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่ง จนการออกกำลังกายกลายเป็นสิ่งที่ทำอย่างจริงจังและเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วงที่ต้องการลดน้ำหนักจากประมาณ 80 กิโลกรัมให้เหลือ 70 กิโลกรัมภายใน 1 เดือน ณเดชน์ยอมรับว่าใช้วิธีควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด โดยจำกัดพลังงานไว้ประมาณ 1,500 แคลอรีต่อวัน และรับประทานอาหารเพียงมื้อเดียว ขณะเดียวกันยังออกกำลังกายอย่างหนักถึงวันละ 3 รอบ

แม้ตัวเลขบนตาชั่งจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ผลที่ตามมากลับรุนแรงกว่าที่คิด เมื่อร่างกายเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติ ณเดชน์จึงเข้าพบแพทย์และตรวจพบว่าค่าฮอร์โมนหลายส่วนแปรปรวน ทั้งฮอร์โมนเพศชาย วิตามิน เกลือแร่ และฮอร์โมนความเครียด

เจ้าตัวเปรียบเทียบสภาพร่างกายในช่วงเวลานั้นว่า ฮอร์โมนรวนราวกับคนอายุ 60 ปี ทั้งที่ขณะนั้นมีอายุเพียง 30 กว่าปีเท่านั้น และปัญหาสำคัญที่สุดคือการตรวจพบภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ หรือ ไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism) ซึ่งทำให้ต้องรับประทานยาปรับฮอร์โมนไทรอยด์เป็นประจำทุกเช้า

ณเดชน์ยังเล่าว่า หากได้รับยาไม่เพียงพอ อาจมีอาการอ่อนเพลีย ง่วงนอน และน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องดูแลต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ระบุว่า ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์เกิดจากต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อาการที่พบได้ เช่น อ่อนเพลีย ทำงานช้าลง หนาวง่าย ท้องผูก ผิวแห้ง น้ำหนักเพิ่ม และหัวใจเต้นช้าลง อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจคล้ายกับโรคหรือภาวะอื่น การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการตรวจเลือดและการประเมินโดยแพทย์ 

การรักษาโดยทั่วไปอาจใช้ยา เลโวไทรอกซิน (Levothyroxine) เพื่อทดแทนฮอร์โมนไทรอยด์ที่ร่างกายสร้างได้ไม่เพียงพอ โดยแพทย์จะพิจารณาปรับขนาดยาตามผลเลือดและอาการของผู้ป่วย  ผู้ป่วยจำนวนมากจำเป็นต้องรับประทานยาเป็นระยะยาวหรือตลอดชีวิต และควรตรวจเลือดติดตามระดับฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอ 

ทั้งนี้ ยังไม่ควรสรุปว่าการออกกำลังกายเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคไฮโปไทรอยด์ในทุกคน เพราะภาวะดังกล่าวมีสาเหตุได้หลายประการ การออกกำลังกายหนักและการจำกัดอาหารอย่างมากอาจส่งผลต่อความสมดุลของร่างกายและฮอร์โมนได้ แต่การวินิจฉัยสาเหตุที่แน่ชัดต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน

ปัจจุบันแนวทางการดูแลสุขภาพเน้นการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รับประทานอาหารให้เพียงพอ และพักผ่อนอย่างสมดุล ไม่ควรเลียนแบบการจำกัดอาหารหรือโปรแกรมออกกำลังกายของบุคคลอื่นโดยไม่ประเมินสภาพร่างกายของตัวเอง

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : IG@kugimiyas