“กรุงคาบูล” อัฟกานิสถาน น้ำกำลังจะหมดในอีก 4 ปี!

กรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน กำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง โดยมีการคาดการณ์ว่าเมืองอาจเป็นมหานครสมัยใหม่แห่งแรกของโลกที่เผชิญภาวะน้ำหมดเมืองภายในปี 2573 ขณะที่ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญสภาพดังกล่าวอยู่แล้ว ทั้งจากน้ำใต้ดินที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ภัยแล้งต่อเนื่อง และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น
ข้อมูลจากรายงานขององค์กรไม่แสวงหากำไร Prosper Global ระบุว่า คาบูลกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ภาวะ “Day Zero” หรือวันที่ระบบน้ำไม่สามารถจ่ายน้ำให้ประชาชนจำนวนมากได้อย่างเพียงพอ โดยสถานการณ์ในคาบูลถือว่ารุนแรงกว่าหลายเมืองที่กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำทั่วโลก
ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากไม่มีน้ำประปาใช้และไม่สามารถซื้อหาน้ำจากรถบรรทุกน้ำได้ เนื่องจากมีราคาแพง หลายครอบครัวจึงต้องเดินทางไปยังมัสยิดเพื่อรอคิวสูบน้ำจากปั๊มมือ ก่อนแบกน้ำกลับบ้านเป็นระยะทางไกล
วิกฤตดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงคาบูล แต่กำลังเกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วโลก ตั้งแต่เมืองคอร์ปัสคริสตี รัฐเท็กซัส ของสหรัฐฯ ไปจนถึงกรุงเตหะรานของอิหร่าน ซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “Day Zero” เช่นกัน ปัจจัยสำคัญมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคด้านน้ำมีข้อจำกัดและขาดงบประมาณในการพัฒนา ประกอบกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น
สำหรับคาบูล ปัญหามีความรุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก และอัฟกานิสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูง ขณะเดียวกันประเทศยังเผชิญผลกระทบจากความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ และความช่วยเหลือระหว่างประเทศลดลงอย่างมากนับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันกลับมามีอำนาจในปี 2564
สรุปข่าว
กรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน กำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง โดยมีการคาดการณ์ว่าเมืองอาจเป็นมหานครสมัยใหม่แห่งแรกของโลกที่เผชิญภาวะน้ำหมดเมืองภายในปี 2573 ขณะที่ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญสภาพดังกล่าวอยู่แล้ว ทั้งจากน้ำใต้ดินที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ภัยแล้งต่อเนื่อง และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น
ข้อมูลจากรายงานขององค์กรไม่แสวงหากำไร Prosper Global ระบุว่า คาบูลกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ภาวะ “Day Zero” หรือวันที่ระบบน้ำไม่สามารถจ่ายน้ำให้ประชาชนจำนวนมากได้อย่างเพียงพอ โดยสถานการณ์ในคาบูลถือว่ารุนแรงกว่าหลายเมืองที่กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำทั่วโลก
ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากไม่มีน้ำประปาใช้และไม่สามารถซื้อหาน้ำจากรถบรรทุกน้ำได้ เนื่องจากมีราคาแพง หลายครอบครัวจึงต้องเดินทางไปยังมัสยิดเพื่อรอคิวสูบน้ำจากปั๊มมือ ก่อนแบกน้ำกลับบ้านเป็นระยะทางไกล
วิกฤตดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงคาบูล แต่กำลังเกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วโลก ตั้งแต่เมืองคอร์ปัสคริสตี รัฐเท็กซัส ของสหรัฐฯ ไปจนถึงกรุงเตหะรานของอิหร่าน ซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “Day Zero” เช่นกัน ปัจจัยสำคัญมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคด้านน้ำมีข้อจำกัดและขาดงบประมาณในการพัฒนา ประกอบกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น
สำหรับคาบูล ปัญหามีความรุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก และอัฟกานิสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูง ขณะเดียวกันประเทศยังเผชิญผลกระทบจากความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ และความช่วยเหลือระหว่างประเทศลดลงอย่างมากนับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันกลับมามีอำนาจในปี 2564
ข้อมูลระบุว่า ระดับน้ำใต้ดินในคาบูลลดลงเกือบ 30 เมตรในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการสูบน้ำขึ้นมาใช้เร็วกว่าความสามารถในการเติมกลับของธรรมชาติ คาดว่าปริมาณน้ำขาดแคลนมากกว่า 1.55 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อปี และบ่อบาดาลเกือบครึ่งหนึ่งในเมืองแห้งขอดแล้ว
เดิมทีคาบูลมีแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่สำคัญจากเทือกเขาฮินดูกูชและเทือกเขาหิมาลัย หิมะและน้ำแข็งจากภูเขาช่วยหล่อเลี้ยงแม่น้ำคาบูลและเติมน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักของเมือง โดยประชาชนราว 80% พึ่งพาน้ำใต้ดิน ขณะที่มีเพียงประมาณหนึ่งในห้าที่เข้าถึงระบบน้ำประปา
อย่างไรก็ตาม อัฟกานิสถานเผชิญภัยแล้งต่อเนื่องถึง 6 ปี โดยปีที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในปีที่รุนแรงที่สุด ปริมาณหิมะที่ตกลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 25 ปี และแนวโน้มระยะยาวยังสะท้อนว่าปริมาณหิมะลดลงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อฝนตก น้ำส่วนใหญ่ไม่สามารถซึมลงไปเติมชั้นน้ำใต้ดินได้ เนื่องจากพื้นผิวเมืองถูกปกคลุมด้วยอาคาร ถนน และวัสดุที่ไม่สามารถซึมน้ำได้ น้ำจึงไหลบ่าอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและคร่าชีวิตประชาชน แทนที่จะช่วยฟื้นฟูแหล่งน้ำใต้ดิน
นอกจากนี้ การขยายตัวของเมืองยังเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำอย่างมาก ประชากรคาบูลเพิ่มจากไม่ถึง 1 ล้านคนในปี 2544 เป็นประมาณ 6 ล้านคนในปัจจุบัน ขณะที่อาคารหลายชั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้จำนวนครัวเรือนในพื้นที่เดิมเพิ่มขึ้นหลายเท่า
ครอบครัวจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนจากวิกฤตน้ำโดยตรง ชาวเมืองบางรายต้องใช้เงินอย่างน้อย 150 อัฟกานี หรือประมาณ 2.35 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน เพื่อซื้อน้ำให้เพียงพอสำหรับครอบครัว 7 คน และแม้จะต้องจ่ายในราคาสูง แต่น้ำที่ได้บางส่วนยังสกปรกและต้องนำไปต้มก่อนบริโภค
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ประชาชนที่มีรายได้น้อยบางส่วนต้องนำเงินถึง 30% ของรายได้ทั้งหมด ไปซื้อน้ำ ขณะที่องค์การสหประชาชาติถือว่าค่าใช้จ่ายด้านน้ำที่ครัวเรือนสามารถรับได้ควรอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของรายได้
ปัญหายังรุนแรงขึ้นจากคุณภาพน้ำ โดยพื้นที่ขนาดใหญ่ของเมืองมีน้ำใต้ดินปนเปื้อนมากถึง 80% ทั้งจากน้ำเสียและสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น สารหนู ทำให้วิกฤตน้ำไม่ได้หมายถึงเพียงการขาดแคลนน้ำ แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนด้วย
รัฐบาลอัฟกานิสถานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนเพิ่มแหล่งน้ำให้คาบูล เช่น โครงการสร้างเขื่อนชาห์ตูต ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดหาน้ำให้ประชาชนมากกว่า 2 ล้านคน รวมถึงโครงการวางท่อส่งน้ำระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตรจากแม่น้ำปันจ์ชีร์เข้าสู่กรุงคาบูล เพื่อรองรับประชาชนอีกประมาณ 2 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม โครงการเหล่านี้ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน การก่อสร้าง และความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยบางโครงการยังอยู่เพียงขั้นตอนสำรวจและออกแบบ และแม้จะเดินหน้าได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงต้องมีระบบบำบัดและโครงข่ายส่งน้ำถึงครัวเรือน
ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำจากมหาวิทยาลัยสหประชาชาติเตือนว่า คาบูลกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ “หายนะด้านมนุษยธรรม” และมีเวลาเหลือสำหรับการแก้ปัญหาไม่มาก ขณะที่ความช่วยเหลือระหว่างประเทศที่ลดลงทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อน
นักวิชาการด้านการจัดการน้ำจากสถาบัน IHE Delft Institute for Water Education ระบุว่า ขณะนี้ประชาชนยังคงต้องเผชิญกับปัญหาอย่างเงียบ ๆ แต่หากไม่สามารถแก้ไขวิกฤตได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลกระทบในอนาคตอาจขยายไปถึงการขนส่งน้ำฉุกเฉิน การแพร่ระบาดของโรค และการอพยพของประชาชน
คาบูลจึงกลายเป็นภาพสะท้อนของอนาคตที่หลายเมืองทั่วโลกอาจต้องเผชิญ เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาบรรจบกับระบบน้ำในเมืองที่ถูกออกแบบขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากปัจจุบัน
สำหรับชาวคาบูล ภาวะขาดน้ำไม่ใช่เพียงคำเตือนถึงอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันแล้ว โดยบางคนถึงขั้นต้องพิจารณาทิ้งบ้านและงานของตนเองเพราะไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับดำรงชีวิต
- โลกร้อนไม่รอใคร ชาติหมู่เกาะผนึกเสียงเตือน จี้มหาอำนาจเร่งลงมือ ก่อนสายเกินไป!
- “โจฮันเนสเบิร์ก” เผชิญโลกเดือด เมื่อบ้านคนจนกลายเป็น “กับดักความร้อน”
- มหาสมุทรเดือด ประเทศเกาะเสี่ยงจม นักวิทย์กว่า 100 คนเตือน โลกดูยังไม่พร้อมรับมือ!
- ยุโรปวิกฤต! ดานูบแล้งหนัก ปริมาณการไหลต่ำสุดใน 125 ปี
- โลกร้อนปลุก “มาลาเรีย” ภัยเงียบคร่าชีวิต กว่า 6 แสนคน!
