ไทยเสี่ยงภัยพิบัติหนัก! UN ย้ำเร่งรับมือ ฝนสุดขั้ว-น้ำท่วม-ภัยแล้ง

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับ UN เตือนไทยเตรียมรับมือภัยพิบัติ ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ย้ำต้องมีแผนรับมือระยะยาว ก่อนวิกฤตรุนแรงขึ้น
โดยระบุว่าองค์การสหประชาชาติ (UN) ส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือ ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป โดยเฉพาะภัยพิบัติจากฝนสุดขั้ว น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้งยาวนาน และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ซึ่งอาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพื้นที่เศรษฐกิจ ภาคเกษตรกรรม และการดำรงชีวิตของประชาชน
หัวใจสำคัญของแนวทางที่ UN ผลักดัน คือ การรับมือภัยพิบัติไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการตั้งรับเมื่อเกิดเหตุ (Disaster Response) แต่ต้องให้ความสำคัญกับการปรับตัวและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า (Climate Adaptation and Preparedness) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้ประชาชนและชุมชนสามารถรับมือกับความเสี่ยง รวมถึงฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว
1. การปรับตัวระดับบุคคลและชุมชน
ประชาชนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการติดตามระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดย UN ได้ผลักดันโครงการ Early Warnings for All เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลแจ้งเตือนภัยพิบัติได้อย่างทั่วถึงและแม่นยำ จึงควรติดตั้งแอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยและติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ทุกครอบครัวควรจัดทำแผนอพยพ กำหนดเส้นทางไปยังพื้นที่สูงหรือศูนย์พักพิงที่ปลอดภัย พร้อมเตรียมถุงยังชีพฉุกเฉิน ซึ่งประกอบด้วยยารักษาโรค อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเอกสารสำคัญที่สามารถหยิบใช้ได้ทันที
สำหรับภาคเกษตรกรรม ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตไปสู่ เกษตรกรรมที่เท่าทันสภาพภูมิอากาศ (Climate-Smart Agriculture) เช่น การปลูกพืชทนแล้ง การบริหารจัดการน้ำในนาข้าวเพื่อลดการใช้น้ำ และการขุดสระเก็บน้ำประจำไร่นา เพื่อรับมือกับฤดูกาลที่แปรปรวนมากขึ้น
นอกจากนี้ ชุมชนควรร่วมกันสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัย ขุดลอกทางระบายน้ำ และฝึกซ้อมแผนรับมือภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความพร้อมก่อนเกิดเหตุฉุกเฉิน
สรุปข่าว
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับ UN เตือนไทยเตรียมรับมือภัยพิบัติ ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ย้ำต้องมีแผนรับมือระยะยาว ก่อนวิกฤตรุนแรงขึ้น
โดยระบุว่าองค์การสหประชาชาติ (UN) ส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือ ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป โดยเฉพาะภัยพิบัติจากฝนสุดขั้ว น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้งยาวนาน และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ซึ่งอาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพื้นที่เศรษฐกิจ ภาคเกษตรกรรม และการดำรงชีวิตของประชาชน
หัวใจสำคัญของแนวทางที่ UN ผลักดัน คือ การรับมือภัยพิบัติไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการตั้งรับเมื่อเกิดเหตุ (Disaster Response) แต่ต้องให้ความสำคัญกับการปรับตัวและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า (Climate Adaptation and Preparedness) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้ประชาชนและชุมชนสามารถรับมือกับความเสี่ยง รวมถึงฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว
1. การปรับตัวระดับบุคคลและชุมชน
ประชาชนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการติดตามระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดย UN ได้ผลักดันโครงการ Early Warnings for All เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลแจ้งเตือนภัยพิบัติได้อย่างทั่วถึงและแม่นยำ จึงควรติดตั้งแอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยและติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ทุกครอบครัวควรจัดทำแผนอพยพ กำหนดเส้นทางไปยังพื้นที่สูงหรือศูนย์พักพิงที่ปลอดภัย พร้อมเตรียมถุงยังชีพฉุกเฉิน ซึ่งประกอบด้วยยารักษาโรค อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเอกสารสำคัญที่สามารถหยิบใช้ได้ทันที
สำหรับภาคเกษตรกรรม ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตไปสู่ เกษตรกรรมที่เท่าทันสภาพภูมิอากาศ (Climate-Smart Agriculture) เช่น การปลูกพืชทนแล้ง การบริหารจัดการน้ำในนาข้าวเพื่อลดการใช้น้ำ และการขุดสระเก็บน้ำประจำไร่นา เพื่อรับมือกับฤดูกาลที่แปรปรวนมากขึ้น
นอกจากนี้ ชุมชนควรร่วมกันสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัย ขุดลอกทางระบายน้ำ และฝึกซ้อมแผนรับมือภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความพร้อมก่อนเกิดเหตุฉุกเฉิน
2. การปรับตัวระดับเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน
การพัฒนาเมืองจำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติมากขึ้น โดยเฉพาะการออกแบบเมืองให้สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มสูงขึ้น ผ่านการจัดสรรพื้นที่ซับน้ำ สวนสาธารณะ หรือพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ เพื่อช่วยชะลอปัญหาน้ำท่วมขังในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือ การใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐานในการแก้ปัญหา (Nature-based Solutions) เช่น การปลูกและฟื้นฟูป่าชายเลนเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและลดผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเพื่อช่วยชะลอน้ำป่าไหลหลาก
ขณะเดียวกัน ภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบระบายน้ำ พนังกั้นน้ำ และการออกแบบอาคารบ้านเรือนให้มีความแข็งแรง สามารถทนต่อพายุและกระแสน้ำเชี่ยว รวมถึงการยกระดับบ้านเรือนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
3. การปรับตัวระดับนโยบายและการลดก๊าซเรือนกระจก
ในระยะยาว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน
นอกจากนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งพัฒนาระบบข้อมูลและการคาดการณ์ภัยพิบัติ โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลดาวเทียมมาใช้จำลองสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศล่วงหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และการแจ้งเตือนประชาชน
ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีแผนรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ท่ามกลางความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น การเตรียมความพร้อมไม่ใช่เพียงหน้าที่ของประชาชน แต่จำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนอย่างจริงจังจากรัฐบาล ทั้งการวางนโยบาย การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ
สิ่งสำคัญที่ประชาชนคนไทยกำลังรอคอย คือแผนแม่บท (Master Plan) และแผนปฏิบัติการ (Action Plan) จากรัฐบาล ที่มีเป้าหมายและแนวทางดำเนินงานชัดเจน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตได้อย่างเป็นระบบ
เพราะการเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัยพิบัติ ไม่เพียงช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจและทรัพย์สิน แต่ยังหมายถึงการปกป้องชีวิตและความมั่นคงของประชาชนในระยะยาว
- ค้นพบครั้งแรก! ไฟป่ากำลังเปลี่ยนโลก นักวิทย์พบสัญญาณอันตราย
- วิกฤตภัยแล้ง “ฮังการี” ทุบสถิติรอบ 126 ปี ฝนลด อากาศร้อนจัด ซ้ำเติมวิกฤตขาดแคลนน้ำ
- เตือนเมืองทั่วโลก! รับมือโลกร้อนไม่ทัน เสี่ยงภัยพิบัติซ้ำซาก
- “ซิดนีย์” เดือด อุณหภูมิพุ่ง 37 องศาฯ สูงกว่าค่าเฉลี่ย 11 องศาฯ หวั่นเกิดไฟป่าครั้งใหญ่!
- “กรุงคาบูล” อัฟกานิสถาน น้ำกำลังจะหมดในอีก 4 ปี!
ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat
ที่มารูปภาพ : Reuters
