โลกยิ่งร้อน คนยิ่งกลัว! ผลสำรวจชี้ความกังวลพุ่ง แต่ทำไมพฤติกรรมยังไม่เปลี่ยน?

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกยิ่งร้อน คนยิ่งกลัว! ผลสำรวจชี้ความกังวลพุ่ง แต่ทำไมพฤติกรรมยังไม่เปลี่ยน?

“ฤดูร้อน” ที่ร้อนจัดทำให้ผู้คนกังวลเรื่องโลกร้อนมากขึ้นหรือไม่? เปิดผลสำรวจล่าสุดที่ชี้ว่า ความตระหนักเพิ่มขึ้น แต่พฤติกรรมอาจยังไม่เปลี่ยน

 

ฤดูร้อนปี 2026 ของสหราชอาณาจักรกลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ผู้คนต้องเผชิญกับอุณหภูมิสูงและสภาพอากาศแห้งแล้งเป็นประวัติการณ์ ความร้อนที่รุนแรงไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการเสียชีวิต แต่ยังเชื่อมโยงกับไฟป่า การขาดแคลนน้ำ ตลอดจนความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ

 

ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เมื่อผู้คนสัมผัสผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วด้วยตัวเองแล้ว พวกเขาจะหันมากังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นหรือไม่ ผลสำรวจล่าสุดในสหราชอาณาจักรพบว่า ความกังวลของประชาชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ความตระหนักดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเปลี่ยนความเชื่อหรือพฤติกรรมเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศโดยอัตโนมัติ

  

เมื่อความร้อนจัดกลายเป็นประสบการณ์ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักรระบุว่า ในช่วงศตวรรษที่ 20 การมีอุณหภูมิสูงถึง 35 องศาเซลเซียสถือเป็นเรื่องที่พบได้ยาก แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิระดับนี้เกิดขึ้นแล้วถึง 6 ปี และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อไป


ผลสำรวจความคิดเห็นสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนรับรู้ถึงความร้อนที่รุนแรงมากขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจประมาณ 74% ระบุว่าเคยเผชิญกับความร้อนจัดด้วยตนเอง เพิ่มขึ้นจาก 46% ก่อนฤดูร้อนปี 2026 ขณะที่สัดส่วนผู้ที่มองว่าความร้อนจัดเป็นผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เร่งด่วนที่สุด เพิ่มจาก 36% ในเดือนตุลาคม 2024 เป็น 62% ในปี 2026


ความกังวลเกี่ยวกับไฟป่าก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จาก 13% ในเดือนตุลาคม 2024 เป็น 47% ในปี 2026 นอกจากนี้ ประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่งยังระบุว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้พวกเขากังวลต่ออนาคตมากกว่าเดิม โดยเฉพาะผลกระทบที่ฤดูร้อนซึ่งร้อนจัดอาจมีต่อเด็กและคนรุ่นต่อไป


ผลสำรวจอีกชุดพบว่า ประชาชนชาวอังกฤษ 65% มีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ 16% ระบุว่าไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้ ทั้งนี้ ระดับความกังวลแตกต่างกันตามแนวคิดทางการเมือง โดยผู้สนับสนุนพรรคกรีนมีความกังวลสูงถึง 87% ขณะที่ผู้สนับสนุนพรรค Reform อยู่ที่ 46%


สรุปข่าว

“ฤดูร้อน” ที่ร้อนจัดของสหราชอาณาจักรในปี 2026 ทำให้ประชาชนกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากความร้อนจัดและไฟป่า อย่างไรก็ตาม การเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วไม่ได้ทำให้ทุกคนเปลี่ยนความเชื่อหรือพฤติกรรมโดยอัตโนมัติ เพราะยังมีปัจจัยด้านการเมือง รายได้ และข้อจำกัดในชีวิตประจำวันเข้ามาเกี่ยวข้อง นักวิจัยชี้ว่า การสื่อสารให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างสภาพอากาศสุดขั้วกับวิกฤตโลกร้อน พร้อมทำให้ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าถึงง่าย คือกุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

“ฤดูร้อน” ที่ร้อนจัดทำให้ผู้คนกังวลเรื่องโลกร้อนมากขึ้นหรือไม่? เปิดผลสำรวจล่าสุดที่ชี้ว่า ความตระหนักเพิ่มขึ้น แต่พฤติกรรมอาจยังไม่เปลี่ยน

