เตือนเมืองทั่วโลก! รับมือโลกร้อนไม่ทัน เสี่ยงภัยพิบัติซ้ำซาก

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของการพัฒนาเมืองทั่วโลก โดยเฉพาะความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้ว ทำให้แนวทางการออกแบบและพัฒนาเมืองในอนาคตไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงความทันสมัยหรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
หลี่ เสี่ยวเจียง (Li Xiaojiang) อดีตผู้อำนวยการสถาบันการวางผังเมืองและออกแบบแห่งประเทศจีน (China Academy of Urban Planning and Design) ให้สัมภาษณ์กับ National Business Daily เกี่ยวกับแนวทางการผนวกมาตรการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับกระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาเมือง โดยชี้ว่าการบริหารจัดการเมืองในยุคโลกร้อนจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันในสองมิติสำคัญ
สรุปข่าว
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของการพัฒนาเมืองทั่วโลก โดยเฉพาะความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้ว ทำให้แนวทางการออกแบบและพัฒนาเมืองในอนาคตไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงความทันสมัยหรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
หลี่ เสี่ยวเจียง (Li Xiaojiang) อดีตผู้อำนวยการสถาบันการวางผังเมืองและออกแบบแห่งประเทศจีน (China Academy of Urban Planning and Design) ให้สัมภาษณ์กับ National Business Daily เกี่ยวกับแนวทางการผนวกมาตรการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับกระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาเมือง โดยชี้ว่าการบริหารจัดการเมืองในยุคโลกร้อนจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันในสองมิติสำคัญ
มิติแรกคือการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Mitigation ซึ่งมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว การใช้พลังงานสะอาด และการส่งเสริมกิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ เพื่อชะลออัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ทั่วโลกจะสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ได้สำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่าสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วจะกลับคืนสู่ภาวะเดิมได้ทันที และภาวะโลกร้อนอาจยังคงดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ มิติที่สองจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Adaptation ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นการหยุดยั้งภาวะโลกร้อนโดยตรง แต่ให้ความสำคัญกับการปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และความเป็นอยู่ของประชาชนจากผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วและอาจรุนแรงขึ้นในอนาคต
หลี่อธิบายว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นมาตรการที่สร้างประโยชน์ร่วมกันในระดับโลก เพราะไม่ว่าประเทศใดจะลดการปล่อยคาร์บอน ก็ย่อมมีส่วนช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อนโดยรวม แต่การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศกลับมีลักษณะเฉพาะพื้นที่ เนื่องจากภัยพิบัติชนิดเดียวกันอาจสร้างความเสียหายแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละเมือง ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน และความเปราะบางของชุมชน
จึงเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดมาตรฐานการปรับตัวแบบเดียวกันสำหรับทุกพื้นที่ โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอให้เมืองและชุมชนชนบทพัฒนาระบบประเมินความพร้อมในการรับมือสภาพภูมิอากาศตามบริบทของตนเอง ผ่านความสามารถสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การป้องกันภัย ความสามารถในการรับมือและทนทานต่อผลกระทบ การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และการปรับตัวในระยะยาว
หนึ่งในประเด็นที่หลี่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยมองว่าเมืองต่าง ๆ จำเป็นต้องหลุดพ้นจากวงจรการจัดการภัยพิบัติแบบเดิม ที่มักรอให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงก่อนจึงเข้าไปช่วยเหลือ ฟื้นฟูความเสียหาย และกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ ก่อนจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหม่อีกครั้ง
แนวทางดังกล่าวอาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่ไม่ได้จัดการกับต้นตอของความเสี่ยงอย่างแท้จริง ดังนั้น การพัฒนาเมืองในอนาคตจึงควรมุ่งแก้ไขปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้เมืองเปราะบาง เพื่อสร้างความสามารถในการรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน
สำหรับโครงการฟื้นฟูเมือง ซึ่งโดยทั่วไปมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต ปรับปรุงบริการสาธารณะ และเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่าควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันภัยพิบัติมากขึ้น โดยเฉพาะระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว
ปัจจุบัน โครงการนำร่องด้านการฟื้นฟูเมืองของจีนได้สนับสนุนให้เมืองต่าง ๆ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นมากขึ้น ซึ่งหลี่มองว่าเป็นแนวทางที่ควรได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอีกประการหนึ่งคือเงินทุน เนื่องจากโครงการพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถสร้างรายได้และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนได้ แต่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะระบบป้องกันภัยพิบัติ มักไม่ได้สร้างผลตอบแทนทางการเงินโดยตรง
ประสบการณ์ทั้งในจีนและต่างประเทศจึงสะท้อนว่า เงินทุนภาครัฐยังคงเป็นแหล่งสนับสนุนหลักของการลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องพัฒนากลไกด้านนโยบายการคลัง การเงิน สินเชื่อ และภาษี เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือความแตกต่างระหว่างชุมชนดั้งเดิมกับเมืองที่พัฒนาขึ้นใหม่ โดยหลี่ชี้ว่า หมู่บ้านโบราณและย่านประวัติศาสตร์จำนวนมากมักตั้งอยู่ในพื้นที่ที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และมีระบบป้องกันภัยที่พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์ของคนในท้องถิ่นตลอดหลายศตวรรษ
ในทางตรงกันข้าม พื้นที่เมืองใหม่ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วอาจยังไม่มีระบบรับมือภัยพิบัติที่เหมาะสมหรือขาดประสบการณ์ในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อม ส่งผลให้มีความเปราะบางต่อภัยธรรมชาติมากกว่า
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำร่วมกัน เนื่องจากระบบระบายน้ำของแต่ละเมืองมีความเชื่อมโยงกัน โดยบางพื้นที่อาจลงทุนสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง แต่หากพื้นที่ต้นน้ำและปลายน้ำใช้มาตรฐานการจัดการน้ำที่แตกต่างกัน ก็อาจทำให้มาตรการป้องกันน้ำท่วมไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง
โดยเฉพาะกรณีที่พื้นที่ต้นน้ำเร่งระบายน้ำออกอย่างรวดเร็ว อาจทำให้มวลน้ำจำนวนมากไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำในเวลาใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ความเสี่ยงน้ำท่วมถูกผลักจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง และอาจขยายความเสียหายเป็นวงกว้างทั่วทั้งลุ่มน้ำ
ดังนั้น การจัดการน้ำจึงไม่ควรดำเนินการแยกส่วนตามเขตการปกครอง แต่จำเป็นต้องมีการประสานงานร่วมกันทั้งลุ่มน้ำ รวมถึงการกำหนดอัตราการระบายน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำให้เหมาะสมในบางสถานการณ์ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำ
ข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญจีนสะท้อนให้เห็นว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่สามารถพึ่งพาการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องปรับแนวคิดการวางผังเมือง การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และระบบบริหารจัดการภัยพิบัติควบคู่กันไป
ในยุคที่สภาพอากาศสุดขั้วมีแนวโน้มสร้างความเสียหายรุนแรงขึ้น ความสำเร็จของการพัฒนาเมืองจึงอาจไม่ได้วัดจากความทันสมัยของอาคารหรือขนาดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถของเมืองในการปกป้องประชาชน ลดความสูญเสีย และฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ท้ายที่สุด การสร้างเมืองที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงการสร้างเมืองที่ปล่อยคาร์บอนน้อยลง แต่ต้องเป็นเมืองที่สามารถอยู่ร่วมกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้ โดยเปลี่ยนจากการรอแก้ไขความเสียหายหลังเกิดภัยพิบัติ มาเป็นการวางแผนป้องกันและลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง
- “ซิดนีย์” เดือด อุณหภูมิพุ่ง 37 องศาฯ สูงกว่าค่าเฉลี่ย 11 องศาฯ หวั่นเกิดไฟป่าครั้งใหญ่!
- โลกยิ่งร้อน คนยิ่งกลัว! ผลสำรวจชี้ความกังวลพุ่ง แต่ทำไมพฤติกรรมยังไม่เปลี่ยน?
- โลกร้อนไม่รอใคร ชาติหมู่เกาะผนึกเสียงเตือน จี้มหาอำนาจเร่งลงมือ ก่อนสายเกินไป!
- “โจฮันเนสเบิร์ก” เผชิญโลกเดือด เมื่อบ้านคนจนกลายเป็น “กับดักความร้อน”
- มหาสมุทรเดือด ประเทศเกาะเสี่ยงจม นักวิทย์กว่า 100 คนเตือน โลกดูยังไม่พร้อมรับมือ!
ที่มาข้อมูล : www.chinadaily.com.cn
ที่มารูปภาพ : Reuters
