ฝันร้ายหลังน้ำท่วม! ขยะกองมหาศาล รถเสียกว่า 1,000 คัน

Share on Line Share on Facebook Share on X
ฝันร้ายหลังน้ำท่วม!  ขยะกองมหาศาล  รถเสียกว่า 1,000 คัน

หลังสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครเริ่มคลี่คลายลง ภารกิจสำคัญในขณะนี้คือการเร่งฟื้นฟูเมืองให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งการจัดเก็บขยะจำนวนมหาศาลที่ตกค้างหลังน้ำลด การเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่จอดเสียหรือจอดหนีน้ำจนกีดขวางการจราจร ตลอดจนการเร่งจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยล่าสุดกรุงเทพมหานครสามารถจัดเก็บขยะสะสมได้แล้วกว่า 8,135 ตัน เคลื่อนย้ายรถยนต์กว่า 1,000 คัน และอนุมัติเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้วกว่า 169,000 ครัวเรือน รวมวงเงินกว่า 1,243 ล้านบาท

 

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่หมู่บ้านเคหะธานี 4 เขตสะพานสูง เพื่อติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำท่วม และหารือแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยในระยะเร่งด่วน กรุงเทพมหานครได้ระดมเจ้าหน้าที่เทศกิจร่วมกับกรมชลประทาน นำเครื่องจักรเข้าจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่และสิ่งของที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและลดผลกระทบต่อประชาชน


ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังวางแผนแก้ไขปัญหาระยะยาว ด้วยการปรับปรุงบึงรับน้ำขนาดประมาณ 80 ไร่ ที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้านให้เป็นพื้นที่แก้มลิงสำหรับรองรับน้ำในช่วงฝนตกหนัก พร้อมติดตั้งระบบประตูระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำ เพื่อช่วยผันน้ำออกสู่คลองรอบนอก ก่อนเร่งระบายลงสู่คลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและลดความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่จะเริ่มคลี่คลาย แต่กรุงเทพมหานครยังคงต้องเฝ้าระวังระดับน้ำในพื้นที่ริมคลอง โดยเฉพาะเขตสายไหม ซึ่งมีการแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมรับมือระดับน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 5–10 เซนติเมตร เนื่องจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. มีการผันมวลน้ำจากจังหวัดนครนายกผ่านจังหวัดปทุมธานี


สรุปข่าว

กทม.เร่งฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำท่วมคลี่คลาย จัดเก็บขยะสะสมได้แล้วกว่า 8,135 ตัน พร้อมเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่กีดขวางถนนกว่า 1,000 คัน เพื่อคืนสภาพการจราจรเดินหน้าวางระบบป้องกันน้ำท่วมระยะยาว เตรียมพัฒนาบึงรับน้ำ 80 ไร่ เป็นแก้มลิง พร้อมเตือนชุมชนริมคลองเขตสายไหม เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้น 5–10 เซนติเมตร ล่าสุดอนุมัติเงินเยียวยาผู้ประสบภัยแล้วกว่า 169,000 ครัวเรือน วงเงินรวม 1,243 ล้านบาท ขณะที่อีกกว่า 94,000 คำร้องอยู่ระหว่างตรวจสอบสิทธิ

หลังสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครเริ่มคลี่คลายลง ภารกิจสำคัญในขณะนี้คือการเร่งฟื้นฟูเมืองให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งการจัดเก็บขยะจำนวนมหาศาลที่ตกค้างหลังน้ำลด การเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่จอดเสียหรือจอดหนีน้ำจนกีดขวางการจราจร ตลอดจนการเร่งจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยล่าสุดกรุงเทพมหานครสามารถจัดเก็บขยะสะสมได้แล้วกว่า 8,135 ตัน เคลื่อนย้ายรถยนต์กว่า 1,000 คัน และอนุมัติเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้วกว่า 169,000 ครัวเรือน รวมวงเงินกว่า 1,243 ล้านบาท

 

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่หมู่บ้านเคหะธานี 4 เขตสะพานสูง เพื่อติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำท่วม และหารือแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยในระยะเร่งด่วน กรุงเทพมหานครได้ระดมเจ้าหน้าที่เทศกิจร่วมกับกรมชลประทาน นำเครื่องจักรเข้าจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่และสิ่งของที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและลดผลกระทบต่อประชาชน


ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังวางแผนแก้ไขปัญหาระยะยาว ด้วยการปรับปรุงบึงรับน้ำขนาดประมาณ 80 ไร่ ที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้านให้เป็นพื้นที่แก้มลิงสำหรับรองรับน้ำในช่วงฝนตกหนัก พร้อมติดตั้งระบบประตูระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำ เพื่อช่วยผันน้ำออกสู่คลองรอบนอก ก่อนเร่งระบายลงสู่คลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและลดความเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่จะเริ่มคลี่คลาย แต่กรุงเทพมหานครยังคงต้องเฝ้าระวังระดับน้ำในพื้นที่ริมคลอง โดยเฉพาะเขตสายไหม ซึ่งมีการแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมรับมือระดับน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 5–10 เซนติเมตร เนื่องจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. มีการผันมวลน้ำจากจังหวัดนครนายกผ่านจังหวัดปทุมธานี


กรุงเทพมหานครจึงได้เปิดประตูระบายน้ำคลอง 2 คลอง 7 คลอง 8 และคลอง 9 เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับจังหวัดข้างเคียง โดยยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้การระบายน้ำส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนริมคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

 

สำหรับภารกิจฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด โดยเฉพาะบริเวณเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง เจ้าหน้าที่ได้เร่งระดมกำลังจัดเก็บขยะสะสมและสิ่งของที่เสียหายจากน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ถึง 12 ตุลาคม สามารถจัดเก็บขยะได้แล้วรวมกว่า 8,135 ตัน ขณะที่สถิติการจัดเก็บขยะสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 1,600 ตันต่อวัน ซึ่งถือเป็นปริมาณมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มภารกิจฟื้นฟูพื้นที่


ปริมาณขยะจำนวนมหาศาลสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังน้ำท่วม โดยเฉพาะขยะชิ้นใหญ่ เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของภายในบ้านที่ได้รับความเสียหายจากน้ำ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งขนย้ายออกจากพื้นที่ เพื่อลดปัญหาการสะสมของสิ่งปฏิกูล กลิ่นไม่พึงประสงค์ และความเสี่ยงด้านสุขอนามัยของประชาชน


นอกจากการจัดการขยะ กรุงเทพมหานครยังร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลและกรมการขนส่งทางบก เร่งเคลื่อนย้ายยานพาหนะที่จอดเสียหรือจอดหนีน้ำอยู่บนผิวจราจรและทางยกระดับ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสัญจรและการฟื้นฟูเมืองหลังน้ำลด


ล่าสุดสามารถเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่กีดขวางเส้นทางได้แล้วกว่า 1,000 คัน โดยเป็นรถที่อยู่บนถนนสายหลักมากกว่า 900 คัน และในพื้นที่เคหะร่มเกล้าอีก 55 คัน ส่งผลให้ถนนสายหลักส่วนใหญ่กลับมาแห้งสนิทและสามารถเปิดการจราจรได้ตามปกติแล้ว


ส่วนความคืบหน้าการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย กรุงเทพมหานครได้เร่งดำเนินการตรวจสอบสิทธิและอนุมัติเงินเยียวยาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 13 ตุลาคม พบว่า การลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ ครอบคลุมพื้นที่ 30 เขต มีครัวเรือนที่ได้รับการอนุมัติเงินช่วยเหลือแล้วมากกว่า 169,000 ครัวเรือน รวมวงเงินประมาณ 1,243 ล้านบาท

 

ในจำนวนนี้แบ่งเป็นครัวเรือนที่ได้รับการอนุมัติเงินชดเชย 9,000 บาท มากกว่า 98,000 ครัวเรือน และครัวเรือนที่ได้รับการอนุมัติเงินชดเชย 5,000 บาท อีกกว่า 70,000 ครัวเรือน โดยการอนุมัติดังกล่าวถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

 

ขณะเดียวกัน การลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือผ่านเว็บไซต์ของกรุงเทพมหานคร มีประชาชนยื่นคำร้องแล้วรวม 94,667 คำร้อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบสิทธิ โดย 5 เขตที่มีประชาชนยื่นคำร้องมากที่สุด ได้แก่ เขตลาดกระบัง บางกะปิ สายไหม คลองสามวา และมีนบุรี ตามลำดับ

 

กรุงเทพมหานครยืนยันว่าจะเร่งประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินกระบวนการตรวจสอบสิทธิและอนุมัติเงินช่วยเหลือให้ครอบคลุมประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามหลักเกณฑ์โดยเร็วที่สุด แม้ระดับน้ำในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครจะเริ่มลดลง และถนนสายหลักทยอยกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ แต่การฟื้นฟูเมืองหลังน้ำท่วมยังคงเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกำจัดขยะสะสม การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม การช่วยเหลือประชาชน และการวางระบบป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว เพื่อให้กรุงเทพมหานครสามารถรับมือกับฝนตกหนักและปริมาณน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นซ้ำกับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : กรุงเทพมหานคร