 

ฤดูร้อนปี 2026 ของสหราชอาณาจักรกลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ผู้คนต้องเผชิญกับอุณหภูมิสูงและสภาพอากาศแห้งแล้งเป็นประวัติการณ์ ความร้อนที่รุนแรงไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการเสียชีวิต แต่ยังเชื่อมโยงกับไฟป่า การขาดแคลนน้ำ ตลอดจนความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ

 

ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เมื่อผู้คนสัมผัสผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วด้วยตัวเองแล้ว พวกเขาจะหันมากังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นหรือไม่ ผลสำรวจล่าสุดในสหราชอาณาจักรพบว่า ความกังวลของประชาชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ความตระหนักดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเปลี่ยนความเชื่อหรือพฤติกรรมเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศโดยอัตโนมัติ

  

เมื่อความร้อนจัดกลายเป็นประสบการณ์ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักรระบุว่า ในช่วงศตวรรษที่ 20 การมีอุณหภูมิสูงถึง 35 องศาเซลเซียสถือเป็นเรื่องที่พบได้ยาก แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิระดับนี้เกิดขึ้นแล้วถึง 6 ปี และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อไป


ผลสำรวจความคิดเห็นสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนรับรู้ถึงความร้อนที่รุนแรงมากขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจประมาณ 74% ระบุว่าเคยเผชิญกับความร้อนจัดด้วยตนเอง เพิ่มขึ้นจาก 46% ก่อนฤดูร้อนปี 2026 ขณะที่สัดส่วนผู้ที่มองว่าความร้อนจัดเป็นผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เร่งด่วนที่สุด เพิ่มจาก 36% ในเดือนตุลาคม 2024 เป็น 62% ในปี 2026


ความกังวลเกี่ยวกับไฟป่าก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จาก 13% ในเดือนตุลาคม 2024 เป็น 47% ในปี 2026 นอกจากนี้ ประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่งยังระบุว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้พวกเขากังวลต่ออนาคตมากกว่าเดิม โดยเฉพาะผลกระทบที่ฤดูร้อนซึ่งร้อนจัดอาจมีต่อเด็กและคนรุ่นต่อไป


ผลสำรวจอีกชุดพบว่า ประชาชนชาวอังกฤษ 65% มีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ 16% ระบุว่าไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้ ทั้งนี้ ระดับความกังวลแตกต่างกันตามแนวคิดทางการเมือง โดยผู้สนับสนุนพรรคกรีนมีความกังวลสูงถึง 87% ขณะที่ผู้สนับสนุนพรรค Reform อยู่ที่ 46%


ความกังวลเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเปลี่ยนความเชื่อ

แม้ประสบการณ์จากความร้อนจัดจะทำให้ผู้คนหันมาให้ความสนใจปัญหาสภาพภูมิอากาศมากขึ้น แต่การเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้วไม่ได้ทำให้ทุกคนเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องจริงหรือมีสาเหตุมาจากกิจกรรมของมนุษย์มากขึ้นเสมอไป

 

งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่า ประสบการณ์จากน้ำท่วม ฤดูร้อนที่ร้อนจัด หรือพายุเฮอริเคน มีผลค่อนข้างจำกัดต่อความเชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “การใช้เหตุผลที่มีแรงจูงใจ” (motivated reasoning) ซึ่งหมายถึงการที่ผู้คนตีความข้อมูลหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความเชื่อและสิ่งที่ตนเองต้องการให้เป็นจริง

 

ตัวอย่างเช่น คนบางกลุ่มอาจมองว่าฤดูร้อนที่ร้อนจัดเป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ขณะที่อีกกลุ่มอาจมองว่าเป็นเพียงสภาพอากาศตามธรรมชาติ ความแตกต่างนี้ยังสัมพันธ์กับแนวคิดทางการเมืองด้วย โดยกลุ่มที่มีแนวคิดก้าวหน้าหรือเอนเอียงไปทางซ้ายมีแนวโน้มรายงานว่าตนได้รับผลกระทบจากความร้อนจัด และสนับสนุนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้น

 

หลังเกิดคลื่นความร้อน มากกว่ากลุ่มที่สนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายขวา

ข้อมูลยังชี้ว่า ประชาชน 51% มองว่าคลื่นความร้อนที่ผ่านมาเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลและภาคธุรกิจควรเร่งแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ขณะเดียวกัน การสนับสนุนนโยบายสิ่งแวดล้อมบางประเภทก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยระหว่างเดือนเมษายนถึงสิงหาคม 2026 เช่น การจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่เดินทางโดยเครื่องบินบ่อยครั้ง ซึ่งมีระดับการสนับสนุนสุทธิเพิ่มจาก 18% เป็น 20% และนโยบายย่านที่จำกัดการใช้รถยนต์ ซึ่งเพิ่มจาก 14% เป็น 18%


อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 27% ที่คัดค้านเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จะเปลี่ยนจุดยืนเพียงเพราะได้เผชิญกับฤดูร้อนที่ร้อนจัด


เหตุใดความกังวลจึงไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมเสมอไป

แม้ผู้คนจะตระหนักถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น แต่ความกังวลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การประหยัดน้ำ การลดการใช้รถยนต์ หรือการลดการเดินทางโดยเครื่องบิน ปัจจัยด้านรายได้และลักษณะประชากรมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากกว่าความกังวลเรื่องสภาพภูมิอากาศในบางกรณี ตัวอย่างเช่น รายได้ส่วนบุคคลสามารถอธิบายความแตกต่างในการตัดสินใจเดินทางโดยเครื่องบินได้ประมาณ 18% ขณะที่ความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอธิบายความแตกต่างดังกล่าวได้น้อยกว่า 1%


ข้อค้นพบนี้สะท้อนว่า การขอให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยความสมัครใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังมีราคาแพง ไม่สะดวก หรือเข้าถึงได้ยาก

 

อย่างไรก็ตาม วิกฤตความร้อนและปัญหาขาดแคลนน้ำอาจช่วยทำให้ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงอยู่ในความสนใจของสังคมและวาระทางการเมือง นักวิจัยมองว่า การสื่อสารที่เชื่อมโยงคลื่นความร้อนเข้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน อาจช่วยเพิ่มการสนับสนุนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมได้


ในทางกลับกัน การนำเสนอฤดูร้อนในแง่ของความสนุกสนาน การพักผ่อนกลางแจ้ง และแสงแดด อาจทำให้บางคนมองข้ามอันตรายจากความร้อน และไม่รู้สึกกังวลต่อผลกระทบในระยะยาวมากเท่าที่ควร

 

วิกฤตอากาศสุดขั้วอาจเป็นจังหวะสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรม

นักวิจัยเสนอว่า ช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังเผชิญกับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วอาจเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเข้าใจและส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อกิจวัตรประจำวันถูกรบกวน ผู้คนอาจเปิดใจพิจารณาทางเลือกใหม่มากขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดมาตรการห้ามใช้สายยางรดน้ำสวนในช่วงขาดแคลนน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้วิธีประหยัดน้ำและปรับพฤติกรรมการใช้น้ำในระยะยาว


แต่หากต้องการให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องทำให้ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศมีราคาที่ประชาชนจ่ายไหว สะดวกต่อการใช้งาน และปลอดภัยสำหรับคนในวงกว้าง ไม่ใช่เพียงคาดหวังให้ทุกคนเปลี่ยนแปลงด้วยความกังวลส่วนบุคคลเท่านั้น

 

ฤดูร้อนที่ร้อนจัดของสหราชอาณาจักรในปี 2026 ทำให้ประชาชนรับรู้และกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งความร้อนจัด ไฟป่า และการขาดแคลนน้ำ แต่ประสบการณ์จากสภาพอากาศสุดขั้วไม่ได้เปลี่ยนความเชื่อหรือพฤติกรรมของทุกคนโดยอัตโนมัติ เพราะการตัดสินใจยังได้รับอิทธิพลจากแนวคิดทางการเมือง รายได้ และข้อจำกัดในชีวิตประจำวัน


โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงทำให้ผู้คนตระหนักว่าโลกกำลังร้อนขึ้น แต่ต้องสื่อสารให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างสภาพอากาศสุดขั้วกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ พร้อมสร้างทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เข้าถึงได้จริง เพราะความกังวลจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อผู้คนมีทั้งความเข้าใจ โอกาส และเครื่องมือในการลงมือทำ

ที่มาข้อมูล : theconversation.com

ที่มารูปภาพ : Reuters